อุปกรณ์ศิลปะอันตราย

FriDecember201116943_lo

 

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่า กิจกรรมทางด้านศิลปะ
คือสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ ทุกวัย เพื่อการพัฒนาในทุกด้าน (ร่างกาย-อารมณ์-สังคม-สติปัญญา-จินตนาการ…)

กุมารแพทย์ทั่วไปจึงเห็นด้วย และสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้ลูกๆ ทำกิจกรรมศิลปะ
แต่ก็แน่นอนครับ… สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ สโลแกนประจำใจของพวกเราทุกคนในทุกกิจกรรมก็คือ “ปลอดภัยไว้ก่อน”

น้องบาส (4 ขวบ) จัดว่าเป็นเด็กโชคดีที่มี คุณพ่อคุณแม่เห็นถึงความสำคัญของศิลปะ
จึงพาลูกไปเข้าคอร์สศิลปะในวันหยุด หนุ่มน้อยก็เลยแฮปปี้เป็นอันมากซ้ำยังนำงานศิลปะกลับมาทำต่อที่บ้านอีก้ดวย

และแล้ววันนั้นที่เจ้าบาสจอมขยันพอย่างเท้าเข้าบ้าน ก็เรียกหา “กรรไกร” จากคุณแม่ทันที
โดยบอกว่าจะเอาไปตัดกระดาษตัวการ์ตูนติดแปะที่คุณครูให้มาทำต่อที่บ้าน
คุณแม่ก็สู้อุตส่าห์ควานหากรรไกรด้ามจิ่วจนเจอแล้วยื่นให้ลูกชายตามคำขอ
ทั้งๆ ที่คิดอยู่เหมือนกันว่ากรรไกรปากแหลมๆ อย่างนี้จะเหมาะกับลูกหรือ

แต่อีกใจก็เห็นว่าไม่เป็นไรลูกคงใช้คล่องแล้ว เพราะที่โรงเรียนศิลปะก็คงให้ใช้ทุกอาทิตย์อยู่แล้ว
แล้วคุณแม่ก็รีบหอบเอากองเสื้อผ้าไปเข้าเครื่องซักผ้า แต่แล้ว…แค่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที
เจ้าบาสก็ร้องไห้เสียงจ้า คุณแม่ทิ้งกองผ้า แล้วรีบวิ่งไปที่ต้นเสียง แล้วก็ต้องตกใจ…

ลูกโดนกรรไกรบาดนิ้วเข้าให้แล้ว…..คุณแม่นึกโกรธตัวเองว่า
ไม่น่าเอากรรไกรให้ลูกเลย แถมยังจำขึ้นมาได้อีกว่า
กรรไกรที่ทางโรงเรียนศิลปะให้เด็กๆ ใช้ก็คือ กรรไกรพลาสติก และกรรไกรปลายมน!
แล้วเด็กๆ ยังอยู่ในการดูแลของคุณครูตลอดเวลา

จากเหตุการณ์ “ภัยอันเกิดอุปกรณ์ศิลปะ” ครั้งนี้
ทำให้นึกถึงข่าวอันน่าสลดใจที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อหลายปีที่แล้ว ก็คือ…

ข่าว… เด็กมัธยม 14-15 ปี เอาน้ำยากัดกระจกที่ใช้กับงานศิลปะที่โรงเรียน
กลับมาทำต่อที่บ้าน เมื่อใช้ไม่หมดจึงนำมากรอกใส่ขวดน้ำดื่ม (พลาสติก)
แล้วตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะ น้องชายวัย 4 ขวบ ตื่นเช้ามา… กระหายน้ำ
เลยซดน้ำในขวดเข้าไปเต็มอึกใหญ่

ผลก็คือล้มลงไปนอนดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากหลอดอาหารทะลุเนื่องจากน้ำยากัดกระจกเป็นกรดอย่างแรง!

กรณีอันน่าสลดใจนี้ คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใส่ใจในกิจกรรมศิลปะของลูกๆ
ว่าได้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับวัยหรือไม่? เช่น น้ำยากัดกระจก …แลคเกอร์…ทินเนอร์…
มีดแกะสลัก…คัตเตอร์…หรือสีประเภทต่างๆ …ให้ดูว่าเหมาะสมกับวัยของลูกหรือไม่?

หรือหากต้องใช้ ก็ต้องรู้วิธีใช้และวิธีเก็บรักษาที่ถูกต้อง อย่างเช่น
น้ำยากัดกระจกก็ไม่น่าจะเป็นอุปกรณ์ศิลปะที่เด็กนำกลับบ้านได้
เด็กอาจจะขาดความระมัดระวังในการเก็บ ทำให้เกิดการเจ็บทั้งต่อตนเองและผู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงได้

และที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ สเปรย์แลคเกอร์
ที่เด็กโตจะได้ใช้กันบ่อยในงานศิลปะ

โดยมากก็เพื่อพ่นเคลือบเงาให้งานชิ้นนั้นแวววาวสดใส ในขณะที่พิษภัยของแลคเกอร์ ทินเนอร์
หรือสารระเหยทั้งหลาย ก็เป็นที่รู้กันว่าอันตรายของมันรุนแรงเพียงใด เช่น
หากสูดดมเข้าไปมาก หรือบ่อยๆ มันจะซึมแทรกเข้าไปกระแสเลือด ทำอันตรายต่อถุงลม
ปอด เนื้อเยื่อ ตับ ไต อวัยวะภายในต่างๆ รวมถึงระบบประสาทส่วนกลาง

โดยอาจเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง… หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
คือการเกิดระคายเคืองในคอ หายใจขัด มึนหัว แน่นหน้าอก อาเจียน
และทุกครั้งก็จะต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันชุดเดียวกับการป้องกันน้ำยากัดกระจก นั่นคือ…แว่น ผ้าปิดปากปิดจมูกและถุงมือ

ย้อนกลับมาที่เด็กเล็ก…ลูกในวัย 2-4 ขวบ
สมควรส่งเสริมให้มีการบริหารกล้ามเนื้อเล็ก (นิ้ว ข้อมือ)
การปั้นดินและการละเลงสีด้วยนิ้ว จึงเป็นกิจกรรมที่ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก
ทั้งยังได้ฝึกการใช้สมาธิ ฝึกจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ

โดยดินที่จะนำมาใช้ก็ควรเป็นดินใช้ปั้นที่เรียกกันว่า แป้งโดว์ (Play Dough)


ซึ่งน่าจะเหมาะ และปลอดภัยสำหรับหนูน้อยมากกว่าดินน้ำมัน หรือดินเหนียว
โดยแป้งโดว์เป็นแป้งปั้นที่ทำจากแป้งทำอาหาร น้ำมันพืช และสีผสมอาหาร

การละเลงสีด้วยนิ้วมือ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดโปรดของเด็กเล็ก เราจะใช้สีที่ทำจากสีผสมอาหาร
ผสมเข้ากับแป้งข้าวโพด และน้ำอุ่น แล้วคนให้เข้ากัน ให้มีความข้นกำลังดี

ส่วนอุปกรณ์เพื่อการวาด (ละเลง) ก็คือ กระดาษอาร์ตมัน แผ่นโตๆ หรือจะปูรองพื้นอีกชั้น
ด้วยถุงพลาสติก หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วก็อย่าลืมสวมเสื้อกันเปื้อนให้ลูกด้วย
(จะสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นก็ได้ครับ) และเมื่อเลิกเล่นแล้ว ก็จะต้องล้างมือด้วยน้ำสบู่ หรือจะให้ดีก็จับอาบน้ำซะเลยครับ

บรรดาสีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีไม้ สีเทียน สีน้ำ หรือสีชอร์ค อันเป็นอุปกรณ์สำคัญในงานศิลปะของเด็ก
คุณพ่อคุณแม่จะต้อพิถีพิถันในการเลือกซื้อให้ลูกๆ โดยเลือกที่มีการันตีหน้าบรรจุภัณฑ์ว่า non tomix
หมายถึง มีกระบวนการผลิตที่ไร้สารพิษไร้สารตะกั่วและมีเครื่องหมาย CE
พิมพ์การีนตีความปลอดภัยด้วย เพราะนั่นหมายถึงเป็นสินค้าที่ได้รับรองเรื่องของความปลอดภัยด้วย
เพราะนั่นหมายถึงเป็นสินค้าที่ได้รับรองเรื่องของความปลอดภัย ทั้งต่อผู้ใช้

โดยเฉพาะสีเทียนบ้านเรามีกฎหมายควบคุมมาตราฐานโดยกระทรวงอุตสาหกรรม
เวลาเลือกซื้อเลือกที่มีสัญลักษณ์มอก. ตามมาตรฐานจะตรวจสอบความแข็งแรงของสี
และส่งตรวจหาโลหะหนักปนเปื้อนในสีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีโทษต่อร่างกายแตกต่างกันไป
เช่น ตะกั่ว ทำให้ปัญญาอ่อน ปรอทจะทำลายสมองมีผลต่อการเคลื่อนไหว พูด การมองหรือการได้ยิน
แคดเมียมก่อโรคอิไตอิไต เป็นต้น สารโลหะหนักที่มีการตรวจหาเป็นไปตามตารางดังนี้

ข้อกำหนดค่าสูงสุดของปริมาณโลหะหนักในสีเทียน

พลวง 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
สารหนู 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
แบเรียม 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
แคดเมียม 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
โครเมียม 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ตะกั่ว 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ปรอท 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ซิลิเนียม  500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ppm

ขณะนี้มีการรับรองมาตราฐานเฉพาะสีเทียนครับ สีผง (ขายเป็นซองๆ)
และสีน้ำอื่นๆ ยังไม่มีการรับรองเลย ขายกันเกลื่อนโดยไม่มีเกราะความปลอดภัย

ถ้าไม่แน่ใจว่าสีนั้นจะมีพิษหรือไม่ ประกอบกับไม่มีเครื่องหมายรับประกันใดเลยไม่ต้องรีรอครับ พาลูกเดินห่าง อย่าซื้อสารพิษเข้ามือลูกเลยครับ

ศิลปะนั้นย่อมเป็นเรื่องดีงามอย่างไม่ต้องสงสัย….

ศิลปะฝึกฝนให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยน ใจเย็น รู้จักรอคอย มีสมาธิ เพราะจดจ่อกับกิจกรรมอันสนุกและเพลิดเพลิน

แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเอาใจใส่ก็คือ…วิธีการทำงานศิลปะที่ปลอดภัย

และรวมทั้งอุปกรณ์ศิลปะที่ต้องเหมาะสมกับวัย
และที่สำคัญคือจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยด้วยครับ

www.csip.org

 

 

โปรดแสดงความคิดเห็น