แถลงข่าว “สมองเด็กไทยรอดจากภัยสารหนูแล้ว…(หรือไม่?) ( 4 ต.ค.2562 )

ผลตรวจสารหนูในร่างกายเด็กรอบเหมืองทองลดลง

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562  นำโดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาธิบดี และศูนย์วิจัยวิชาการด้านการพัฒนามนุษย์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) นำโดย ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย และ ศาตราจารย์ นายแพทย์ สมศักดิ์ โล่เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวเรื่อง “สมองเด็กไทยรอดจากภัยสารหนูแล้ว (หรือไม่?) เพื่อสะท้อนผลกระทบจากภัยสารหนูที่ส่งผลกระทบต่อเด็กในด้านสติปัญญาและภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้

ณ ห้องประชุมเจริญคุณธรรม สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

ดูคลิป


สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และเครือข่าย 6 โรงเรียนรอบเหมืองทอง สามจังหวัด พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอบคุณรัฐบาลประยุทธ1 หน่วยงานในพื้นที่ หน่วยงานส่วนกลาง และผู้ประกอบการ แทนเด็กๆทุกคน ที่ช่วยกัน ทำทุกทางในสามปีที่ผ่านมา ช่วยให้ระดับสารหนูที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเด็กๆลดลงจากที่เคยพบ 36 คนในร้อยคน เหลือเพียง 4 คนในร้อยคน

สืบเนื่องจากปี 2558 ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่รอยต่อสามจังหวัดรอบๆการประกอบกิจการเหมืองทอง ได้แก่พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ต่อมาได้ทำการตรวจพบสารหนูในร่างกายของเด็กและผู้ใหญ่ในปริมาณสูง ในปี ๒๕๕๙ คณะรัฐบาลมีมติให้ยุติการประกอบกิจการเหมืองทอง และให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การดูแลสุขภาพประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ รามาธิบดีได้ร่วมกับสำนักโรคจาการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการประเมินภาวะสารหนู ระดับไอคิว และภาวะการบกพร่องทางการเรียนรู้ในเด็กนักเรียน ป4-6 ของ 6 โรงเรียน ที่อยู่ในพื้นที่รอบๆเหมือง พบว่า ร้อยละ 35.6 (73 คน) มีสารหนูในร่างกายสูงกว่าปกติ (≥ 35 μg As/L) ร้อยละ 38.4 (83 คน ใน 216 คน) มีไอคิวต่ำกว่า 90 ในเด็กที่ไอคิวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ร้อยละ 40.6 (86ใน212คน) มีการศึกษาในต่างประเทศพบว่าเด็กเมื่อได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกาย จะส่งผลให้มีไอคิวต่ำลง ในเด็กที่ไอคิวปกติยังพบว่าสารหนูมีผลต่อสมองก่อให้เกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้ ในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดนี้ยังมีข้อถกเถียงกันว่าค่าสารหนูนี้สูงมาก่อนนานแล้วก่อนการประกอบกิจการเหมืองหรือไม่?

ภายหลังการตรวจพบนี้ โรงเรียนในพื้นที่และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันพัฒนา โครงการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โครงการเพิ่มพื้นที่เล่นเพือการเรียนรู้ และอื่นๆ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กๆ มาตลอดสามปี

ในเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมานี้ หรือเกือบสามปีให้หลังจากการตรวจประเมินรอบแรก สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ดำเนินการประเมินระดับสารหนูในเด็กป4-ป6 ไอคิว และความบกพร่องทางการเรียนรู้อีกครั้งในบริเวณพื้นที่เดิม โดยการสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ผลพบว่า สัดส่วนของการมีสารหนูสูงกว่าปกติในร่างกายของกลุ่มเด็กนักเรียน ป4-6 ของ

6 โรงเรียนเดิม ลดลงจาก 35.6 เหลือร้อยละ 4.5 (9 คน ใน 199 คน) หรือลดลง 12 เท่าตัว ลดลงมากทุกโรงเรียน ทุกชั้นปี และทุกเพศ

ขณะที่เด็กที่มีไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์ปกติพบ ร้อยละ 40.6 (86 คน ใน 212 คน) ไม่แตกต่างจากเดิม แต่เด็กที่ไอคิวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ลดลงจากร้อยละ 40.6 เป็นร้อยละ 22.22 (28 คน ใน 126 คน)

รศ นพ อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ และนักวิจัยทุกท่านของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราได้รับข้อมูลว่าสารหนูอยู่ในดินชั้นลึกของบริเวณละแวกนี้มานานแล้ว แต่สามปีก่อนที่เราพบสารหนูในร่างกายเด็กๆ เราไม่รู้แน่ชัดว่าสารหนูที่สูงในเด็กมาจากการประกอบการใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมจนสารหนูสามารถเข้าสู่ตัวเด็กๆ หรือจริงๆแล้วเป็นสิ่งที่อยู่ในร่างกายเด็กๆทุกรุ่นทุกสมัยอยู่แล้ว แต่วันนี้เราพบว่าความเสี่ยงต่อการได้รับสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อร่างกายลดลงกว่า 12 เท่าตัว ภายในสามปีหลังจากมีการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เปลี่ยนแปลง วอนตระหนักทุกฝ่าย หากจะให้มีการประกอบการใดที่อาจทำให้สิ่งแวดล้อมกลับมาที่จุดเดิม ขอให้โปรดทำการประเมินให้ถ้วนถี่ ว่าการประกอบการนั้นจะไม่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการได้รับสารหนูในเด็กๆกลับมาอีก”

ดูคลิป


ดาวน์โหลด > นำเสนอแถลงข่าวเหมืองทอง2


> ภัยสิ่งแวดล้อมและสารเคมี
โปรดแสดงความคิดเห็น