งานแถลงข่าว “เด็กจมน้ำตาย เพราะ พ่อแม่คลาดสายตา”

งานแถลงข่าว “เด็กจมน้ำตาย เพราะ พ่อแม่คลาดสายตา”
ในวันอังคารที่ 15 มีนาคม 2565 เวลา 10.00-11.00 น.
ออนไลน์ ผ่าน Zoom meeting
Topic: แถลงข่าว ประเด็น “เด็กจมน้ำตายเพราะพ่อแม่คลาดสายตา”

เด็กเล็กจมน้ำ เพราะ “พ่อแม่คลาดสายตา” หรือ “จงใจละเลย”

พรบ คุ้มครองเด็ก ปี 2546 มาตรา 25 วงเล็บ 2 กำหนดไม่ให้ผู้ปกครองละทิ้งเด็กไว้ ณ สถานที่ใดๆโดยไม่จัดให้มีการป้องกันดูแลสวัสดิภาพหรือให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามสถิติการตายจากการจมน้ำ ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปีซึ่งเป็นวัยที่ต้องการการดูแลจากผู้ปกครองแบบไม่ให้คลาดสายตายังคงเกิดขึ้นสองร้อยกว่ารายต่อปี เหตุการณ์ตายจากการจมน้ำในเด็กเล็กนี้ คือความไม่รู้ของผู้ดูแล หรือความประมาท รู้ว่าอันตรายแล้วไม่ปฏิบัติการป้องกัน หรือคือความจงใจละเลย ภาพการร้องไห้ ทุบอกชกหัวของผู้ดูแลเด็ก ข้างศพที่ถูกนำขึ้นมาจากแหล่งน้ำ ควรจะนำไปสู่ความสงสารหรือการดำเนินคดี

แม้ว่าในขณะนี้ “ตัวเลขการจมน้ำตายของเด็กไทย” จะลดลงเหลือเฉลี่ย 700 คนต่อปี (จาก 1,600 คนต่อปีเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา) แต่จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขและงานพิเคราะห์เหตุการณ์ตาย

สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ยังคงพบว่า “การจมน้ำ” ยังคงเป็นสาเหตุอับดับ 1 แห่งการเสียชีวิตของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 10 ปี โดยเฉพาะเด็กวัยไม่เกิน 5 ขวบ ที่จมน้ำเสียชีวิตถึงปีละสองร้อยกว่าคนนั้น สาเหตุใหญ่ที่สุดก็คือ พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กเพียงแค่เผอเรอและ “คลาดสายตา” และในบางรายซ่อนเร้นด้วยความจงใจละเลยอันเป็นเหตุให้เสียชีวิต

สิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็กจะต้องจำไว้ให้ขึ้นใจก็คือเด็กวัยไม่เกิน 3 ขวบต้องอยู่สายตาและอยู่ในระยะที่ผู้ใหญ่ต้อง “คว้าถึง” (อย่างรวดเร็ว) เด็กวัย 3-6 ขวบต้องอยู่สายตาและอยู่ในระยะที่ผู้ใหญ่ต้อง “เข้าถึง” (อย่างรวดเร็ว)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กวัยไม่เกิน 3 ขวบกำลังเพิ่งเริ่มคลาน ยืน นั่ง และเดินนั้น คือวัยเสี่ยงเสียชีวิตจากการจมน้ำในบ้าน หรือจมน้ำขณะที่พ่อแม่อยู่ใกล้ๆแท้ๆ ด้วยการทรงตัวของเด็กน้อยยังไม่สมบูรณ์ เพียงพ่อแม่เผอเรอ เผลอหลับหรือแค่คลาดสายตาไม่กี่นาที เด็กก็พลั้งตกน้ำเสียชีวิตได้อย่างไม่คาดฝัน

พ่อแม่จึงต้องตระหนักและระมัดระวังให้มากตราบเท่าที่ในบ้านยังมีภาชนะบรรจุน้ำสารพัด ทั้งตุ่ม ไหกะละมัง ถังน้ำ แม้แต่ตู้ปลา หรือ ส้วมชักโครก และสิ่งที่หลายต่อหลายครอบครัวละเลยเพราะเห็นอยู่ทุกๆวัน จนเป็นความคุ้นชินก็คือ แหล่งน้ำทุกชนิดที่อยู่รอบๆบ้านหรืออยู่ใกล้ๆตัวในขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็น บ่อน้ำ สระขุด ร่องสวน หรือแม้แต่แอ่งน้ำเล็กๆ ก็ล้วนแล้วแต่เคยพรากชีวิตของลูกน้อยมาแล้วทั้งสิ้น

ด้วยความหวังว่าหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งชุมชน ครอบครัว และสื่อมวลชน สื่อสารสาธารณะ  จะยังคงตระหนักถึงปัญหาสำคัญนี้และผนึกพลังเพื่อดำเนินมาตรการป้องกันร่วมกันอย่างต่อเนื่องนั้น รวมทั้งการรณรงค์ และสื่อสารความเสี่ยงต่างๆ การจัดการฝึกอบรมให้ความรู้และฝึกทักษะการเลี้ยงดูเด็กอย่างปลอดภัยแก่ผู้ดูแลเด็กทุกระดับ การติดตามเยี่ยมบ้านเพื่อประเมินทักษะการเลี้ยงดูและการจัดการความปลอดภัยให้กับเด็ก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่วัยทีน ครอบครัวยากจน ครอบครัวที่มีความบกพร่อง (family
dysfunction) ได้แก่ครอบครัวแตกแยก หย่าร้าง ล้มหายตายจาก ติดคุก ติดยา มีความรุนแรง มีปัญหาสุขภาพจิต เป็นต้น ซึ่งครอบครัวเปราะบางอาจเกิดขึ้นได้ในทุกเศรษฐานะ และการจมน้ำของเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปีในครอบครัวเหล่านี้มักแฝงเร้นด้วยเหตุจงใจละเลย ทอดทิ้งเด็กไว้กับอันตรายที่อยู่ต่อหน้าต่อตา

ไม่ใช่เพียงเพราะไม่มีความรู้เท่านั้น เป้าหมายการลดอัตราการตายจากการจมน้ำในเด็กต่ำกว่า 15 ปี ที่กำหนดไว้ว่าต้องลดเหตุจมน้ำเสียชีวิตให้เหลือ 2 ต่อ 1 แสน ของประชากรเด็กทุกกลุ่มอายุ ทำให้เป้าหมายของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีต้องลดให้ไม่เกิน 60-70 คนต่อปีจากสองร้อยกว่าคนในปัจจุบัน จะยังคงไม่สามารถบรรลุผลได้ในปี 2565 และอาจยังไม่บรรลุในปีต่อๆไป หากมาตรการป้องกันการจมน้ำในเด็กเล็ก ไม่มุ่งเป้าอย่างเข้มข้นในการค้นหาครอบครัวไม่พร้อมขาดศักยภาพในการเลี้ยงดูเด็ก และครอบครัวบกพร่องเพื่อการฝึกทักษะเพิ่มพูนศักยภาพ จัดสวัสดิการช่วยเหลือการเลี้ยงดูเด็ก แทรกแซงการเลี้ยงดูเมื่อมีพฤติกรรมจงใจละเลยทอดทิ้งเพื่อคุ้มครองเด็กก่อนจะเกิด
เหตุการเสียชีวิต

ดังนั้นมาตรการป้องกันการจมน้ำในเด็กเล็กจึงต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดสวัสดิการ
ส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปีและการแก้ไข พรบ คุ้มครองเด็กเพิ่มความเข้มแข็งของงานการคุ้มครองเด็กระดับชุมชน ให้เป็นรูปธรรมส่งผลต่อการแทรกแซงการเลี้ยงดูเด็กโดยเจ้าหน้าที่ระดับชุมชนและท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

หมายข่าว 15มีค.65
งานนำเสนอ

โปรดแสดงความคิดเห็น