เลี่ยง“ภัย” เมื่อพาลูกไปเที่ยว…งานบุญ

FriSeptember201104739_logo2

เลี่ยง“ภัย”
เมื่อพาลูกไปเที่ยว…งานบุญ 

บทความโดย  ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

ใครที่เคยบอกว่ายุคนี้ไม่มีแล้วที่พ่อแม่จะจูงลูกเข้าวัด ผมขอเถียงคอเป็นเอ็น…
ซึ่งจริงๆแล้วหลายท่านก็คงเห็นเช่นเดียวกับผม นั่นคือ ในวันหยุด หรือ เสาร์ อาทิตย์
กระทั่งวันทางศาสนพิธี จะมีคุณพ่อคุณแม่มากมายที่จูงลูกๆไปเข้าวัดทำบุญทำกุศล
นัยว่าเพื่อไหว้พระขอพรเพื่อให้ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข
ทั้งยังเพื่อให้เด็กๆได้สัมผัสกับบรรยากาศอันสงบร่มรื่นวัดวาอาราม
หรือแม้แต่ได้สุขสันต์หรรษากับกิจกรรมสนุกสนานที่จัดขึ้นภายในบริเวณวัด
…ซึ่งในหลายเทศกาล ภายในวัดก็คึกคักไปด้วยงานขายสินค้า-ขายอาหารต่างๆ,
มีชิงช้าสวรรค์, ปาเป้า, สาวน้อยตกน้ำ, มีวงดนตรีลูกทุ่ง, หมอลำเพลิน
หรือคอนเสริ์ตนักร้อง…แถมด้วยสิ่งที่ได้กลายเป็นธรรมเนียมของแทบทุกงานในยุคนี้
นั่นก็คือ  การจุดพลุ จุดไฟพะเนียง หรือ จุดประทัดกันอย่างเอิกเกริก
เท่าที่บรรยายก็คงเห็นภาพแล้วนะครับว่า ท่ามกลางงานบุญนั้น ก็มีความเสี่ยงภัยอยู่
โดยเฉพาะอาจเกิดขึ้นกับลูกๆหลานๆตัวน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

1…  การนำพวกพลุ ตะไลเพลิง หรือประทัด(บางทีเรียกประทัดยักษ์)ไปจุดเล่น
ตามสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านนั้นช่างไม่สมควรและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในวัดซึ่งมีทั้งพระสงฆ์องคเจ้า ทั้งนักปฏิบัติธรรม คนชราและเด็กๆ
หลายท่านอาจจำได้ว่าราว 2ปีก่อน ทางจังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งมีผู้คนได้รับบาดเจ็บจากวัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นจำนวนมากในทุกปี
แถมยังมักนิยมเล่นกันในวัด หลายที่ก็ใช้วัดเป็นสถานที่จัดงานแข่งกันจุดดอกไม้ไฟ
เช่น   ข่าวจากเนชั่น   จ.เชียงใหม่ .. เด็กชาย  ถูกประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือจนนิ้วขาด
มีแผลที่มือซ้าย นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ถูกแรงระเบิดของประทัดยักษ์จนขาด
เจ้าหนูเก็บประทัดยักษ์ที่ตกลงมาจากโคมลอยที่มีการปล่อยบริเวณวัดสันอุ้ม เชียงใหม่
แล้วเอามานำมาจุดเล่นและเกิดระเบิดใส่มืออย่างรุนแรง

หลายท่านอาจจำได้ว่าราว 2ปีก่อน ทางโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่
ได้ออกภาพโปสเตอร์ 4 สี ขนาด17.5นิ้ว คูณ24 นิ้ว  เป็นภาพมือคนในสภาพเละเทะทั้ง 2  ข้าง
อันเป็นผลจากการเล่นประทัดยักษ์    โปสเตอร์สุดสยองนี้ได้ถูกแจกจ่ายไปตามวัดต่างๆในเชียงใหม่
เพื่อให้ช่วยกันติดไว้ที่บอร์ดประจำวัด  ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเตือนใจได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นบั้งไฟ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ-พลุ หรือแม้แต่เม็ดมะยม เหล่านี้มันคือวัตถุอันตราย
ที่ทำให้เด็กๆหลายคนโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ตาและรอบๆ  ดวงตา  เยื่อตา  และตาดำ
ทำให้ตาบอดก็มีไม่น้อย(ตาดำไหม้  ขุ่นมัว  อาจทำให้เลือดออกช่องหน้าม่านตา  ทำให้ตาบอดถาวรได้ )
แรงระเบิดของมันทำร้ายมือและข้อมือ หลายคนถึงกับกระดูกนิ้วมือแตกละเอียด  หลายรายแพทย์ต้องตัดนิ้วหรือตัดมือทิ้ง
หนทางเดียวก็คือ…ห้ามให้ลูกๆเล่นอย่างเด็ดขาด เพราะมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จัดว่าเป็นวัตถุระเบิดทั้งสิ้น
นอกจากห้ามให้ลูกๆเล่นอย่างเด็ดขาดแล้ว ยังต้องไม่ไปเล่นรวมกลุ่ม หรือไม่แม้แต่เข้าไปอยู่ใกล้คนที่เล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟฯลฯ ด้วยครับ

2…เมื่อพูดถึงประทัด-ดอกไม้ไฟ ก็อดพูดถึงบั้งไฟมิได้ ซึ่งได้กลายเป็นของเล่นยอดฮิตในแทบทุกงาน
ทั้งที่แต่ก่อน เจ้าจรวดบั้งไฟจะจุดกันเฉพาะในงานบุญบั้งไฟ จุดกันเฉพาะในงานบุญบั้งไฟ
(ราวเดือน 5 เดือน7) ในภาคอีสานบ้านเรา

แต่ก่อนนั้น เขาจะเลือกไม้ไผ่ลำโตๆมาทำเป็นบั้งไฟ โดยทะลวงปล้องให้ถึงกัน แล้วอัด ดินปืนให้แน่นด้วยการตำ
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใช้ลำไผ่กันแล้ว แต่มาใช้พวกท่อเหล็ก, ท่อประปา แล้วก็ท่อพีวีซี
ซึ่งกลับรุนแรงอันตรายยิ่งกว่าเดิม แถมนิยมยิงจรวดบั้งไฟกันทีละเป็นจำนวนมากๆ พุ่งไปได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร
จึงสร้างความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินมากมาย  จากงานสนุกสนานก็จึงกลายเป็นความเศร้าสลด
(หากพบเห็นเหตุสาธารณภัย แจ้งเหตุได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ
โทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ชีพนเรนทร  หมายเลข  1669  ฟรีทุกระบบ  ได้ตลอด  24  ชั่วโมง)

3 …  จุดธูป  1 ดอกมีพิษเท่ากับ บุหรี่ 1 มวน !
เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองได้มี ได้มีงานวิจัยที่น่าตกตะลึง ที่มีการระบุว่า

“ธูปที่จุด 1 ดอก มีสารก่อมะเร็งไม่ต่างจากบุหรี่ 1 มวน หากจุดแค่ 3 ดอก
ในบ้านก่อมลพิษเท่าสี่แยกไฟแดงที่มีการจราจรคับคั่ง! “
โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)  ศูนย์สื่อสาร วิทยาศาสตร์ไทย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   ออกโรงชูประเด็น “สารก่อมะเร็ง : ภัยเงียบที่มา กับควันธูป”

อันเป็นผลงานวิจัยของ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าไอซียู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และ
ดร.พนิดา นวสัมฤทธิ์ นักวิจัยห้องปฏิบัติการพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

โดยท่านทั้งสองพร้อมทีมนักวิจัย  ทำการประเมินคน 40คนซึ่งทำงานในวัดว่า
สุขภาพของพวกเขาจะได้ผลกระทบ จากการสูดดมควันธูปเป็นประจำ

ทีมของคุณหมอ ได้ปักหลักภายในวัดขนาดใหญ่ 3 แห่งซึ่งมีการจุดธูปในปริมาณมาก
จากนั้นก็ทำการตรวจหาปริมาณสารก่อมะเร็งในอากาศ
…และแล้วก็ได้พบสารก่อมะเร็งในควันธูป ถึง 3 ชนิด คือ
เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน หนำซ้ำมันยังมีความเข้มข้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก

นอกจากสารก่อมะเร็ง  ยังหนาแน่นไปด้วยฝุ่นละออง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และ ก๊าซเรือนกระจก(มีเทน)
อันเป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน

ดังนั้นยามที่พาลูกเข้าวัด ก็คงได้คำตอบแล้วนะครับว่า …
พาห่างๆจากควันธูปน่าจะปลอดภัยมากกว่า
และคุณหมอและทีมงานได้เรียกร้องว่า  “ภาครัฐควรมีการรณรงค์เรื่องนี้ เช่น
การรณรงค์ดับธูปก่อนปักลงกระถางเพื่อลดควัน
และในอนาคตภาคอุตสาหกรรมควรมีการผลิตธูปที่เมื่อจุดแล้วดับได้อย่างรวดเร็ว”
(ธูปไฟฟ้าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะครับ…)

4…. เที่ยววัด ระวังลูกจมน้ำ  !

เวลา 11.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม 53  พ.ต.ท.สำราญ  สุขโต  พนักงานสอบสวน สภ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา
ได้รับแจ้งจากพระสงฆ์วัดปากคลองและชาวบ้าน จาก ต.หัวไผ่ อ.มหาราช ว่า มีเด็กจมน้ำตายในแม่น้ำลพบุรีบริเวณหน้าวัดปากคลอง

13 กุมภาพันธ์ 2553 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตจำนวน 2 ราย บริเวณริมคลองสำโรง
ตรงข้ามวัดมงคลนิมิตร ม.1 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ
นี่เป็นเพียง 2 กรณี จากหลายต่อหลายกรณีที่เด็กต้องมาจมน้ำตายในบริเวณวัด
เพราะวัดบ้านเรานั้น มักจะอยู่ใกล้แหล่ง  โดยเฉพาะที่มี กระแสน้ำไหลแรงเชี่ยวกรากและไหลวน  และมีระดับน้ำที่ลึก

ดังนั้นหากบริเวณวัดที่พาลูกไปเที่ยวใกล้แหล่งน้ำ เราจะต้องดูแลลูกให้มาก
อย่าให้คลาดสายตาได้ เพราะแม้แต่เด็กๆที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น
ยังมีที่จมน้ำจนเสียชีวิต เราที่มาจากต่างถิ่นจึงต้องระมัดระวังให้มากครับ

ก็คงสรุปง่ายๆสั้นๆ ว่า   คุณพ่อคุณแม่หากจะพาลูกไปเที่ยวหรือ ไปธุระที่ใดก็ตาม
ก็ไม่ควรให้คลาดสายตาเป็นอันขาด  เพราะไม่มีสถานที่ใดทั้งสิ้นที่จะมาการันตีได้ว่า ลูกๆของเราจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์……..

www.csip.org