วันเด็กแห่งชาติเด็กไทยยุค 2019 ต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

วันเด็กแห่งชาติใกล้เวียนมาถึงอีกแล้ว ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 12 ม.ค. 2562 สิ่งที่เมืองไทยต้องการจากเด็กและเยาวชนยุค 2019 ในทัศนะของ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาธิบดี ที่ทำงานด้านเด็กมาโดยตลอดนั้น คือ การเติบโตมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน (SDGs)

ทำไมต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

รศ.นพ.อดิศักดิ์ อธิบายว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยติดกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง จึงพยายามพัฒนาเป็นรายได้สูงให้ได้ โดยเร่งเศรษฐกิจให้โต แต่กลับกลายเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน เพราะปรากฏว่า กลายเป็นการทำลายครอบครัว ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่นนี้ไม่ได้เรียกว่าโตจริง และสักวันจะต้องปรากฏจุดตายแน่นอน แล้วถามว่าหากจะไปจะไปอย่างไร ก็มีหลายวิธี หนึ่งในนั้น คือ การพัฒนาเด็ก

โดยมีแนวทางพัฒนาเพื่อให้เด็กเข้าใจในการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายที่ต้องการ 17 ข้อ ประกอบด้วย

1.ขจัดความยากจนทุกรูปแบบ

2.ขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน

3.รับรองการมีสุขภาพและความเป้นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ

4.รับรองการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง

5.บรรลุความเท่าเทียมทางเพศ พัฒนาบทบาทสตรีและเด็กผู้หญิง

6.รับรองการมีน้ำใช้การจัดการน้ำและสุขาภิบาลที่ยั่งยืน

7.รับรองการมีพลังงานที่ทุกคนเข้าถึงได้ เชื่อถือได้

8.ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องครอบคลุมและยั่งยืน การจ้างงานที่มีคุณค่า

9.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการปรับตัวให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและทั่วถึง และสนับสนุนนวัตกรรม

10.ลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและต่างประเทศ

11.ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัยทั่วถึง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างยั่งยืน

12.รับรองแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน

13.ดำเนินการมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ

14.อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

15.ปกป้อง ฟื้นฟู และส่งเสริม การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน

16.ส่งเสริมสังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และ

17.สร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

“หากเราต้องการให้เกิดสังคมเป็นธรรม สังคมรักษาสิ่งแวดล้อม สังคมบริโภคที่ถูกวิธี สังคมสุขภาพ สังคมไม่เหยียดหยาม สังคมสันติสุข สังคมสุขภาวะ เราก็ต้องพัฒนาเด็กตามแนวทางเหล่านี้ เมื่อเขาโตมาก็จะสามารถทำเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อได้ เพราะสังคมหล่อหลอมออกมา

ดังนั้น ไม่ต้องรอให้เด็กโต แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมาลงทุน และลงมือทำ เช่น เราอยากให้เด็กเข้าใจสิ่งแวดล้อม ก็ต้องทำสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้เขา สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีสารพิษ จะทำให้เขาเข้าใจสังคมสันติสุข เราก็ต้องสอนเขาเรื่องวิธีการควบคุมตัวเอง แค่วิธีที่ไปทำ วิธีที่ไปสอน หรือที่ลงทุนลงไป นี่ก็คือวิธีการพัฒนาที่ยั่งยืนแล้ว ทุกคนต้องคิดว่า เราพัฒนาเด็กไปหาจุดที่เขาเติบโตมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ยั่งยืน แค่คิดว่าจะทำอย่างไรแล้วมาทำ วิธีการที่ทำวันนี้ เขาอาจยังไม่เห็นผล แต่คือการพัฒนาตามแนวทาง SDGs แล้ว” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

แต่ก่อนที่จะเดินหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาเด็กให้มีทักษะที่พร้อมรองรับเสียก่อน ทักษะดังกล่าว คือ ทักษะสมองการคิดเชิงบริหาร (Executive Function : EF) ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติของไทย

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า การพัฒนาดังกล่าวหลักๆ จะต้องพัฒนา 3 เรื่อง คือ 

1. การกระตุ้นเรื่องความจำของเด็ก ซึ่งสามารถพัฒนาได้โดยการทำกิจกรรมหรือเกมต่างๆ ที่จะต้องมีการตอบสนองระหว่างผู้ดูแล พ่อแม่ และเด็ก เพื่อกระตุ้นความจำของเด็ก และมีการประเมิน

2. ความยืดหยุ่น ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักการตัดสินใจที่ดีและเหมาะสมกับสถานการณ์ได้ ซึ่งพ่อแม่จะต้องสอนความรู้ในทุกด้าน และเมื่อเจอสถานการณ์บางอย่างจะเลือกอาศัยข้อมูลใดที่รับรู้มาตัดสินใจ เช่น เด็กมีข้อมูลเรื่องความสนุกจากการว่ายน้ำ และมีความรู้เรื่องของความปลอดภัย สมมติว่า วันหนึ่งพ่อแม่จะพาลูกไปเที่ยวไปว่ายน้ำ แต่เกิดมีฝนตกหนักมากจนไม่สามารถว่ายน้ำได้ หากเด็กมีทักษะเรื่องของความยืดหยุ่นก็จะตัดสินใจได้ว่า ไม่ไปว่ายน้ำได้ เพราะต้องคิดเรื่องความปลอดภัย แต่หากเด็กไม่มีทักษะนี้ ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องของการโวยวายว่า อยากจะไปว่ายน้ำ เพราะเด็กยืดหยุ่นไม่เป็น จะต้องไปวันนี้ให้ได้ เป็นต้น

3. การควบคุมตัวเอง ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญ เพราะเป็นความสามารถในการควบคุมแสดงออกทางอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เด็กที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มักเป็นคนโกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว และอาจมีอาการซึมเศร้า


“ที่สถาบันฯ ก็มีการจัดทำค่ายเพื่อฝึกพัฒนาทักษะเด็กในด้านต่างๆ ซึ่งก็มักจะพบเด็กที่มีการแสดงออก เช่น โวยวายเมื่อทำกิจกรรมกลุ่มแล้วกลุ่มตัวเองแพ้ ซึ่งการฝึกทักษะการยืดหยุ่นและควบคุมตัวเอง จะต้องค่อยๆ ทำกิจกรรมแล้วสรุปให้ข้อมูลกับเด็กเป็นขั้นบันได ได้รับความรู้เป็นส่วนๆ ค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคงไม่สามารถแก้ทันทีได้เลย ต้องค่อยๆ ฝึกการใช้ข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น สิ่งนี้คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องนี้เสมอไป” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า เพื่อการพัฒนาเด็กในยุคศตวรรษที่ 21 ไปสู่ความยั่งยืน สถาบันฯ จึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ดำเนินการวิจัยเพื่อจะตอบโจทย์ดังกล่าว โดยจะวิจัยภายใต้ 4 แผนงาน คือ

1.งานวิจัยเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้และการดูแลเด็กปฐมวัย “สมอง 3,000 วัน สู่สุขภาพ ศักยภาพตลอดชีวิต” เนื่องจากช่วง 3,000 วันแรกของชีวิต คือ ตั้งแต่ในครรภ์จนถึง 8 ขวบ เป็นช่วงที่สมองกำลังมีการพัฒนา แต่ปัจจุบันยังขาดมาตรฐานในการดูแล ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล และเตรียมประถม ซึ่งจะต้องมีมาตรฐานเดียวกันทั้งการดูแลและการเรียนรู้ ถือเป็นนวัตกรรมที่ต้องสร้างใหม่ โดยเฉพาะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คือ

เด็กต้องพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์ การคิดตัดสินใจ การเชื่อมโยงสื่อสารกับผู้อื่น การควบคุมตนเอง โดยจะต้องเรียนรู้ตั้งแต่ปฐมวัย จะช่วยให้สร้างมนุษย์ที่มีความยืดหยุ่น เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

2. งานวิจัยเชิงระบบเพื่อนำสู่แนวคิดการเพิ่มพื้นที่สุขภาวะของเด็กและครอบครัว เช่น งานวิจัยเพื่อเพิ่มพื้นที่เล่น พื้นที่เรียนรู้ ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและครอบครัวในชุมชน

3. งานวิจัยสมองกลุ่มเด็กเปราะบาง เด็กยากจน เด็กได้รับสารพิษ เด็กได้รับภัยเทคโนโลยี เด็กกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ เช่น งานวิจัยสมองเด็กกับโลกไซเบอร์ อีสปอร์ต รวมถึงนักมวยเด็ก เป็นต้น อย่างปัญหาโลกไซเบอร์ซึ่งเป็นความเจริญทางเทคโนโลยี ทำให้โลกแคบลง เด็กศึกษาได้ง่าย เข้าถึงง่าย การใช้เหล่านี้มีข้อจำกัดในเด็ก ขณะที่ข้อมูลเนื้อหาไม่ได้เหมาะสำหรับเด็กทั้งหมด และใช้อย่างไม่มีข้อจำกัด ทั้งที่เด็กควรจะได้ไปเล่นออกกำลัง มีเพื่อน ถ้าเป็นเด็กเล็กอาจเกิดภาวะแยกตัว เกิดภาวะออทิสติกเทียม เสียพัฒนาการทางสังคม จึงให้เด็กใช้ตามสบายไม่ได้ และ

4. แผนงานวิจัยเพื่อพัฒนาแนวคิด CCFR: องค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อเด็กและครอบครัว ทั้งนี้ ความร่วมมือดำเนินงานดังกล่าวมีกรอบระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 ม.ค. 2562-31 ธ.ค. 2564

 


 


 

โปรดแสดงความคิดเห็น