มหันตภัยเด็กตกเตียง

ThuJanuary201217439_logo

ข่าวสะเทือนใจเด็กตกเตียงเสียชีวิต พ่อแม่ร่ำไห้แทบขาดใจ ปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะ ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ปกครองหรือพี่เลี้ยงคาดไม่ถึงว่า “ที่นอน” จะกลายเป็นอันตรายสำหรับเด็กน้อยนั่นเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปกติเด็กทารกจะนอนผลิตภัณฑ์หลายแบบ เช่น นอนเบาะเด็ก นอนเบาะใหญ่รวมกับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเบาะที่วางกับพื้นหรือ นอนเตียงเด็ก เปลไกว โดยเด็กบางคนก็ใช้ผลิตภัณฑ์หลายอย่างในวันเดียวกัน

พูดถึง “เตียงเด็ก” กับ “เปลไกว” ทั้ง 2 อย่างเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทารกในหลายประเทศมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์กำกับ เพราะในต่างประเทศก็พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากเตียงที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นจำนวน มาก แต่ตัวเลขการเสียชีวิตลดลงอย่างชัดเจนเมื่อออกมาตรฐานควบคุม

ในบ้านเรามีการสำรวจมารดาหลังคลอดในปี 2553-2554 พบว่า มีเด็กทารกใช้เตียงเด็กซึ่งขายอยู่ตามท้องตลาด 10.8 % คือ ใน 100 คน จะใช้ประมาณ 10 คน ในจำนวนนี้  76.9 % เป็นเตียงเด็กที่มีความเสี่ยง ขาดมาตรฐานความปลอดภัย คือ ผนังเตียงด้านศีรษะและเท้ามีช่องห่างมากเกิน 6 เซนติเมตร ราวกันตกล็อกไม่อยู่ ราวกันตกเตี้ยเกินไป จากขอบบนของเบาะที่นอนถึงราวกันตกด้านบนมีความสูงต่ำกว่า 65 เซนติเมตร ซึ่งสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บจากเด็กตกเตียงหรือลอดทะลุช่องแล้วมีการติด ค้างของศีรษะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ มีเด็กบาดเจ็บจากการใช้เตียงเด็กทั้งหมดคิดเป็น 19.2% โดยการบาดเจ็บหลักคือการตกจากเตียงซึ่งคิดเป็น 50%

ผลการสำรวจยังพบว่า เด็กไทยนอนเปลไกวมากกว่านอนเตียงเด็ก โดยมีการใช้ถึง 53.3% ลักษณะเป็นเปลที่ไกวได้ หรือ เป็นเปลญวน โดยเปลไกวที่มีความเสี่ยง คือ เปลไกวที่มีราวกันตกและผนังเตียงด้านศีรษะและเท้ามีช่องห่างมากเกิน 6 เซนติเมตร หรือมีฐานไม่มั่นคงจึงมีการพลิกคว่ำ ซึ่งสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการตกหรือลอดทะลุช่องแล้วมีการติดค้างของ ศีรษะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้คิดเป็น 42.8% มีเด็กบาดเจ็บจากการใช้เปลไกวทั้งหมด 20% โดยการบาดเจ็บหลักคือการพลิกคว่ำตกจากเปลพบได้มากสุด 45.5% แต่เนื่องจากลักษณะของเปลไกวจะอยู่สูงจากพื้นไม่มาก ดังนั้นการบาดเจ็บจะไม่รุนแรงมาก

การบาดเจ็บจากการตก “เตียงเด็ก” หรือ “เปลไกว” มีตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย ฟกช้ำดำเขียว กระดูกหัก มีเลือดออกในสมอง แต่กรณีกระดูกหัก เลือดออกในสมองพบได้น้อยเนื่องจากความสูงที่เด็กตกลงมาจะไม่มากประมาณ 90 เซนติเมตร การบาดเจ็บจึงไม่รุนแรง โอกาสเสียชีวิตก็น้อย แต่ที่เด็กตกเตียงแล้วเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตในลักษณะแขวนคอ ขาดอากาศหายใจ คือ เด็กตกลงมาจากช่องห่างของซี่ราวกันตกที่ห่างเกิน 6 เซนติเมตร หรือ เตียงมีช่องรูต่าง ๆ ใหญ่กว่า 6 เซนติเมตร เด็กสามารถเอาขาลอด ตัวลอดได้ แต่ศีรษะติดออกมาไม่ได้ เมื่อขาไม่ถึงพื้นก็เลยทำให้เสียชีวิตในลักษณะแขวนคอ ประมาณ 4 นาทีก็เสียชีวิตแล้ว

ในกรณีที่เด็กตกเตียงแล้วมีเลือดออกในสมอง น่าจะเป็นการตกจากเตียงที่มีความสูงเกินกว่า 120 เซนติเมตรขึ้นไป เตียงที่ต่ำกว่า 120 เซนติเมตรอาจเกิดขึ้นได้เหมือนกันแต่น้อย ถ้าเลือดออกในสมองจากการตกเตียงในระดับที่ต่ำกว่านี้ควรตรวจหาสาเหตุอื่น ร่วมด้วย เช่น การถูกทำร้ายร่างกาย

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง คือ

เปลไกวที่มีลักษณะเป็นเปลญวณหรือใช้ผ้าผูกทั้งหลาย ไม่ควรใช้หากเด็กลุกนั่งได้แล้ว เพราะเด็กอาจตกได้ ดังนั้นควรใช้ในเด็กอายุไม่เกิน 5 เดือน ข้อดีของเปลไกวที่มีลักษณะเป็นเปลญวนคือ เด็กจะต้องนอนหงายเท่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้หมอนหนุน ดังนั้นโอกาสจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจจากการนอนคว่ำก็น้อย แต่ข้อเสียคือ ใช้ได้ถึง 5 เดือน ส่วนเปลไกวที่มีลักษณะคล้ายเตียงเด็กซี่หรือช่องห่างจะต้องไม่มีขนาดใหญ่ เกินกว่า 6 เซนติเมตร เวลาซื้อให้วัดซี่ราวกันตกเลย ถ้าเกินกว่า 6 เซนติเมตรไม่เอาแล้ว มาตรฐานตรงนี้กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีกำหนดไว้แต่ไม่ได้บังคับ ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ นอกจากนี้ต้องดูตัวล็อกรวมกันตกว่ามีความแข็งแรงทนทานหรือไม่ ถ้าเอามือเกาะ หรือ เขย่าเตียงแล้วหล่นลงมา ก็ไม่ควรใช้

ส่วนเบาะสำหรับเด็กต้องเป็นเบาะที่มีความแข็งกำลังดี เบาะ ฟูก หมอน หรือผ้าห่มนุ่ม ๆ หนา ๆ ขนาดใหญ่ ๆ หน้าเด็กอาจจุ่มลงไปแล้วกดจมูกและปากเป็นเหตุให้ขาดอากาศหายใจ เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจัดเด็กนอนในท่าคว่ำ นอกจากนี้เบาะนอนกับซี่ราวกันตกจะต้องชิดกันพอดี ไม่มีช่องว่างเพราะอาจทำให้เด็กตกลงไปตามซอกและเสียชีวิตได้เช่นกัน ส่วนใหญ่ถ้าทำเตียงถูกวิธีเบาะและราวกันตกจะออกมาพอดี ที่ไม่พอดีคือผู้ปกครองเด็กไปเปลี่ยนเบาะ อีกอย่างที่คนไม่ค่อยรู้คือเสาทั้ง 4 มุมของเตียงเด็กจะต้องไม่มีส่วนยื่นเกินขอบราวมากกว่า 1.5 มิลลิเมตร เอามือลูบดูจะต้องเรียบ บางคนซื้อหัวแหลมดูสวยงามแต่ว่ามีเด็กอายุ 9-10 เดือนที่โหนตัวลุกขึ้นยืนได้ คอเสื้ออาจไปเกี่ยวทำให้เด็กเสียชีวิตในท่าที่เสื้อพันรัดคอได้

อย่าวางผ้าห่ม กองผ้าไว้ใกล้ศีรษะเด็ก ซึ่งอาจกดทับใบหน้า จมูกทำให้ขาดอากาศหายใจได้ ควรเลือกชุดนอนที่หนาอบอุ่น สวมใส่ได้พอดี ทำให้ไม่ต้องใช้ผ้าห่ม หากจะใช้ผ้าห่มต้องเลือกเนื้อผ้าบาง สอดเก็บขอบใต้เบาะให้ดีเพื่อไม่ให้ผ้าห่มหลุดลุ่ยมากดใบหน้าเด็ก ต้องไม่ให้เครื่องนอน ของเล่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อื่น ๆ มีลักษณะเส้นสายที่มีความยาวเกินกว่า 15 เซนติเมตร เพราะอาจเป็นเหตุให้เกิดการรัดคอเด็กได้ นอกจากนั้น ต้องไม่นำของเล่นชิ้นเล็ก ๆ หรือของเล่นประเภทอ่อนนิ่มตัวใหญ่ ๆ เช่นตุ๊กตา ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งอาจตกทับกดการหายใจได้

กรณีที่เป็นสถานเลี้ยงเด็กจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยตรงนี้ด้วย มิใช่เฉพาะเตียงเท่านั้น ยังมีเก้าอี้นั่งโยก เบาะ ที่นอน ที่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และวิธีการใช้ แต่เตียงเด็กในปัจจุบันไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย มีแต่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานทั่วไป ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่ แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้กำหนดเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่จะต้องทำการทดสอบความปลอดภัยในปี 2555 นี้ เพื่อเข้าไปควบคุมเตียงเด็ก ขณะเดียวกันสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมก็จะพิจารณาผลิตภัณฑ์สำหรับ เด็กทารกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นเด็ก เตียงเด็ก เปลไกว เปลคอก และมีมาตรฐานบังคับ ดังนั้นสถานรับเลี้ยงเล็กควรให้ความสำคัญตรงนี้ด้วย อย่างไรก็ตามทางราชวิทยากุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ร่วมกันจัดทำคู่มือมาตรฐานศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งมีเรื่องความปลอดภัยด้วย

ฝากเตือนไปยังผู้ปกครองทุกท่านว่า อย่าลืมสำรวจ “ที่นอน” ของลูกน้อยเป็นการด่วนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป !!??

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา http://www.dailynews.co.th/article/1490/6413

www.csip.org