งานแถลงข่าว “ระวังวันสงกรานต์ !!! เด็กไทยตาย!!! ” ( 5 เม.ย.2561 )

สงกรานต์เด็กปลอดภัย : ไปให้ถึง เล่นให้มีความสุข

12-15 เมษายน ช่วงวันของครอบครัว ช่วงเวลาที่มีเด็กตายจากอุบัติเหตุสูงสุดของปี 

แถลงข่าว 5 เมษายน 2561 โดย อ.นพ.ฉัตรชัย อิ่มอารมณ์

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก 

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี   

 

12-15 เมษายน เทศกาลสงกรานต์ วันครอบครัว เป็นวันอันตราย

อุบัติเหตุเป็นเหตุนำการตายในเด็กไทย ในแต่ละปีเด็กไทยอายุ 1-14 ปีจะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจำนวนกว่า 2,500 รายต่อปี ในแต่ละปีพบว่าเดือนที่มีเด็กตายจากอุบัติเหตุสูงสุดคือเดือนเมษายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไป วันที่มีการเสียชีวิตมากที่สุดคือวันที่ 12-15 เมษายน ดังนั้นช่วงวันครอบครัวนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความเสี่ยงที่พ่อแม่ และชุมชนจะต้องตระหนักและช่วยกันดูแลเด็กๆ

การตายของเด็กเกิดจากการเดินทาง และ การเล่น การตายจากการเล่นที่พบบ่อยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แบ่งเป็นสองประเภท คือ เล่นแล้วจมน้ำ และเล่นเครื่องเล่นประเภทต่างๆ ได้แก่ เครื่องเล่นสนาม เครื่องเล่นตามเทศกาล สวนน้ำ สวนสนุก

 


เดินทางปลอดภัย ต้องใช้เข็มขัดนิรภัย และที่นั่งนิรภัย เพื่อความปลอดภัยของเด็ก

เด็กที่ตายจากอุบัติเหตุจราจรทั้งหมด พบว่า ร้อยละ 20.5 มีเหตุจากการโดยสารรถยนต์ทุกประเภท รวมทั้งรถปิคอัพ รถเก๋ง รถสองแถว รถตู้ รถโดยสาร หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ของการตายเฉพาะกลุ่มผู้โดยสาร ในปี 2559 พบการตายของเด็กต่ำกว่า 15 ปีจากอุบัติเหตุจราจรทั้งหมดคิดเป็น 704 ราย เป็นอุบัติเหตุรถยนต์ทุกประเภทรวม 120 ราย

ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของผู้โดยสารรถยนต์เกิดจากผู้โดยสารเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วของรถยนต์ เมื่อเกิดการชนกระแทกความเร็วของรถยนต์ลดลงอย่างกะทันหันแต่ผู้โดยสารยังเคลื่อนที่ต่อภายในรถยนต์ ทำให้ชนกระแทกถูกโครงสร้างภายในรถยนต์หรือกระเด็นออกนอกรถ ดังนั้นการยึดเหนี่ยวผู้โดยสารไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ต่อเมื่อรถยนต์ถูกหยุดยั้งให้ลดความเร็วลงกะทันหัน จึงเป็นหลักการที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในรถยนต์

ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กในการโดยสารรถยนต์ (child seat) นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลในการลดการตายของเด็กจากการเดินทางด้วยรถยนต์อย่างมาก  ประเทศพัฒนาทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และยุโรปตะวันตกได้มีคำแนะนำและกฎหมายบังคับใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กมานานหลายปีแล้ว ในสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง รวมทั้งการให้คำแนะนำและแนวทางการลดการบาดเจ็บโดยใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 ได้มีการศึกษาที่พบว่า ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กนี้จะลดความเสี่ยงต่อการตายในเด็กทารกและเด็ก1-4 ปี ถึงร้อยละ 69 ถ้าใช้อย่างถูกวิธี ขณะเดียวกันจะลดความเสี่ยงต่อการตายในเด็กอายุมากกว่า 5 ปีได้ร้อยละ 45 และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงร้อยละ 50 (Charles,1986) ( Hertz, 1996)

การใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กนี้ต้องใช้ให้เหมาะสมกับอายุและขนาดของเด็ก วิธีการเลือกชนิดของที่นั่งนิรภัย และวิธีการใช้ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

1. ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีต้องใช้บนที่นั่งด้านหลังและหันหน้าไปทางด้านหลังเท่านั้น

2.การใช้ถุงลมนิรภัยอาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ ผู้โดยสารจะได้รับความปลอดภัยเสริมจากถุงลมต่อเมื่อนั่งห่างถุงลมอย่างน้อย 25 เซนติเมตร เท่านั้น หากนั่งใกล้กว่านี้ จะเกิดอันตรายจากการกระแทกของถุงลมเอง โดยเฉพาะในเด็กที่ใช้ที่นั่งนิรภัยด้านหน้าข้างคนขับ เด็กที่นั่งตักแม่ทำให้เด็กอยู่ห่างจากระยะระเบิดของถุงลมน้อยเกินไป มีรายงานการเสียชีวิตจากถุงลมในอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงกว่า 200 ราย ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กน้อยกว่าสิบสามปี

3. ในรถยนต์ที่มีที่นั่งตอนหลังควรจัดให้เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปีนั่งที่นั่งตอนหลังเท่านั้น การนั่งเบาะที่นั่งตอนหลังจะลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุลงได้ถึง 5 เท่า

4. เด็กอายุ 2-6 ปี ใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กที่มีที่ยึดเหนี่ยวในตัว นั่งหันหน้าไปด้านหน้า    (forward facing seat)  ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กวัยนี้ยังคงมีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด

ภาพที่ 2  ที่นั่งนิรภัยแบบหันหน้าไปด้านหน้าสำหรับเด็กอายุ 2-6 ปี
ที่มา http://crihb.org/files/Child%20Safety%20Seats%20Presentation.pdf

5. เด็กอายุ 4-11 ปี ให้ใช้ที่นั่งที่นั่งเสริม (booster seat ควรใช้ที่นั่งเสริม (booster seat) จนกว่าสามารถใช้เข็มขัดนิรภัยได้พอดี โดยทั่วไปควรจะต้องมีอายุ 9 ปีหรือมากกว่า การใช้เข็มขัดนิรภัยในตำแหน่งไม่เหมาะสมก่อให้เกิดผลเสียเรียกว่า โรคของเข็มขัดนิรภัย (safety belt syndrome)  ซึ่งประกอบด้วย การบาดเจ็บในช่องท้อง ไขสันหลัง ลำคอและใบหน้า

ภาพที่ 3 ที่นั่งนิรภัยแบบที่นั่งเสริม (booster seat) สำหรับเด็กอายุ 4-11 ปี
ที่มา http://crihb.org/files/Child%20Safety%20Seats%20Presentation.pdf

ในกรณีรถปิกอัพ ห้ามมิให้มีผู้โดยสารในกะบะหลัง โดยเพาะอย่างยิ่งเด็กโดยเด็ดขาด ผู้โดยสารในกะบะหลังมีความเสี่ยงมากกว่าผู้นั่งในรถ 8 เท่าตัว เด็กที่นั่งในรถปิกอัพต้องใช้ที่นั่งนิรภัยเหมือนกัน แต่หากที่นั่งตอนหลังมีความกว้างไม่เพียงพอที่จะวางที่นั่งนิรภัยได้ ให้วางที่นั่งนิรภัยกับที่นั่งตอนหน้าและต้องไม่มีถุงลมข้างคนขับ 


เล่นให้สุขไม่จมน้ำ ปลอดภัยจากสารพัดเครื่องเล่น เด็ก 4-12 ปีส่วนใหญ่ตายในละแวกบ้าน ในบริเวณชุมชน ในขณะเล่นกับเพื่อน

การตายส่วนใหญ่นั้นของเด็ก 4-12 ปีส่วนใหญ่ตายในละแวกบ้าน ในบริเวณชุมชน ในขณะเล่นกับเพื่อน

จมน้ำ เป็นการตายอันดับหนึ่ง แหล่งน้ำเสี่ยงจะอยู่ในละแวกชุมชนใกล้บ้านเด็ก เช่น บ่อขุด บ่อ หรือสระน้ำใช้ชุมชน คลองหรือแม่น้ำในบริเวณชุมชน สระว่ายน้ำและสวนน้ำ สวนน้ำเคลื่อนที่

ตกที่สูง ของชนกระแทก  การพลัดตกหกล้มซึ่งทำให้เสียชีวิตจากการบาดเจ็บสมองและการแตกของอวัยวะภายใน สาเหตุที่สำคัญคือตกเครื่องเล่น รวมทั้งเครื่องเล่นสวนสนุก บันได หน้าต่าง ระเบียง หลังคา ต้นไม้ ชิงช้า แป้นบาส เสาฟุตบอล  หรือเล่นของเล่นที่มีลูกล้อเช่นรองเท้าสเก๊ต สกูตเตอร์ในบริเวณที่ไม่เหมาะสม


ช่วงสงกรานต์จะเป็นช่วงเวลาที่เด็กอายุ 4-12 ปี มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการตายจากอุบัติเหตุ

  • ชุมชนต้องเตรียมพื้นที่ให้เล่นน้ำเฉพาะ (zoning) เพื่อลดอุบัติเหตุจราจร
  • พื้นที่ให้เล่นน้ำเฉพาะที่เตรียมต้องเป็นพื้นที่ให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เน้นป้องกันการจมน้ำ การถูกรถชน ของหนักหล่นทับ ตกที่สูง ถูกไฟฟ้าดูด ระวังเฝ้าดูความรุนแรง (การกระทำต่อเด็ก)
  • หากมีการจัดตั้งสวนสนุก สวนน้ำเคลื่อนที่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องเล่นสวนสนุกปี 2558
  • งดเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การขายอุปกรณ์ฉีดน้ำที่ไม่เหมาะสมในเขตพื้นที่เล่นน้ำเฉพาะ
  • ชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้จัดการพื้นที่บริการหรือพื้นที่สาธารณะต่างๆ เตรียมพื้นที่เล่นทั่วไป สนามกีฬา สนามเด็กเล่น สำหรับเด็กเพราะเป็นช่วงปิดเทอม เด็กกลับบ้าน มาเยี่ยมญาติ ถูกส่งมาอยู่กับญาติในชุมชน หรือมาเที่ยวพักผ่อนเช่นกัน
  • พ่อแม่และชุมชนจะต้องตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดได้รอบตัวเด็ก การดูแลเด็ก อายุต่ำกว่า 6 ปี ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง ตามมาตรฐานขั้นต่ำการดูแลเด็ก การตายของเด็กกลุ่มนี้เป็นความละเลยของผู้ปกครอง
  • ขณะเดียวกัน การเตรียมพื้นที่เล่นปลอดภัยในบริเวณชุมชนให้กับเด็ก เป็นหน้าที่ที่สำคัญของผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน การตายของเด็ก 7-12 ปีในพื้นที่ชุมชนมักพบความละเลยของผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดูแลพื้นที่ (เช่น ครูในพื้นที่โรงเรียน) ในการจัดการความปลอดภัยให้กับเด็กๆ ด้วยเสมอ เช่น ไม่จัดพื้นที่เล่นปลอดภัยสำหรับเด็ก พื้นที่เล่นของเด็กไม่แยกเด็กออกจากถนนและแหล่งน้ำ ไม่ตรวจสอบการติดตั้งเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นให้มั่นคง ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของสนามกีฬา เช่น แป้นบาส เสาฟุตบอล ที่ใช้งานมานานหลายปี เป็นต้น


โพสต์โดย ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี เมื่อ 5 เมษายน 2018



 

โปรดแสดงความคิดเห็น