แพทย์ห่วง นร.ใช้ยาโปรฯผิดวัตถุประสงค์ เสี่ยงเสพติดยาอื่น

IMG_7918

(20 ก.ค.58) หน่วยเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอกเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ร่วมกับศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก

ร่วมแถลงข่าวปัญหาที่พบจากการใช้ยาโปรโคดิล (procodyl) และยาทรามาดอล (tramadol) ในหมู่วัยรุ่น

เนื่องจากขณะนี้มีเด็กและวัยรุ่นนำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อการร่างกายและจิตใจ

IMG_7924

อ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ขณะนี้เด็กมัธยมมีการใช้ยาที่ใช้ในการรักษาโรคอื่นๆ แต่นำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น Procodyl และ Tramadol ผสมยาแก้ไอและน้ำอัดลมทานกันในหมู่วัยรุ่นจำนวนมาก โดยตัวยาสามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาใกล้โรงเรียนลักษณะการทานคือการชักชวนกันในบรรดาเพื่อนๆ มาจับกลุ่มกินกัน โดยสถานที่ที่นิยมทานกันคือสถานศึกษา บ้านเพื่อน โดยขณะนี้โรงพยาบาลรามาธิบดี มีผู้ป่วยวัยรุ่นอายุน้อยกว่า 15 ปี มาเข้ารับการรักษาด้วยอาการชัก หมดสติ แล้วจำนวน 4 ราย โดยทุกรายได้ให้ประวัติตรงกัน ว่ายานี้กินกันอย่างแพร่หลายในโรงเรียน

•โดยบางรายได้ทานยา Tramadol แผงละ10 เม็ด สูงถึง 11 แผง ผสม Procodyl ขวดใหญ่ และน้ำอัดลม 1ลิตรกินกับเพื่อนขณะนั่งเรียนพิเศษตอนเย็น ผู้ป่วยมีอาการชักเกร็งและหมดสตินานประมาณ 4 นาที จึงถูกส่งมารพ.

•บางรายกินยา tramadol สูงถึง 45 เม็ด ผสมน้ำอัดลม 300 ซีซี มีอาการชักเกร็งกระตุก ไม่รู้สึกตัว ก่อนมาโรงพยาบาล

•บางรายมาด้วยเป็นลมหมดสติ ให้ประวัติว่ากินยา procodyl สม่ำเสมอ แต่วันที่เกิดเหตุมีรุ่นพี่นำยาเม็ดสีขาวมาให้ทานสามเม็ด ไม่ทราบตัวยา ตรวจปัสสาวะพบยากล่อมประสาทและยานอนหลับกลุ่ม Benzodiazepines

ที่น่าสนใจคือ เด็กวัยรุ่นเล่าว่าขณะไปซื้อยาก็ใส่ชุดนักเรียนไปแต่คนขายยาก็ขายยาให้ ไม่ได้มีการถามชื่อ หรืออาการที่ต้องใช้ยา ผู้ป่วยเชื่อว่าร้านขายยารับทราบว่านักเรียนซื้อไปเพื่อเสพยา
โดยสาเหตุที่วัยรุ่นนิยมใช้ยากลุ่มนี้ อ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ให้ความเห็นว่า เป็นจากหลายปัจจัย

สาเหตุส่วนหนึ่ง มาจากสมองของวัยรุ่นที่มีความอยากรู้อยากลอง ไม่ได้คิดรอบด้านเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากเพื่อนที่ชักชวน และวัยรุ่นไม่มีทักษะชีวิต อีกส่วนเกิดจากการที่วัยรุ่นเข้าใจว่ายาเหล่านี้ไม่ใช่ยาเสพติด ปลอดภัย ยาหาซื้อได้ง่าย และขาดการดูแลจากโรงเรียนและผู้ปกครอง

แต่สาเหตุที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนไข้ทุกรายพบตรงกัน ก็คือ วัยรุ่นบอกว่าใช้ยากลุ่มนี้เพื่อทำให้รู้สึกมึนๆ งงๆ ส่วนหนึ่งเพื่อความสนุก แต่อีกส่วนก็เพื่อคลายความทุกข์จากความเครียดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ความเครียดจากครอบครัว โรงเรียน ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ เพื่อน โดยพบว่าหลายคนมีโรคซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นพื้นฐาน และหลายคนมีความนับถือตัวเองที่ต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่สาเหตุมาจากการขาดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม

คุณหมอจิราภรณ์ กล่าวว่า ครอบครัวมีส่วนสำคัญที่จะช่วยปกป้องวัยรุ่นจากการใช้ยาหรือสารเสพติด การให้ความรัก ดูแลเอาใจใส่ สอนทักษะชีวิต เป็นเพื่อนคู่คิดกับวัยรุ่น สอนให้ลูกมีวินัยและกติกา การให้โอกาสเมื่อผิดพลาด จะทำให้ปัญหาบรรเทาเบาบาง โรงเรียนเองก็ควรมีส่วนในการตรวจตรากวดขัน และให้การช่วยเหลือนักเรียนที่ประสบปัญหาอย่างเหมาะสม สร้างความนับถือตนเองให้กับวัยรุ่นทุกคนในโรงเรียน สอนทักษะชีวิต ชุมชนและร้านขายยาเองต้องมีความรับผิดชอบ ที่จะไม่ขายยาผิดประเภทให้กับนักเรียน อย่างไรก็ตามถ้าพบว่าลูกมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่คลินิกวัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

IMG_7905

ศ.นพ.วินัย วรานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่ายาแก้แพ้ยี่ห้อโปรโคดิล ประกอบด้วยตัวยาสำคัญคือ promethazine hydrochloride มีข้อบ่งใช้คือ บรรเทาอาการแพ้ เป็น h1- antihistamine ซึ่งเป็นสารเคมีพวก amine อยู่ในกลุ่ม phenothiazines มีฤทธิ์ทำให้ง่วง มึนงง ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่วัยรุ่นนำมาใช้ จึงอาจนำมาใช้ช่วยให้มึน งง เมาๆ นอนหลับ ใช้ป้องกันอาการคลื่นไส้ อาเจียน และมีฤทธิ์คล้าย atropine ชักหมดสติ รูปแบบเภสัชภัณฑ์ เป็นยาน้ำเชื่อมใส สีม่วง รสหวาน ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด

ส่วนยาทรามาดอล เป็นยาแก้ปวดที่ใช้บำบัดอาการปวดขั้นปานกลางถึงรุนแรง มีประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากโรคต่างๆ ซึ่งใช้ยาแก้ปวดชนิดอื่นๆ แล้วไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพียงพอ รวมทั้งมีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทและมีผลทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoria) ได้ด้วย การออกฤทธิ์นี้เหมือนกับการออกฤทธิ์ของยามอร์ฟีน (morphine) แม้ว่าทรามาดอล จะมีความแรงน้อยกว่ามอร์ฟีนประมาณ 10 เท่า เดิมเชื่อว่ายานี้ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษเหมือนกับมอร์ฟีน แต่ในปัจจุบันเริ่มมีผู้ติดยานี้แล้ว และหากได้รับยาในขนาดสูงจะทำให้หมดสติและหยุดหายใจได้ นอกจากนี้ยาทรามาดอลยังเพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทที่ชื่อ serotonin และ norepinephrine

การเพิ่มขึ้นของ serotonin จากการใช้ยาทรามาดอล เกินขนาด (เช่นครั้งละ 3-4 เม็ด) อาจส่งผล กลืนลำบาก มือสั่น มีไข้ กล้ามเนื้อเกร็งตัวอย่างมาก หรืออาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ประสาทหลอนและหวาดระแวง ส่วนการเพิ่มขึ้นของ norepinephrine อาจทำให้ใจสั่น ปวดศีรษะ กระตุ้นระบบประสาทและทำให้ชักได้ ปัจจุบันการใช้ยาเหล่านี้เพียงอย่างเดียวหรือใช้ร่วมกับยา promethazine as tramadol ลงในน้ำดื่มเช่น น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้แล้วดื่ม เพื่อให้เกิดมึนเมา ดังนั้นในกรณีที่นักเรียนนำทรามาดอลไปใช้ในทางที่ผิด

นั่นคือใช้ยาโดยไม่ได้มีความจำเป็น รวมทั้งอาจใช้ครั้งละหลายๆ เม็ดต่อเนื่องกันหรืออาจเอาไปใช้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่อระบบประสาท เช่น ทำให้รู้สึกสบายและเคลิ้มสุขได้เร็วและแรง แต่ถ้ามากไปก็จะกดระบบประสาทอย่างมากจนชักและไม่รู้สึกตัวได้ รวมถึงอาจมีผลกระทบกับการทำงานของสมองถ้าใช้ในระยะยาว

IMG_7913

นพ.ศักดา อาจองค์ หน่วยระบาดวิทยาและทีมงานสื่อของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก กล่าวว่า

ขณะนี้พบความชุกของการใช้ยาผิดประเภทในหมู่วัยรุ่นในกทม สูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นโรงเรียนที่รองรับเด็กในชุมชนแออัดหลายแห่ง ผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่งต้องขอวิงวอนให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยดูแลในการควบคุมการจำหน่ายและเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ผ่านสื่อสาธารณะ นอกจากนั้นเด็กนักเรียนยังให้ข้อมูลอีกว่า

พวกเขารับรู้เรื่องยาเหล่านี้พร้อมวิธีการปรุงยาจากในอินเทอร์เน็ต ซึ่งมี เวปไซด์ เฟสบุค ที่ปลุกเร้าเด็กๆให้สนใจ อยากลองเสพยาเหล่านี้ด้วยเสียงเพลง ยังมีyoutubeสอนการผสมยาอีกด้วย นพ.ศักดา อาจองค์และทีมงานสื่อได้ตรวจสอบในอินเทอร์เนตพบข้อมูลทั้งหมดมีตั้งแต่ปี 2555 ทั้งที่มาของสูตรลีน สูตรโปร ปัจจุบันก็ยังเข้าถึงได้โดยง่ายและเนื้อเพลงทำนองเพลงก็น่าตื่นเต้นเร้าใจ ฟังแล้วน่าทดลองเสพ จึงอยากฝากทางเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนช่วยกันสอดส่องดูแล และควบคุมสื่อประเภทนี้ด้วย

สำนักข่าวไทย > แพทย์ห่วง นร.ใช้ยาโปรฯผิดวัตถุประสงค์ เสี่ยงเสพติดยาอื่น

PPTV > รพ.รามาฯเตือนวัยรุ่นผสมยาแก้แพ้ดื่มอันตรายถึงขั้น “ช็อค”

เดลินิวส์ > แพทย์เตือนวัยรุ่นใช้ยาผิด เสี่ยงเป็นสารเสพติด

IMG_7898IMG_7899IMG_7911IMG_7906IMG_7907