ช่วยให้ลูกเลิกติดทีวี!!!!

6954221634_d07e29eac7_o

…..ช่วยให้ลูกเลิกติดทีวี…

บทความโดย   ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

จวน 8 ปี แล้วนะครับ ที่บ้านเรามีการแจ้งเรต (rate)  ก่อนเข้ารายการทีวี (เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ธ.ค.  2549 ) คงน่าสนใจไม่น้อยหากมีใครจะทำวิจัยกันว่า ได้ผลหรือไม่อย่างไร

แต่สิ่งที่ทุกคนรู้ๆกันอยู่ก็คือ ผู้ใหญ่หลายๆท่านยังคงปล่อยให้เด็กๆนั่งหน้าสลอน ดูทั้งรายการ น 13 บวก (เหมาะกับเด็ก 13ปีขึ้นไป)  น 18 บวก (เหมาะกับเด็ก 18ปีขึ้นไป)  หรือแม้แต่ รายการ ฉ (เฉพาะผู้ใหญ่ดู ไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน)

ซึ่งก็คงต้องทำการประชาสัมพันธ์กันให้หนักหน่วงกว่านี้ละครับ เพื่อให้ผู้ใหญ่ และจริงจังกับ        เรต”เตือนภัย” ที่ทางการอุตส่าห์ทำกันออกมาด้วยความเป็นห่วงใยเด็กๆ

อ่านเพิ่มเติม

เลี่ยง“ภัย” เมื่อพาลูกไปเที่ยว…งานบุญ

FriSeptember201104739_logo2

เลี่ยง“ภัย”
เมื่อพาลูกไปเที่ยว…งานบุญ 

บทความโดย  ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

ใครที่เคยบอกว่ายุคนี้ไม่มีแล้วที่พ่อแม่จะจูงลูกเข้าวัด ผมขอเถียงคอเป็นเอ็น…
ซึ่งจริงๆแล้วหลายท่านก็คงเห็นเช่นเดียวกับผม นั่นคือ ในวันหยุด หรือ เสาร์ อาทิตย์
กระทั่งวันทางศาสนพิธี จะมีคุณพ่อคุณแม่มากมายที่จูงลูกๆไปเข้าวัดทำบุญทำกุศล
นัยว่าเพื่อไหว้พระขอพรเพื่อให้ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข
ทั้งยังเพื่อให้เด็กๆได้สัมผัสกับบรรยากาศอันสงบร่มรื่นวัดวาอาราม
หรือแม้แต่ได้สุขสันต์หรรษากับกิจกรรมสนุกสนานที่จัดขึ้นภายในบริเวณวัด
…ซึ่งในหลายเทศกาล ภายในวัดก็คึกคักไปด้วยงานขายสินค้า-ขายอาหารต่างๆ,
มีชิงช้าสวรรค์, ปาเป้า, สาวน้อยตกน้ำ, มีวงดนตรีลูกทุ่ง, หมอลำเพลิน
หรือคอนเสริ์ตนักร้อง…แถมด้วยสิ่งที่ได้กลายเป็นธรรมเนียมของแทบทุกงานในยุคนี้
นั่นก็คือ  การจุดพลุ จุดไฟพะเนียง หรือ จุดประทัดกันอย่างเอิกเกริก
เท่าที่บรรยายก็คงเห็นภาพแล้วนะครับว่า ท่ามกลางงานบุญนั้น ก็มีความเสี่ยงภัยอยู่
โดยเฉพาะอาจเกิดขึ้นกับลูกๆหลานๆตัวน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

1…  การนำพวกพลุ ตะไลเพลิง หรือประทัด(บางทีเรียกประทัดยักษ์)ไปจุดเล่น
ตามสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านนั้นช่างไม่สมควรและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในวัดซึ่งมีทั้งพระสงฆ์องคเจ้า ทั้งนักปฏิบัติธรรม คนชราและเด็กๆ
หลายท่านอาจจำได้ว่าราว 2ปีก่อน ทางจังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งมีผู้คนได้รับบาดเจ็บจากวัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นจำนวนมากในทุกปี
แถมยังมักนิยมเล่นกันในวัด หลายที่ก็ใช้วัดเป็นสถานที่จัดงานแข่งกันจุดดอกไม้ไฟ
เช่น   ข่าวจากเนชั่น   จ.เชียงใหม่ .. เด็กชาย  ถูกประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือจนนิ้วขาด
มีแผลที่มือซ้าย นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ถูกแรงระเบิดของประทัดยักษ์จนขาด
เจ้าหนูเก็บประทัดยักษ์ที่ตกลงมาจากโคมลอยที่มีการปล่อยบริเวณวัดสันอุ้ม เชียงใหม่
แล้วเอามานำมาจุดเล่นและเกิดระเบิดใส่มืออย่างรุนแรง

หลายท่านอาจจำได้ว่าราว 2ปีก่อน ทางโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่
ได้ออกภาพโปสเตอร์ 4 สี ขนาด17.5นิ้ว คูณ24 นิ้ว  เป็นภาพมือคนในสภาพเละเทะทั้ง 2  ข้าง
อันเป็นผลจากการเล่นประทัดยักษ์    โปสเตอร์สุดสยองนี้ได้ถูกแจกจ่ายไปตามวัดต่างๆในเชียงใหม่
เพื่อให้ช่วยกันติดไว้ที่บอร์ดประจำวัด  ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเตือนใจได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นบั้งไฟ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ-พลุ หรือแม้แต่เม็ดมะยม เหล่านี้มันคือวัตถุอันตราย
ที่ทำให้เด็กๆหลายคนโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ตาและรอบๆ  ดวงตา  เยื่อตา  และตาดำ
ทำให้ตาบอดก็มีไม่น้อย(ตาดำไหม้  ขุ่นมัว  อาจทำให้เลือดออกช่องหน้าม่านตา  ทำให้ตาบอดถาวรได้ )
แรงระเบิดของมันทำร้ายมือและข้อมือ หลายคนถึงกับกระดูกนิ้วมือแตกละเอียด  หลายรายแพทย์ต้องตัดนิ้วหรือตัดมือทิ้ง
หนทางเดียวก็คือ…ห้ามให้ลูกๆเล่นอย่างเด็ดขาด เพราะมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จัดว่าเป็นวัตถุระเบิดทั้งสิ้น
นอกจากห้ามให้ลูกๆเล่นอย่างเด็ดขาดแล้ว ยังต้องไม่ไปเล่นรวมกลุ่ม หรือไม่แม้แต่เข้าไปอยู่ใกล้คนที่เล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟฯลฯ ด้วยครับ

2…เมื่อพูดถึงประทัด-ดอกไม้ไฟ ก็อดพูดถึงบั้งไฟมิได้ ซึ่งได้กลายเป็นของเล่นยอดฮิตในแทบทุกงาน
ทั้งที่แต่ก่อน เจ้าจรวดบั้งไฟจะจุดกันเฉพาะในงานบุญบั้งไฟ จุดกันเฉพาะในงานบุญบั้งไฟ
(ราวเดือน 5 เดือน7) ในภาคอีสานบ้านเรา

แต่ก่อนนั้น เขาจะเลือกไม้ไผ่ลำโตๆมาทำเป็นบั้งไฟ โดยทะลวงปล้องให้ถึงกัน แล้วอัด ดินปืนให้แน่นด้วยการตำ
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใช้ลำไผ่กันแล้ว แต่มาใช้พวกท่อเหล็ก, ท่อประปา แล้วก็ท่อพีวีซี
ซึ่งกลับรุนแรงอันตรายยิ่งกว่าเดิม แถมนิยมยิงจรวดบั้งไฟกันทีละเป็นจำนวนมากๆ พุ่งไปได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร
จึงสร้างความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินมากมาย  จากงานสนุกสนานก็จึงกลายเป็นความเศร้าสลด
(หากพบเห็นเหตุสาธารณภัย แจ้งเหตุได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ
โทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ชีพนเรนทร  หมายเลข  1669  ฟรีทุกระบบ  ได้ตลอด  24  ชั่วโมง)

3 …  จุดธูป  1 ดอกมีพิษเท่ากับ บุหรี่ 1 มวน !
เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองได้มี ได้มีงานวิจัยที่น่าตกตะลึง ที่มีการระบุว่า

“ธูปที่จุด 1 ดอก มีสารก่อมะเร็งไม่ต่างจากบุหรี่ 1 มวน หากจุดแค่ 3 ดอก
ในบ้านก่อมลพิษเท่าสี่แยกไฟแดงที่มีการจราจรคับคั่ง! “
โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)  ศูนย์สื่อสาร วิทยาศาสตร์ไทย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   ออกโรงชูประเด็น “สารก่อมะเร็ง : ภัยเงียบที่มา กับควันธูป”

อันเป็นผลงานวิจัยของ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าไอซียู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และ
ดร.พนิดา นวสัมฤทธิ์ นักวิจัยห้องปฏิบัติการพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

โดยท่านทั้งสองพร้อมทีมนักวิจัย  ทำการประเมินคน 40คนซึ่งทำงานในวัดว่า
สุขภาพของพวกเขาจะได้ผลกระทบ จากการสูดดมควันธูปเป็นประจำ

ทีมของคุณหมอ ได้ปักหลักภายในวัดขนาดใหญ่ 3 แห่งซึ่งมีการจุดธูปในปริมาณมาก
จากนั้นก็ทำการตรวจหาปริมาณสารก่อมะเร็งในอากาศ
…และแล้วก็ได้พบสารก่อมะเร็งในควันธูป ถึง 3 ชนิด คือ
เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน หนำซ้ำมันยังมีความเข้มข้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก

นอกจากสารก่อมะเร็ง  ยังหนาแน่นไปด้วยฝุ่นละออง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และ ก๊าซเรือนกระจก(มีเทน)
อันเป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน

ดังนั้นยามที่พาลูกเข้าวัด ก็คงได้คำตอบแล้วนะครับว่า …
พาห่างๆจากควันธูปน่าจะปลอดภัยมากกว่า
และคุณหมอและทีมงานได้เรียกร้องว่า  “ภาครัฐควรมีการรณรงค์เรื่องนี้ เช่น
การรณรงค์ดับธูปก่อนปักลงกระถางเพื่อลดควัน
และในอนาคตภาคอุตสาหกรรมควรมีการผลิตธูปที่เมื่อจุดแล้วดับได้อย่างรวดเร็ว”
(ธูปไฟฟ้าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะครับ…)

4…. เที่ยววัด ระวังลูกจมน้ำ  !

เวลา 11.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม 53  พ.ต.ท.สำราญ  สุขโต  พนักงานสอบสวน สภ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา
ได้รับแจ้งจากพระสงฆ์วัดปากคลองและชาวบ้าน จาก ต.หัวไผ่ อ.มหาราช ว่า มีเด็กจมน้ำตายในแม่น้ำลพบุรีบริเวณหน้าวัดปากคลอง

13 กุมภาพันธ์ 2553 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตจำนวน 2 ราย บริเวณริมคลองสำโรง
ตรงข้ามวัดมงคลนิมิตร ม.1 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ
นี่เป็นเพียง 2 กรณี จากหลายต่อหลายกรณีที่เด็กต้องมาจมน้ำตายในบริเวณวัด
เพราะวัดบ้านเรานั้น มักจะอยู่ใกล้แหล่ง  โดยเฉพาะที่มี กระแสน้ำไหลแรงเชี่ยวกรากและไหลวน  และมีระดับน้ำที่ลึก

ดังนั้นหากบริเวณวัดที่พาลูกไปเที่ยวใกล้แหล่งน้ำ เราจะต้องดูแลลูกให้มาก
อย่าให้คลาดสายตาได้ เพราะแม้แต่เด็กๆที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น
ยังมีที่จมน้ำจนเสียชีวิต เราที่มาจากต่างถิ่นจึงต้องระมัดระวังให้มากครับ

ก็คงสรุปง่ายๆสั้นๆ ว่า   คุณพ่อคุณแม่หากจะพาลูกไปเที่ยวหรือ ไปธุระที่ใดก็ตาม
ก็ไม่ควรให้คลาดสายตาเป็นอันขาด  เพราะไม่มีสถานที่ใดทั้งสิ้นที่จะมาการันตีได้ว่า ลูกๆของเราจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์……..

www.csip.org

 

 

 

สนามเด็กเล่น….หรือ “จุดเสี่ยง” !!!

 

FriDecember201182316_lo (1)

สนามเด็กเล่น….หรือ   “จุดเสี่ยง” !!!ในฐานะที่ทำงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กหลายครั้งก็นึก
น้อยใจแทนเด็กไทย โดยเฉพาะเด็กๆในเมืองหลวง ที่วันๆแทบจะไม่ได้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย
เหตุเพราะทั้งเวลา(การบ้านเยอะ,จราจรติดขัด)และสถานที่ไม่เอื้ออำนวย(ขาดแคลนสวนสาธารณะ,ไม่มีสโมสรกีฬาใกล้บ้าน)ยิ่งเด็กในวัยเจริญเติบโตที่ต้องอาศัยสนามเด็กเล่นละแวกบ้าน ที่ทั้งเก่าซอมซ่อ
ทั้งไม่มีความปลอดภัยสารพัด แทนที่จะได้ความสนุกสนานและสุขภาพแข็งแรง
ก็กลับกลายเป็น “จุดเสี่ยง” ที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง!

ดังเช่นน้องกิฟต์( 4 ขวบ)ที่เป็นเจ้าประจำของสนามเด็กเล่นในชุมชนใต้ทางด่วน-กลางเมือง
ซึ่งผู้คนละแวกนั้นต่างก็รู้ว่า นี่คือผลงานของนักการเมืองในอดีต ที่นำมาจัดวางก่อนการเลือกตั้ง
แต่หลังจากนั้นผ่านมาตลอด 10 ปี ก็ไม่เคยมีการซ่อมแซม บำรุงรักษา
แม้แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่มีใครมาแสดงความเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ

เหมือนไม่ดูดำดูดีเด็กๆในย่านผู้คนผู้ปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำ
เด็กๆจึงเข้ามาเล่นในสนามอันตรายอย่างไร้ทางเลือกใดๆ กระทั่งหลายๆคนได้รับบาดเจ็บ
… แล้วก็มาถึงคิวของน้องกิฟต์เข้าจนได้ !

นั่นก็คือ…เจ้ากระดานลื่นแสนซอมซ่อ
ที่วันนั้นมันได้ปรากฏร่องรอยอันตรายขึ้น
โดยปุ่มปูดปมซึ่งมีอยู่แล้วบนแผ่นสังกะสี ที่ปูลาดบนทางลื่นลงได้เกิดแตกปริ
เป็นร่องอันแหลมคม …และแล้วน้องกิฟต์ก็กลายเป็นเหยื่อที่ขาน้อยๆโดนบาดเป็นรอยแผลยาวราวๆ 2 นิ้ว มีเลือดซึม……

—————–  การปฐมพยาบาล   —————–

จริงๆแล้ว…การที่เด็กๆได้เล่นในสนามเด็กเล่น ได้เล่นเครื่องเล่นต่างๆในสนาม
ไม่ว่าจะเป็นชิงช้า,กระดานหก,กระดานลื่น,ราวโหน,ม้าหมุน ฯลฯ…ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็น
และ มีประโยชน์แก่เด็กๆอย่างมาก  เช่น  ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง
จิตใจสดชื่นรื่นเริง แถมยังช่วยในการเรียนรู้,การแก้ปัญหา,พัฒนาทักษะในการเคลื่อนไหว
(วิ่ง,กระโดด,ปีนป่าย,ห้อยโหน) แต่ทั้งหมดนี้จะต้องตั้งมั่นอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัย
เพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุร้ายแก่เด็กๆซ้ำแล้ว…ซ้ำอีก…

จากการศึกษาของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า …ในแต่ละปีมีเด็กๆของเราได้รับบาดเจ็บจากเครื่องเล่นในสนามถึงปีละ  34,075 ราย !
โดยตัวเลขดังกล่าว รวมถึงเด็กที่บาดเจ็บสาหัส และ …เสียชีวิต

จากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์     …..
ชิงช้าโซ่ขาด เด็กประถม 6 ฟาดพื้น…เสียชีวิต  ( นครสวรรค์)
คานชิงช้าทับหัวเด็ก 8 ขวบ …เสียชีวิต  ( สุพรรณ)
ลูกโลกหมุน ล้มทับเด็ก … เสียชีวิต  ( กทม. )……..ฯลฯ

…เมื่อพูดถึงมาตรฐานความปลอดภัย “หัวใจ”สำคัญ
แห่งความปลอดภัยของเครื่องเล่นทั้งหลาย  จะต้องมีการจับยึดที่มีเสถียรภาพ

โดยเริ่มจากการติดตั้ง ที่ต้องมีการฝังฐานรากติดตรึงอย่างมั่นคงแข็งแรง
ไม่โยกคลอน พื้นที่บริเวณนั้นต้องไม่แตกร้าวหรือทรุดตัว และที่สำคัญคือ…
อันตรายจากสนามเด็กเล่นนั้น  กว่า 70%
เกิดจากการพลัดตกหกล้ม ที่นำมาซึ่งการบาดเจ็บและเสียชีวิต(เพราะหัวกระแทกพื้น)

ดังนั้น  เครื่องเล่นที่ติดตั้งอย่างมั่นคง ก็จะต้องอยู่บนพื้นสนามที่ปลอดภัยด้วยนะครับ
นั่นหมายถึงพื้นสนามจะต้องมีความหนานุ่มอย่างน้อย 9 นิ้ว และมันควรเป็นพื้นทราย
,พื้นขี้เลื่อย หรือเป็นยางสังเคราะห์ ไม่ใช่เป็นพื้นแข็งๆ อย่างพื้นซีเมนส์,ยางมะตอย,
ทรายอัดแข็ง,พื้นหญ้า หรือที่พบเห็นอยู่ไม่น้อย ก็คือ
พื้นที่เกลื่อนไปด้วยก้อนกรวดก้อนหิน,เศษอิฐ เศษปูน(เผลอๆก็มีเศษแก้ว เศษตะปูด้วย)

การจับยึดที่มั่งคงแข็งแรงนั้น
ยังรวมถึงสภาพของเครื่องเล่นแต่ละชิ้น ที่จะต้องไม่โยกเยกคลอนแคลน
หรือสนิมเขรอะกระทั่งแม้แต่น้อตแต่ละตัวก็หมดสภาพ
จุดเชื่อมต่อต่างๆก็ดูหมิ่นเหม่ เหมือนจะหลุดจะร้าวได้ทุกเมื่อ

นอกจากการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัย(ในเบื้องต้น)แล้ว
สิ่งสำคัญยิ่งที่หลายๆท่านอาจลืมนึกถึง นั่นก็คือผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่
ญาติผู้ใหญ่ หรือพี่เลี้ยงก็ตาม ก็จะต้องปฏิบัติภารกิจเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ
ดังต่อไปนี้ครับ …

1  )  อันตรายที่เกิดจากกระดานลื่น ที่พบบ่อยก็คือ
เจ้าหนูน้อยทั้งหลายมักจะลงรางลื่นด้วยสารพันท่าพิสดาร คือ
แทนที่จะนั่งแล้วปล่อยให้ไหลลงไปตามปกติ กลับใช้หัวเข่าไถลงไป,
นอนหงายลงไป,เดินขึ้นเดินลงตรงรางลื่นและที่อันตรายสุดก็คือ
นอนคว่ำเอาหัวลง…ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ดูแลจะห้าม และต้องตักเตือนหากเด็กทำเช่นนั้น
กระดานลื่นที่ปลอดภัยจะต้องมีราวจับทั้ง 2 ข้าง  และราวจับก็ต้องทอดยาวตลอด
ตั้งแต่บันไดขั้นแรกกระทั่งถึงพื้นยกระดับ ส่วนราวจับก็ต้องมีขนาดที่เด็กจะกำได้โดยรอบ
ตรงพื้นที่ยืนรอก่อนจะลงรางลื่น ก็ต้องมีผนังกันตกทั้งสองข้าง
รางลื่น จะต้องโค้งมน แต่มีพื้นผิวที่ราบเรียบตลอดแนว และก่อนจะให้เด็กๆเล่น
ผู้ใหญ่ก็ควรดูและใช้มือสัมผัสว่ามีรอยปูดปม มีรอยแหลมๆคมๆใดหรือไม่

นอกจากนั้นการสัมผัสยังทำให้รู้ว่า พื้นผิวของรางลื่นในขณะนั้นมีความร้อนสูง
หรือไม่? เพราะการอยู่กลางแดดจัดนานๆ ทำให้เกิดความร้อนสะสมบนผิวของรางลื่น
(ที่โดยมากมักทำด้วยสังกะสี หรือโลหะอื่นๆ) ขืนปล่อยให้เนื้ออ่อนๆของเด็กๆ
ถูไถลลงมากับแผ่นโละร้อนจัด มีหวังได้รอยแผลไหม้แน่ๆ

สอนลูกว่า …  เพื่อความปลอดภัย การลงจากกระดานลื่น จะต้องอยู่ในท่านั่ง
และเอาฝ่าเท้าลงก่อนเสมอ เมื่อลงถึงพื้นแล้วก็ให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากกระดานลื่นทันที
เพราะหากมีคนอื่นกำลังลงตามมาจะได้ไม่ชนกัน

2   )  ชิงช้า  …ควรทำด้วยผ้า,ยาง หรือวัสดุที่อ่อนนุ่ม มีขอบมนและมีผิวเรียบ
ซึ่งย่อมปลอดภัยว่าชิงช้าที่ทำด้วยโละ,ไม้ ที่เสี่ยงต่อการโดนกระแทกหากเกิดพลัดตก

ชิงช้าที่จัดวางใกล้กันเกินไป หรือใกล้กับเสาคานด้านข้างมักเกี่ยว,ชนกัน หรือ
กระแทกเสาคานข้าง ได้ ตามมาตรฐานระยะห่างของที่นั่งชิงช้ากับโครงด้านข้าง
จะต้องไม่น้อยกว่า 75 ซม. และรายะห่างระหว่างที่นั่งต้องไม่น้อยกว่า 60 ซ.ม.

สอนลูกว่า … การนั่งชิงช้านั้น ควรนั่งตรงกลางของที่นั่งเท่านั้น
และห้ามขึ้นไปยืนหรือคุกเข่าบนที่นั่งโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บ

สอนลูกว่า … เพราะว่าหนูยังเด็ก ยังตัวเล็กนัก จึงไม่ต้องไกวชิงช้าให้คนอื่นนั่ง
แล้วก็ไม่ให้คนอื่นมาไกวชิงช้าให้เรา และถ้าใครมาไกวชิงช้าให้เราเราก็ต้องห้ามปรามทันที
เพราะเด็กๆมักจะออกแรงไกวอย่างสุดๆ โดยไม่ได้คิดถึงอันตรายกันเลย

ถ้าลูกอายุยังไม่ถึง 5 ขวบ หากลูก อยากนั่งชิงช้า เราก็ควรประคองตัวประคองหลังเขาไว้ให้ดี
เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังทรงตัวได้ไม่ค่อยเก่งครับ หากไม่ระมัดระวังก็อาจเกิดอันตรายได้ครับ
3 ) เครื่องเล่นปีนป่าย-ห้อยโหน  แม้ว่าเด็กเล็ก(วัย ไม่เกิน 5 ขวบ)จะชอบปีนป่าย
แต่เครื่องเล่นชนิดนี้ยังไม่เหมาะกับพวกเขาครับ นอกจากเครื่องเล่นมักจะสูงเกิน
กว่าวัยของเขาแล้ว ก็ยังไม่มีทางลงที่เหมาะอีกด้วย

เด็กๆที่จะมาเล่นเครื่องเล่น ไม่ควรมีอะไรมาคล้องคอให้เสี่ยงอันตรายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเชือกผูก,
จุ๊บนมยาง.สายสร้อย,สายสิญจน์ หรือผ้าพันคอ…
หรือแม้แต่ลักษณะของเสื้อผ้าที่เด็กสวมใส่ก็ไม่ควรมีหมวกห้อยติดเสื้อ มีสายมีเชือก
ระโยงระยางให้เกะกะจนอาจไปเกี่ยวไปพันกับอะไรก็ได้ โดยเฉพาะในเวลาที่ลูกกำลังวิ่งเล่น
หรือเล่นพวกเครื่องเล่นเด็ก และที่อันตรายมากก็คือในสวนสนุก ที่มีเครื่องยนต์กลไกกำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา

เพื่อกันไม่ให้ศีรษะเด็กมุดเข้าไปติดค้าง และอุดกั้นลมหายใจ ช่องว่างแต่ละช่อง
จะต้องห่างกันน้อยกว่า 9 ซม. หรือมากกว่า 23 ซม.ขึ้นไป  เพื่อกันส่วนเท้า,ขา จะต้องไม่เกิน 3 ซม.
และเพื่อกันส่วนนิ้วที่เด็กจะแหย่เข้าไปแล้วติดหนีบจนดึงไม่ออก จะต้องไม่มีช่องว่างที่มีขนาด 0.5 ถึง 1.2 ซม.
(งานนี้เห็นทีจะต้องพกสายวัดไปด้วย!)

สอนลูกว่า … ทุกครั้งเมื่อจะปีนลงให้ลูกเอี้ยวไปมองด้านหลังก่อนว่า
มีใครปีนสวนขึ้นมาหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เขาปีนขึ้นมาก่อน
อุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นก็คือ คนหนึ่งปีนลงโดยไม่เหลียวมองหลัง ในขณะที่อีกคนก้มหน้าก้มตาปีนขึ้น

สอนลูกว่า … ห้ามเล่นเครื่องปีนป่าย(รวมทั้งเครื่องเล่นทุกชนิด)ที่เปียกน้ำ
เพราะมันลื่นทำให้พลัดตกได้ง่าย 

สอนลูกว่า … ก่อนจะทิ้งตัวลงมาจากเครื่องปีนป่าย จะต้องลงโดยท่าย่อเข่า และใช้เท้าสองข้างถึงพื้นพร้อมๆกัน ไม่ใช่ทิ้งขาหรือทิ้งก้นลงมาเลย

4  ) เครื่องเล่น โดยมากจะมีสีฉูดฉาดแบบการ์ตูน เพื่อดึงดูดใจเด็กๆ แต่หากว่า
สีนั้นลอกหลุดร่อน ก็ควรหลีกเลี่ยงครับ เพราะอาจมีสารตะกั่วปนเปื้อน เมื่อลูกไปสัมผัสเข้า พิษสารตะกั่วก็มีโอกาสเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลเสียหายต่อการพัฒนาการทางสมอง

5  ) สนามเด็กเล่นที่ปลอดภัยจะต้องไม่คับแคบ ตาควรมีความกว้างไม่น้อยกว่า  5 เมตร หรือมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 53 ตารางเมตร

เครื่องเล่นแต่ละชิ้น ต้องวางห่างกันไม่น้อยกว่า 180 ซ.ม. เพื่อกันการถูกชน
กระแทกโดนเครื่องเล่น ในขณะที่เด็กๆวิ่งเล่น หรือเกิดพลัดตกจากเครื่องเล่น

เท่าที่เล่ามาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้นะครับว่า การจะทำให้สนามเด็กเล่น
เป็นสถานที่ปลอดภัย มีประโยชน์  และเหมาะสำหรับเด็กๆนั้น

นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยดูแลลูกอย่างใกล้ชิดแล้ว
บรรดาหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ก็สมควรจะต้องตื่นตัว
และมีสามัญสำนึกทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด อย่าเพียงคิดแค่ว่า
ในเมื่อลูกหลานของฉันไม่เดือดร้อน ก็ไม่เห็นจะต้องใส่ใจอันใดให้ปวดหัว…..

www.csip.org

******************************************

 

 

 

อุปกรณ์ศิลปะอันตราย

FriDecember201116943_lo

 

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่า กิจกรรมทางด้านศิลปะ
คือสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ ทุกวัย เพื่อการพัฒนาในทุกด้าน (ร่างกาย-อารมณ์-สังคม-สติปัญญา-จินตนาการ…)

กุมารแพทย์ทั่วไปจึงเห็นด้วย และสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้ลูกๆ ทำกิจกรรมศิลปะ
แต่ก็แน่นอนครับ… สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ สโลแกนประจำใจของพวกเราทุกคนในทุกกิจกรรมก็คือ “ปลอดภัยไว้ก่อน”

น้องบาส (4 ขวบ) จัดว่าเป็นเด็กโชคดีที่มี คุณพ่อคุณแม่เห็นถึงความสำคัญของศิลปะ
จึงพาลูกไปเข้าคอร์สศิลปะในวันหยุด หนุ่มน้อยก็เลยแฮปปี้เป็นอันมากซ้ำยังนำงานศิลปะกลับมาทำต่อที่บ้านอีก้ดวย

และแล้ววันนั้นที่เจ้าบาสจอมขยันพอย่างเท้าเข้าบ้าน ก็เรียกหา “กรรไกร” จากคุณแม่ทันที
โดยบอกว่าจะเอาไปตัดกระดาษตัวการ์ตูนติดแปะที่คุณครูให้มาทำต่อที่บ้าน
คุณแม่ก็สู้อุตส่าห์ควานหากรรไกรด้ามจิ่วจนเจอแล้วยื่นให้ลูกชายตามคำขอ
ทั้งๆ ที่คิดอยู่เหมือนกันว่ากรรไกรปากแหลมๆ อย่างนี้จะเหมาะกับลูกหรือ

แต่อีกใจก็เห็นว่าไม่เป็นไรลูกคงใช้คล่องแล้ว เพราะที่โรงเรียนศิลปะก็คงให้ใช้ทุกอาทิตย์อยู่แล้ว
แล้วคุณแม่ก็รีบหอบเอากองเสื้อผ้าไปเข้าเครื่องซักผ้า แต่แล้ว…แค่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที
เจ้าบาสก็ร้องไห้เสียงจ้า คุณแม่ทิ้งกองผ้า แล้วรีบวิ่งไปที่ต้นเสียง แล้วก็ต้องตกใจ…

ลูกโดนกรรไกรบาดนิ้วเข้าให้แล้ว…..คุณแม่นึกโกรธตัวเองว่า
ไม่น่าเอากรรไกรให้ลูกเลย แถมยังจำขึ้นมาได้อีกว่า
กรรไกรที่ทางโรงเรียนศิลปะให้เด็กๆ ใช้ก็คือ กรรไกรพลาสติก และกรรไกรปลายมน!
แล้วเด็กๆ ยังอยู่ในการดูแลของคุณครูตลอดเวลา

จากเหตุการณ์ “ภัยอันเกิดอุปกรณ์ศิลปะ” ครั้งนี้
ทำให้นึกถึงข่าวอันน่าสลดใจที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อหลายปีที่แล้ว ก็คือ…

ข่าว… เด็กมัธยม 14-15 ปี เอาน้ำยากัดกระจกที่ใช้กับงานศิลปะที่โรงเรียน
กลับมาทำต่อที่บ้าน เมื่อใช้ไม่หมดจึงนำมากรอกใส่ขวดน้ำดื่ม (พลาสติก)
แล้วตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะ น้องชายวัย 4 ขวบ ตื่นเช้ามา… กระหายน้ำ
เลยซดน้ำในขวดเข้าไปเต็มอึกใหญ่

ผลก็คือล้มลงไปนอนดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากหลอดอาหารทะลุเนื่องจากน้ำยากัดกระจกเป็นกรดอย่างแรง!

กรณีอันน่าสลดใจนี้ คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใส่ใจในกิจกรรมศิลปะของลูกๆ
ว่าได้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับวัยหรือไม่? เช่น น้ำยากัดกระจก …แลคเกอร์…ทินเนอร์…
มีดแกะสลัก…คัตเตอร์…หรือสีประเภทต่างๆ …ให้ดูว่าเหมาะสมกับวัยของลูกหรือไม่?

หรือหากต้องใช้ ก็ต้องรู้วิธีใช้และวิธีเก็บรักษาที่ถูกต้อง อย่างเช่น
น้ำยากัดกระจกก็ไม่น่าจะเป็นอุปกรณ์ศิลปะที่เด็กนำกลับบ้านได้
เด็กอาจจะขาดความระมัดระวังในการเก็บ ทำให้เกิดการเจ็บทั้งต่อตนเองและผู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงได้

และที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ สเปรย์แลคเกอร์
ที่เด็กโตจะได้ใช้กันบ่อยในงานศิลปะ

โดยมากก็เพื่อพ่นเคลือบเงาให้งานชิ้นนั้นแวววาวสดใส ในขณะที่พิษภัยของแลคเกอร์ ทินเนอร์
หรือสารระเหยทั้งหลาย ก็เป็นที่รู้กันว่าอันตรายของมันรุนแรงเพียงใด เช่น
หากสูดดมเข้าไปมาก หรือบ่อยๆ มันจะซึมแทรกเข้าไปกระแสเลือด ทำอันตรายต่อถุงลม
ปอด เนื้อเยื่อ ตับ ไต อวัยวะภายในต่างๆ รวมถึงระบบประสาทส่วนกลาง

โดยอาจเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง… หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
คือการเกิดระคายเคืองในคอ หายใจขัด มึนหัว แน่นหน้าอก อาเจียน
และทุกครั้งก็จะต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันชุดเดียวกับการป้องกันน้ำยากัดกระจก นั่นคือ…แว่น ผ้าปิดปากปิดจมูกและถุงมือ

ย้อนกลับมาที่เด็กเล็ก…ลูกในวัย 2-4 ขวบ
สมควรส่งเสริมให้มีการบริหารกล้ามเนื้อเล็ก (นิ้ว ข้อมือ)
การปั้นดินและการละเลงสีด้วยนิ้ว จึงเป็นกิจกรรมที่ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก
ทั้งยังได้ฝึกการใช้สมาธิ ฝึกจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ

โดยดินที่จะนำมาใช้ก็ควรเป็นดินใช้ปั้นที่เรียกกันว่า แป้งโดว์ (Play Dough)


ซึ่งน่าจะเหมาะ และปลอดภัยสำหรับหนูน้อยมากกว่าดินน้ำมัน หรือดินเหนียว
โดยแป้งโดว์เป็นแป้งปั้นที่ทำจากแป้งทำอาหาร น้ำมันพืช และสีผสมอาหาร

การละเลงสีด้วยนิ้วมือ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดโปรดของเด็กเล็ก เราจะใช้สีที่ทำจากสีผสมอาหาร
ผสมเข้ากับแป้งข้าวโพด และน้ำอุ่น แล้วคนให้เข้ากัน ให้มีความข้นกำลังดี

ส่วนอุปกรณ์เพื่อการวาด (ละเลง) ก็คือ กระดาษอาร์ตมัน แผ่นโตๆ หรือจะปูรองพื้นอีกชั้น
ด้วยถุงพลาสติก หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วก็อย่าลืมสวมเสื้อกันเปื้อนให้ลูกด้วย
(จะสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นก็ได้ครับ) และเมื่อเลิกเล่นแล้ว ก็จะต้องล้างมือด้วยน้ำสบู่ หรือจะให้ดีก็จับอาบน้ำซะเลยครับ

บรรดาสีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีไม้ สีเทียน สีน้ำ หรือสีชอร์ค อันเป็นอุปกรณ์สำคัญในงานศิลปะของเด็ก
คุณพ่อคุณแม่จะต้อพิถีพิถันในการเลือกซื้อให้ลูกๆ โดยเลือกที่มีการันตีหน้าบรรจุภัณฑ์ว่า non tomix
หมายถึง มีกระบวนการผลิตที่ไร้สารพิษไร้สารตะกั่วและมีเครื่องหมาย CE
พิมพ์การีนตีความปลอดภัยด้วย เพราะนั่นหมายถึงเป็นสินค้าที่ได้รับรองเรื่องของความปลอดภัยด้วย
เพราะนั่นหมายถึงเป็นสินค้าที่ได้รับรองเรื่องของความปลอดภัย ทั้งต่อผู้ใช้

โดยเฉพาะสีเทียนบ้านเรามีกฎหมายควบคุมมาตราฐานโดยกระทรวงอุตสาหกรรม
เวลาเลือกซื้อเลือกที่มีสัญลักษณ์มอก. ตามมาตรฐานจะตรวจสอบความแข็งแรงของสี
และส่งตรวจหาโลหะหนักปนเปื้อนในสีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีโทษต่อร่างกายแตกต่างกันไป
เช่น ตะกั่ว ทำให้ปัญญาอ่อน ปรอทจะทำลายสมองมีผลต่อการเคลื่อนไหว พูด การมองหรือการได้ยิน
แคดเมียมก่อโรคอิไตอิไต เป็นต้น สารโลหะหนักที่มีการตรวจหาเป็นไปตามตารางดังนี้

ข้อกำหนดค่าสูงสุดของปริมาณโลหะหนักในสีเทียน

พลวง 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
สารหนู 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
แบเรียม 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
แคดเมียม 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
โครเมียม 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ตะกั่ว 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ปรอท 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ซิลิเนียม  500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ppm

ขณะนี้มีการรับรองมาตราฐานเฉพาะสีเทียนครับ สีผง (ขายเป็นซองๆ)
และสีน้ำอื่นๆ ยังไม่มีการรับรองเลย ขายกันเกลื่อนโดยไม่มีเกราะความปลอดภัย

ถ้าไม่แน่ใจว่าสีนั้นจะมีพิษหรือไม่ ประกอบกับไม่มีเครื่องหมายรับประกันใดเลยไม่ต้องรีรอครับ พาลูกเดินห่าง อย่าซื้อสารพิษเข้ามือลูกเลยครับ

ศิลปะนั้นย่อมเป็นเรื่องดีงามอย่างไม่ต้องสงสัย….

ศิลปะฝึกฝนให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยน ใจเย็น รู้จักรอคอย มีสมาธิ เพราะจดจ่อกับกิจกรรมอันสนุกและเพลิดเพลิน

แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเอาใจใส่ก็คือ…วิธีการทำงานศิลปะที่ปลอดภัย

และรวมทั้งอุปกรณ์ศิลปะที่ต้องเหมาะสมกับวัย
และที่สำคัญคือจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยด้วยครับ

www.csip.org

 

 

หู-ตา-คอ-จมูก… กับอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

FriDecember2011203043_lo

หู-ตา-คอ-จมูก…
กับอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ…
“ภัยใกล้ตัว”ที่มีมาให้แก้ไขรักษากันอยู่เรื่อยๆ หลายๆคนอาจนึกไม่ถึง

เพราะมันคือ…กาวตราช้าง… เปล่าครับ! ไม่ได้กล่าวหาว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่เลวร้าย
เพราะยังเห็นถึงคุณประโยชน์ ซ้ำยังเป็นลูกค้าขาประจำกันอยู่ ด้วยว่ายังชอบใจในการใช้งานง่าย-ติดเร็ว

ติดทน ที่ใครๆก็ติดใจ

“กาวตราช้าง”(super Glue)


ทำมาจากส่วนผสมของยางอีพ็อกซี่ และอาคลิลิคซึ่งทำจากสารปิโตรเลียม
ยามใดที่มันยังอยู่ในหลอดที่ปิดผนึกแน่นมันก็จะคงสภาพเป็นของเหลว
แต่เมื่อใดที่เริ่มเปิดออกมาใช้ นั่นหมายถึงมันเริ่มโดนความชื้นแล้ว
และลักษณะของบรรจุภัณฑ์ที่มักแข็งตัวที่ด้านปากหลอด
ทำให้ผู้ใช้ต้องออกแรงบีบเมื่อจะใช้งานในครั้งต่อไป และนั่นเองที่มักจะทำให้น้ำกาวพลังช้างถูกดันจนพุ่งทะลุปรี๊ดออกมาทางก้นหลอด…

ดังนั้น ข้อเด่นที่ติดเร็วติดทนของมัน ก็ต้อง กลับกลายเป็นภัยกว่ากาวอื่นๆ

หากผู้ใช้ตั้งตนอยู่ในความประมาท…

“ น้องกร”จอมซ่าส์วัย 6ขวบ ต้องร้องไห้โฮลั่น เมื่อไอ้มดแดงไรเดอร์เอ็กซ์
ตุ๊กตาพลาสติกตัวเล็กๆ มีอันต้องขาหลุด (ก็ด้วยฝีมือของน้องกรเอง)
“พี่กานต์”พี่ชายที่แสนดีวัย 9ขวบ จึงรี่เข้ามาถามไถ่ปลอบโยนน้องชายครู่นึง
แล้วจึงเดินไปหยิบกาวตราช้างที่ห้องเก็บของ แล้วจัดแจงบีบหลอดกาวเพื่อช่วยต่อขาไอ้มดแดง

แต่ด้วยกาวที่คงจะเริ่มแห้ง พี่กานต์ของเราจึงออกแรงบีบมากกว่าปกติ
ผลก็คือ…แทนที่น้ำกาวจะพุ่งออกทางหัวหลอด ก็ดันทะลุพรวดออกมาทางก้นหลอด!…

นั่นคงไม่มีปัญหาอะไร ถ้าน้องกรไม่ได้กำลังยืนอยู่ตรงนั้น…และน้ำกาว”พลังช้าง”

กระเซ็นเข้าตาอย่างแม่นยำ! แต่เดชะบุญ…คงด้วยเพราะน้องกระพริบตาอย่างทันท่วงที

น้ำกาวจึงไม่ทันไปโดนลูกนัยน์ตา แต่นั่นก็ทำให้หนุ่มน้อยลืมตามึ้นเพราะหนังตาบน-หนังตาล่าง
และขนตาติดกันไปหมดด้วยฤทธิ์ของกาว

คำแนะนำในกรณีนี้ก็คือ ห้ามดึงหนังตาบนและล่าง(ที่กำลังติดหนึบ)
ให้แยกออกจากกัน เพราะขืนทำอย่างนั้นล่ะก็ ทั้งขนตา-หนังตามีหวังฉีกขาด

แล้วก็เจ็บอย่าบอกใครเชียว…

วิธีแก้ไขก็คือ …ก่อนอื่น ให้ใช้น้ำอุ่นๆเช็ดรอบๆดวงตา –เปลือกตาเบาๆ

แล้วก็รีบไปพบแพทย์ครับ หรือหากจะมีเศษกาวเข้าตา ไม่ว่าจะเป็นกระจกตา

หรือเยื่อบุตาขาว ก็ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดๆ ล้าพาไปให้คุณหมอตรวจ
เพราะมักจะเกิดอาการระคายเคืองภายในดวงตา ตาแดง และปวดตา

สำหรับในรายของน้องกรที่ตกใจจนร้องไห้จ้า คุณแม่ของหนูน้อยกลับตกใจยิ่งกว่า

เพราะเมื่อเห็นสภาพลูกชายแล้วก็ได้แต่ภาวนาในใจว่า…อย่าให้ลูกต้องตาบอดเลย…..

แต่เมื่อคุณหมอเช็คดูอย่างละเอียดแล้ว กระจกตาไม่มีเศษวัสดุใดๆ ไม่มีอาการอักเสบ จึงทำให้เบาใจไปได้มาก

นอกจากตาแล้ว… “หู”ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่เคยโดนกาวพลังช้างเล่นงานมานักแล้ว
เช่นในรายของเด็กที่เล่นพิเรนแกล้งเพื่อนที่กำลังนั่งหลับ ด้วยการเอากาวตราช้างหยอดใส่หูเพื่อน

“จมูก”ก็เช่นกัน ที่เคยตกเป็นเหยื่อของกาวตราช้างมาแล้ว …รายของเด็กหญิงวัย 7ขวบที่กำลังทำงานศิลปะส่งคุณครู ด้วยการสร้างบ้านด้วยไม้ไอติมโดยใช้กาวตราช้างเชื่อมต่อ

แต่แล้วระหว่างการบีบๆๆๆหลอดอยู่นั้น น้ำกาวก็กลับพุ่งทะลุย้อนเข้าสู่รูจมูกของสาวน้อยอย่างคาดไม่ถึง … เท่านั้นก็แย่แล้ว…แต่มันยิ่งแย่กว่านั้น…เมื่อมันไหลลงไปใน “คอ”!

พวกเราในฐานะผู้บริโภคจึงควรต้องระมัดระวังให้มากในการใช้สินค้าประเภทนี้…

1 ) ควรเก็บเจ้ากาวพลังช้างให้พ้นมือเด็กๆ และต้องถือได้ว่าเจ้าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่จะเอามาใช้โดยพลการ

2 ) จากการที่มันมักจะแข็งตัวไว จากการใช้เพียงครั้งแรกๆ หลายๆบ้านจึงมักแก้ปัญหาด้วยการเอาเก็บเข้าตู้เย็น ซึ่งนั่นกลับเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาร้ายแรง…เพราะด้วยรูปทรงของมันที่ใกล้เคียงกับหลอดใส่ขนมประเภทเยลลี่ หรือช็อกโกแลต ที่เด็กอาจหยิบฉวยแล้วบีบใส่ปากเพราะเข้าใจผิด หรือกระทั่งผู้ใหญ่ที่เผลอหยิบออกมาใช้เพราะคิดว่า…มันคือ ยาหยอดตา

3 ) นอกจาก ตา –หู –คอ –จมูก ที่มักต้องตกเป็นเหยื่อของกาวอันตรายที่ว่าแล้ว

นิ้วมือที่มักติดกันจนแน่นด้วยพลังของกาว ทำให้หลายๆคนต้องเกิดเป็นแผลอักเสบ

โดยเฉพาะเด็กๆที่ยังขาดการระมัดระวัง หนำซ้ำบางคนยังเผลอใช้นิ้วไปเกลี่ยๆกาวดังเช่นการทากาวธรรมดาทั่วๆไป

จึงควรต้องเตือนเด็กๆ และสอนวิธีการใช้ว่าแตกต่างกับการใช้กาวอื่นๆอย่างไร?

เช่น จะต้องบีบเพียงเบาๆ ให้เป็นเพียงหยดเล็กๆที่จุดที่ต้องการเชื่อมต่อเท่านั้น

และห้ามใช้นิ้วหรือส่วนใดๆในร่างกายไปสัมผัสแตะต้อง แต่หากนิ้วใดไปโดนกาวนี่เข้า

ก็ให้รีบแช่น้ำไว้(จะได้ไปไปติดหนึบเข้ากับนิ้วอื่นๆด้วย กาวจะแข็งตัว และจะร่อนหลุดออกในเวลาต่อมา หรือหากนิ้วติดกันก็ให้จุ่มลงไปในน้ำสบู่

4 ) หลายประเทศได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่เดิมเคยเหมือนกับ หลอดยาป้ายตา ยาหยอดแก้คัดจมูก ให้มีขนาดและรูปร่างที่ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด

ตายเพราะของติดคอ !

เด็กๆที่ต้องเสียชีวิตเพราะกลืนคอแล้วเกิดติดคอ อุดหลอดลม ปรากฎเป็นข่าวบ่อยๆ อย่างไม่เคยจางหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์

*ไม่ว่าจะเป็นข่าวทารกน้อย(11 เดือน) ที่กลืนน้อตยาว 1ซ.ม. ที่พ่อเก็บอยู่ในขวดกระทิงแดง แล้วเผลอวางไว้บนพื้น แล้วคุณยายก็เข้าครัวทำกับข้าว

ปล่อยให้หลานนั่งเล่นอยู่คนเดียว ( สระบุรี)

* เด็กน้อยวัย แค่ 1ขวบ กลืนกระดุมแป๊ะ(โลหะ)เข้าไปติดหลอดลม จนขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องหลังของกรณีสลดใจนี้ก็คือ…เด็กอยู่ในบ้านที่ผลิตกระเป๋าใส่สตางค์ โดยมีกระดุมแป๊ะเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่มักจะตกอยู่ตามพื้น

เพราะกวาดเก็บกวาดที่ไม่เกลี้ยงพอ กระทั่งกลายเป็นเหตุแห่งการคร่าชีวิตเด็กน้อยไร้เดียงสา (ปทุมธานี)

* เด็กชายวัย 2ขวบ นั่งหม่ำลูกเชอรี่(ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2 ซ.ม.)..เข้าไปทั้งลูก โดยไม่ได้เคี้ยว ทำให้ลูกเชอรี่หล่นผลุบลงไปอุดหลอดลม แล้วเกิดอาการช็อคจนหมดสติ แม้ว่าเมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์จะพยายามผายปอด และนำสิ่งอุดตันจากหลอดลม แต่ก็ไม่ทันการในที่สุดเด็กก็ต้องเสียชีวิต ( ลำปาง)

* แล้วรายล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้เอง…..ที่มีเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ร่างกายไม่สมประกอบนัก

จู่ๆก็กลืน “ลูกแก้ว”ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซ.ม. ในขณะที่คุณแม่มือซ้ายกำลังอุ้มน้องคนเล็ก

ส่วนมือขวาก็ถูพื้นทำงานบ้านไปด้วย พบเข้าอีกทีก็กำลังนอนชักดิ้นชักงอ ยังดีที่ทีเจ้าลูกชายคนกลาง(4 ขวบ)ใช้ทั้งภาษาพูดและภาษามือ จนแม่รู้ว่าลูกสาวกลืน “ลูกแก้ว “เข้าไป

จนเมื่อพ่อกลับมา จึงได้ “รวมพลัง”กับคุณแม่ ช่วยกันเอาลูกแก้วออกจากหลอดลมของลูก

สาว ด้วยการ…บีบเคล้นที่ลำคอของลูกสาวอย่างเต็มที่ ! กระทั่งลูกแก้วก็หลุดผลั้วออกมาจนได้แต่…แทนที่ลูกสาวจะรู้สึกตัว กลับกลายเป็นแน่นิ่ง…แล้วในที่สุดก็เสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึง …

ข้อแนะนำ……………..

1 )) ธรรมชาติของเด็กๆในวัย ไม่เกิน 3ขวบ มักชอบหยิบฉวยสารพัดสิ่งเข้าปากอยู่เป็นประจำ

ฉะนั้น…นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องเก็บกวาดพื้นบ้านให้เกลี้ยง อย่าให้มีเศษวัสดุใดๆตกอยู่ตามพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นเศษเหรียญ เมล็ดผลไม้ และที่อันตรายสุดก็คือ……เม็ดยา

ดังนั้น หลักของการดูแลเด็กในวัยนี้ก็คือ “อย่าให้คลาดสายตา ”อย่างเด็ดขาด…

2 )) ในยามกินอาหารก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิด อาหารสำหรับเด็กเล็กก็จะต้องหั่นให้เป็น

ชิ้นเล็กๆ เวลาจะป้อนอาหารลูกก็ควรให้เพียงคำเล็กๆ แล้วรอให้เด็กทานจนหมดปากจึงค่อยป้อนอีก (ไม่ยัดเยียดจนเต็มปาก )

3 )) คงเคยได้พบภาพ ที่คนเลี้ยงเด็ก มือขวาถือช้อน มือซ้ายถือจานข้าวแล้วเดินตาม –วิ่งตามเด็กน้อยผู้ไม่อยู่นิ่ง ที่หม่ำข้าวไปด้วย วิ่งหรือกระโดดโลดเต้นนั้น มันเสี่ยงต่อการสำลักอาหารอย่าง

4 )) ก็เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่รีบ …เดี๋ยวรถโรงเรียนจะมา …จะไม่ทันเข้าห้องเรียน…

เดี๋ยวจะไปทำงานสาย……….แต่ผมว่าลองเข้านอนแต่หัวค่ำ และตื่นให้เช้าอีกหน่อยก็น่าจะมีเวลาเหลือ ดีกว่าที่จะเสียอารมณ์กันแต่เช้า ต้องมาเร่งเร้ากันจนเครียดกันไปซะหมด

“ กินเร็วๆๆๆ …รีบๆกินเข้าไป เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย…เดี๋ยวรถติดพ่อกับแม่จะไปทำงานสาย….ฯลฯ…. ” เร่งๆกันอย่างนี้นอกจากทำให้ลูกๆเป็นทุกข์ กินอาหารไม่อร่อย ระบบย่อยจะมีปัญหา

แล้วก็ยังเสี่ยงต่อการสำลัก จนอาหารติดคอติดหลอดลมได้ครับ…อันตรายไม่น้อยเลย

5 )) อาหารชิ้นโตๆ ก้อนกลมๆ หรือแข็งๆ ลื่น กลืนยากหรือเคี้ยวลำบาก เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น ข้าวเหนียว ตังเม ถั่วตัด …ฯลฯ… หากจะให้ลูกๆกิน ก็จะต้องตัดแบ่งเป็นคำเล็กๆด้วยนะครับ เพื่อป้องกันการติดคอ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ

6 )) เด็กในวัยไม่เกิน 3ขวบ มักจะชอบสำรวจโลกด้วยการหยิบของใส่ปาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นชิ้นอะไรจิ๋วๆที่ตกอยู่ตามพื้น ก็มักจะพิสูจน์ทราบโดยการหยิบขึ้นมาดูแล้วเอาเข้าปากทันที… ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดผลไม้ทั้งหลาย ( เมล็ดน้อยหน่า –มังคุด-ละมุด-ลำไย ซึ่งมีโอกาสเข้าไปขวางหลอดลม จนเด็กขาดอากาสหายใจ ) หรือที่อันตรายสุดๆ เพราะทำให้เด็กหลายคนต้องเสียชีวิต ก็คือ…เม็ดยารักษาโรคต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเผอเรอทำตกหล่น ให้เด็กเก็บไปหย่อนใส่ปากโดยคิดว่าเป็นขนม

ทั้งเมล็ดผลไม้ เม็ดยา หรือวัสดุต่างๆที่หล่นตามพื้น นอกจากเด็กๆจะเอาเข้าปากแล้ว

หลายๆคนยังจับยัดใส่จมูกตัวเอง จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมาแล้วครับ…

“ หู –ตา –คอ –จมูก ”

คืออวัยวะรับสัมผัสที่สำคัญยิ่ง ขอให้คุณพ่อคุณแม่โปรดช่วยกันดูแลและป้องกัน เพื่อให้เด็กๆของเรา มีชีวิตที่รึ่นรมย์ ได้มีโอกาสซึมซับรับรู้

ความไพเราะ…ความงดงาม…ความเอร็ดอร่อย…และความหอมชื่นใจ จากสรรพสิ่งทั้งมวล

ของโลกอันแสนงดงามใบนี้ ….ตลอดไป………..

www.csip.org

 

 

 

มหันตภัยเด็กตกเตียง

ThuJanuary201217439_logo

ข่าวสะเทือนใจเด็กตกเตียงเสียชีวิต พ่อแม่ร่ำไห้แทบขาดใจ ปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะ ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ปกครองหรือพี่เลี้ยงคาดไม่ถึงว่า “ที่นอน” จะกลายเป็นอันตรายสำหรับเด็กน้อยนั่นเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปกติเด็กทารกจะนอนผลิตภัณฑ์หลายแบบ เช่น นอนเบาะเด็ก นอนเบาะใหญ่รวมกับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเบาะที่วางกับพื้นหรือ นอนเตียงเด็ก เปลไกว โดยเด็กบางคนก็ใช้ผลิตภัณฑ์หลายอย่างในวันเดียวกัน

พูดถึง “เตียงเด็ก” กับ “เปลไกว” ทั้ง 2 อย่างเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทารกในหลายประเทศมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์กำกับ เพราะในต่างประเทศก็พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากเตียงที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นจำนวน มาก แต่ตัวเลขการเสียชีวิตลดลงอย่างชัดเจนเมื่อออกมาตรฐานควบคุม

ในบ้านเรามีการสำรวจมารดาหลังคลอดในปี 2553-2554 พบว่า มีเด็กทารกใช้เตียงเด็กซึ่งขายอยู่ตามท้องตลาด 10.8 % คือ ใน 100 คน จะใช้ประมาณ 10 คน ในจำนวนนี้  76.9 % เป็นเตียงเด็กที่มีความเสี่ยง ขาดมาตรฐานความปลอดภัย คือ ผนังเตียงด้านศีรษะและเท้ามีช่องห่างมากเกิน 6 เซนติเมตร ราวกันตกล็อกไม่อยู่ ราวกันตกเตี้ยเกินไป จากขอบบนของเบาะที่นอนถึงราวกันตกด้านบนมีความสูงต่ำกว่า 65 เซนติเมตร ซึ่งสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บจากเด็กตกเตียงหรือลอดทะลุช่องแล้วมีการติด ค้างของศีรษะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ มีเด็กบาดเจ็บจากการใช้เตียงเด็กทั้งหมดคิดเป็น 19.2% โดยการบาดเจ็บหลักคือการตกจากเตียงซึ่งคิดเป็น 50%

ผลการสำรวจยังพบว่า เด็กไทยนอนเปลไกวมากกว่านอนเตียงเด็ก โดยมีการใช้ถึง 53.3% ลักษณะเป็นเปลที่ไกวได้ หรือ เป็นเปลญวน โดยเปลไกวที่มีความเสี่ยง คือ เปลไกวที่มีราวกันตกและผนังเตียงด้านศีรษะและเท้ามีช่องห่างมากเกิน 6 เซนติเมตร หรือมีฐานไม่มั่นคงจึงมีการพลิกคว่ำ ซึ่งสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการตกหรือลอดทะลุช่องแล้วมีการติดค้างของ ศีรษะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้คิดเป็น 42.8% มีเด็กบาดเจ็บจากการใช้เปลไกวทั้งหมด 20% โดยการบาดเจ็บหลักคือการพลิกคว่ำตกจากเปลพบได้มากสุด 45.5% แต่เนื่องจากลักษณะของเปลไกวจะอยู่สูงจากพื้นไม่มาก ดังนั้นการบาดเจ็บจะไม่รุนแรงมาก

การบาดเจ็บจากการตก “เตียงเด็ก” หรือ “เปลไกว” มีตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย ฟกช้ำดำเขียว กระดูกหัก มีเลือดออกในสมอง แต่กรณีกระดูกหัก เลือดออกในสมองพบได้น้อยเนื่องจากความสูงที่เด็กตกลงมาจะไม่มากประมาณ 90 เซนติเมตร การบาดเจ็บจึงไม่รุนแรง โอกาสเสียชีวิตก็น้อย แต่ที่เด็กตกเตียงแล้วเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตในลักษณะแขวนคอ ขาดอากาศหายใจ คือ เด็กตกลงมาจากช่องห่างของซี่ราวกันตกที่ห่างเกิน 6 เซนติเมตร หรือ เตียงมีช่องรูต่าง ๆ ใหญ่กว่า 6 เซนติเมตร เด็กสามารถเอาขาลอด ตัวลอดได้ แต่ศีรษะติดออกมาไม่ได้ เมื่อขาไม่ถึงพื้นก็เลยทำให้เสียชีวิตในลักษณะแขวนคอ ประมาณ 4 นาทีก็เสียชีวิตแล้ว

ในกรณีที่เด็กตกเตียงแล้วมีเลือดออกในสมอง น่าจะเป็นการตกจากเตียงที่มีความสูงเกินกว่า 120 เซนติเมตรขึ้นไป เตียงที่ต่ำกว่า 120 เซนติเมตรอาจเกิดขึ้นได้เหมือนกันแต่น้อย ถ้าเลือดออกในสมองจากการตกเตียงในระดับที่ต่ำกว่านี้ควรตรวจหาสาเหตุอื่น ร่วมด้วย เช่น การถูกทำร้ายร่างกาย

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง คือ

เปลไกวที่มีลักษณะเป็นเปลญวณหรือใช้ผ้าผูกทั้งหลาย ไม่ควรใช้หากเด็กลุกนั่งได้แล้ว เพราะเด็กอาจตกได้ ดังนั้นควรใช้ในเด็กอายุไม่เกิน 5 เดือน ข้อดีของเปลไกวที่มีลักษณะเป็นเปลญวนคือ เด็กจะต้องนอนหงายเท่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้หมอนหนุน ดังนั้นโอกาสจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจจากการนอนคว่ำก็น้อย แต่ข้อเสียคือ ใช้ได้ถึง 5 เดือน ส่วนเปลไกวที่มีลักษณะคล้ายเตียงเด็กซี่หรือช่องห่างจะต้องไม่มีขนาดใหญ่ เกินกว่า 6 เซนติเมตร เวลาซื้อให้วัดซี่ราวกันตกเลย ถ้าเกินกว่า 6 เซนติเมตรไม่เอาแล้ว มาตรฐานตรงนี้กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีกำหนดไว้แต่ไม่ได้บังคับ ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ นอกจากนี้ต้องดูตัวล็อกรวมกันตกว่ามีความแข็งแรงทนทานหรือไม่ ถ้าเอามือเกาะ หรือ เขย่าเตียงแล้วหล่นลงมา ก็ไม่ควรใช้

ส่วนเบาะสำหรับเด็กต้องเป็นเบาะที่มีความแข็งกำลังดี เบาะ ฟูก หมอน หรือผ้าห่มนุ่ม ๆ หนา ๆ ขนาดใหญ่ ๆ หน้าเด็กอาจจุ่มลงไปแล้วกดจมูกและปากเป็นเหตุให้ขาดอากาศหายใจ เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจัดเด็กนอนในท่าคว่ำ นอกจากนี้เบาะนอนกับซี่ราวกันตกจะต้องชิดกันพอดี ไม่มีช่องว่างเพราะอาจทำให้เด็กตกลงไปตามซอกและเสียชีวิตได้เช่นกัน ส่วนใหญ่ถ้าทำเตียงถูกวิธีเบาะและราวกันตกจะออกมาพอดี ที่ไม่พอดีคือผู้ปกครองเด็กไปเปลี่ยนเบาะ อีกอย่างที่คนไม่ค่อยรู้คือเสาทั้ง 4 มุมของเตียงเด็กจะต้องไม่มีส่วนยื่นเกินขอบราวมากกว่า 1.5 มิลลิเมตร เอามือลูบดูจะต้องเรียบ บางคนซื้อหัวแหลมดูสวยงามแต่ว่ามีเด็กอายุ 9-10 เดือนที่โหนตัวลุกขึ้นยืนได้ คอเสื้ออาจไปเกี่ยวทำให้เด็กเสียชีวิตในท่าที่เสื้อพันรัดคอได้

อย่าวางผ้าห่ม กองผ้าไว้ใกล้ศีรษะเด็ก ซึ่งอาจกดทับใบหน้า จมูกทำให้ขาดอากาศหายใจได้ ควรเลือกชุดนอนที่หนาอบอุ่น สวมใส่ได้พอดี ทำให้ไม่ต้องใช้ผ้าห่ม หากจะใช้ผ้าห่มต้องเลือกเนื้อผ้าบาง สอดเก็บขอบใต้เบาะให้ดีเพื่อไม่ให้ผ้าห่มหลุดลุ่ยมากดใบหน้าเด็ก ต้องไม่ให้เครื่องนอน ของเล่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อื่น ๆ มีลักษณะเส้นสายที่มีความยาวเกินกว่า 15 เซนติเมตร เพราะอาจเป็นเหตุให้เกิดการรัดคอเด็กได้ นอกจากนั้น ต้องไม่นำของเล่นชิ้นเล็ก ๆ หรือของเล่นประเภทอ่อนนิ่มตัวใหญ่ ๆ เช่นตุ๊กตา ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งอาจตกทับกดการหายใจได้

กรณีที่เป็นสถานเลี้ยงเด็กจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยตรงนี้ด้วย มิใช่เฉพาะเตียงเท่านั้น ยังมีเก้าอี้นั่งโยก เบาะ ที่นอน ที่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และวิธีการใช้ แต่เตียงเด็กในปัจจุบันไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย มีแต่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานทั่วไป ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่ แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้กำหนดเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่จะต้องทำการทดสอบความปลอดภัยในปี 2555 นี้ เพื่อเข้าไปควบคุมเตียงเด็ก ขณะเดียวกันสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมก็จะพิจารณาผลิตภัณฑ์สำหรับ เด็กทารกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นเด็ก เตียงเด็ก เปลไกว เปลคอก และมีมาตรฐานบังคับ ดังนั้นสถานรับเลี้ยงเล็กควรให้ความสำคัญตรงนี้ด้วย อย่างไรก็ตามทางราชวิทยากุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ร่วมกันจัดทำคู่มือมาตรฐานศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งมีเรื่องความปลอดภัยด้วย

ฝากเตือนไปยังผู้ปกครองทุกท่านว่า อย่าลืมสำรวจ “ที่นอน” ของลูกน้อยเป็นการด่วนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป !!??

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา http://www.dailynews.co.th/article/1490/6413

www.csip.org

 

 

 

ภัยฟาสต์ฟู้ด…คิดทุกคำที่กิน อย่ากินทุกอย่างที่อยาก(กิน)

TueJune2012215716_logo

 

ภัยฟาสต์ฟู้ด…คิดทุกคำที่กิน  อย่ากินทุกอย่างที่อยาก(กิน)

ราวๆ 3ปีที่แล้ว ที่สหรัฐอเมริกา มีกระทาชายชื่อนายมอร์แกน สเปอร์ล็อคยอมเอาชีวิตเข้าแลก
ด้วยการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด(จากร้านชื่อดังระดับโลก)ประเภทแฮมเบอร์เกอร์ขนาดจัมโบ้ทุกวัน
วันละ3 มื้อติดต่อกันเป็นเวลา 30วัน

โดยมีตั้งใจถ่ายทำเป็นสารคดีที่ตั้งชื่อเรื่องไว้ว่าSuper size Me
มีการเดินเรื่องอย่างน่าสนใจ ชวนติดตามและรอลุ้นว่าชะตากรรมของเขาจะเป็นเช่นไรในตอนจบ ?

ซึ่งผลก็คือ…หลังจากการตรวจสุขภาพกับแพทย์ ปรากฏว่าสุขภาพของนาย
มอร์แกนที่เคยแข็งแรงจากที่เคยตรวจครั้งแรก(เมื่อเริ่มถ่ายทำ)
กลับเปลี่ยนไปเป็นความผิดปกตินานาสารพัดโรค !…
โรคอ้วนคุกคาม..ความดันโลหิตที่สูงขึ้น…ไขมันในเลือดสูง…ไต และ ตับมีปัญหา..เซ็กส์เสื่อม…ฯลฯ….

แล้วเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกสู่สายตาประชาชน ก็ปรากฏว่า”แรง”กว่าที่คิดไว้
หนังเล็กๆเรื่องนี้คว้ารางวัลระดับสากลมาแล้วทั่วโลก
และที่สำคัญคือ…  เกิดกระแสต่อต้านฟาสต์ฟู้ด(Junk foods)ที่ขยายตัว(ยิ่งขึ้นกว่าเดิม)
กระทั่งตามมาด้วยรายการฟ้องร้องกันไปมาระหว่างนายมอร์แกน และบ.ฟาสต์ฟู้ดระดับโลก

หากเราจะพูดถึงประเภทของอาหารจานด่วน(Fast food)
ให้หมายถึงเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดยักษ์ที่ประกอบกิจการครอบคลุมไปทั่วโลก
นั่นย่อมหมายถึงสินค้าประเภทกลุ่มไก่ทอด(ระดับอินเตอร์), กลุ่มแฮมเบอร์เกอร์ ,กลุ่มพิซซ่า ,กลุ่มโดนัท ,กลุ่มไอศครีม…
( หรือหากจะรวมถึง กลุ่มบะหมี่สำเร็จรูป,ขนมกรุบกรอบ ก็ไม่น่าจะผิดกติกาอันใด)

ธุรกิจฟาสต์ฟู้ดเจ้าแรกที่ได้ย่างกรายเข้ามาสู่เมืองไทยเมื่อ 43ปีมาแล้วก็คือ วิมปี้(Wimpy)
ที่ขายแฮมเบอร์ในบ้านเราได้แค่  8ปีก็มีอันม้วนเสื่อกลับบ้านเก่าด้วยความผิดหวัง  ต่อมา ปีพ.ศ.2513””
ไก่ทอดเคนตั๊กกี้ก็โฉบเข้ามาเพื่อบุกเบิกตลาดไก่ทอดรสชาติระดับอินเตอร์ด้วยความคึกคัก
แต่แล้ว…หลังจากทหารจีไอ.อเมริกัน(ลูกค้าประจำ)
ต้องถอยทัพเพราะล้มเหลวจากการศึกในเวียดนาม เคนตั๊กกี้ก็ขอถอยทัพไก่ทอด
โบกมือโบกปีกลาไทยแลนด์ด้วยความเจ็บปวด

แต่แล้ว…ในระยะต่อมา ด้วยกลยุทธทางการตลาดที่สุดยอด
และการโหมโฆษณาอย่างสุดเหวี่ยงของทุกบริษัทฟาสต์ฟู้ดระดับยักษ์
โดยเฉพาะการมุ่งไปที่สื่อทีวี.อันเป็นสื่อที่เข้าถึงและจูงใจเด็กๆและวัยรุ่นได้เร็วและแรงที่สุด

ซึ่งในที่สุดกลยุทธนี้ก็ได้ผลอย่างถล่มทลายไปทั่วโลก
ทำให้เด็กรุ่นใหม่ล้วนเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค หันมาหม่ำฟาสต์ฟู้ดกันทั่วหน้า

(  เด็ก 59.1% รู้สึกอยากกินฟาสต์ฟู้ด    เด็ก 40.21% มักจะกินฟาสต์ฟู้ดไปด้วยนั่งดูทีวี.ไปด้วย
จากผลการสำรวจเด็กแถบชานเมืองจำนวน 900 คน  โดยชมรมทันตสาธารณสุขภูธร)

ทั้งๆที่…เป็นที่รับรู้กันทั่วโลกแล้วว่า นี่คือ”อาหารอุตสาหกรรม”
ที่ถูกสกัดกากอาหาร จนแทบไม่มีใยอาหารเหลือหรอ ทั้งสารอาหารก็มีในปริมาณที่ต่ำ
และอุดมไปด้วยแป้งและไขมันที่ล้นเกิน กระทั่งถูกขนามนาม ว่าเป็นอาหารขยะ(Junk food)

วันเวลาที่ผ่านมาๆย่อมพิสูจน์ให้เห็นโดยทั่วกันแล้วว่า อาหารขยะเหล่านี้ทำให้เด็กและเยาวชนของชาติ ต้องเผชิญกับ……… 



1 )โรคอ้วน  พบว่าในไทยเรามีคนที่อยู่ในภาวะโรคอ้วนในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 109.1% !
สถิติจากกองเวชศาสตร์ฟื้นฟู )ซึ่งนับว่าอยู่ในขั้นรุนแรงน่าเป็นห่วง

โดยเฉพาะเด็กไทยที่โดนโรคอ้วนเล่นงานนั้น มีจำนวนใกล้เคียงกับเด็กอเมริกัน
(คือ เกือบ10%ของเด็กทั้งหมด)นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อยเลย

ผลวิจัยพบว่า สาเหตุที่เด็กของเราอ้วนนั้น
เกิดจากการกินอย่างผิดหลักโภชนาการ แถมไม่ยอมออกกำลังกาย-สบายจนเคยตัว-มัวแต่เล่นเกม
และชอบกินอาหารขยะ ส่วนผักสดผลไม้นั้นแทบจะไม่ได้แตะกันเลย

โทษภัยของโรคอ้วนนั้น นอกจากจะทำให้อืดอาดขาดความคล่องตัว
ไม่กระฉับกระเฉงสมวัย แล้ว เด็กอ้วนมักป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ ,มีภูมิต้านทานโรคต่ำ,เป็นหอบหืด
มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยด้วยสารพัดโรคเมื่อเติบใหญ่
เช่นไขมันในเลือดสูง-ข้อเสื่อม-เบาหวาน   และโรคหัวใจ…ฯลฯ… )


2 )  โรคภูมิแพ้ ( แน่นจมูก-เยื่อบุจมูกอักเสบ-ไซนัสอักเสบ-ท้องเสีย-ขี้นผื่น-อาเจียน-หืดหอบ –เป็นลม)
อันเป็นอาการยอดฮิตของเด็กไทยยุคนี้ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่า หนึ่งในเหตุสำคัญนั้น
เกิดเนื่องมาจากสารเคมีที่ใช้ในการผสมอาหารทั้งหลาย เช่น สารแต่งกลิ่น สารแต่งสี สารกันบูด…ฯลฯ…
ซึ่งสารเคมีเหล่านี้…ล้วนมีอยู่อย่างเพียบในJunk foodsทุกชนิด

3) สาเหตุของริดสีดวงทวาร เพราะJunk foodเป็นอาหารที่แทบไม่มี
กากใยอาหารหลงเหลือ จึงทำให้เด็กๆที่บริโภคประจำ มักท้องอืด ท้องเฟ้อ อึแข็ง
ถ่ายก็ยาก อันเป็นสาเหตุของการเกิดริดสีดวงทวาร ลำไส้โป่งพอง กระทั่งเป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่

4)  มีโอกาสป่วยเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากJunk foodเป็นอาหารที่มี
ไขมันสูง มีเกลือโซเดียมที่ล้นเกิน หนำซ้ำยังอุดมไปด้วยไขมันประเภทอิ่มตัว
ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้เกิดคอเลสตอรอลที่สูง  และหากสะสมตัวมากขึ้นๆ
มันจะเกาะติดอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดง  กระทั่งเส้นเลือดหัวใจตีบตัน
มีปัญหาในการสูบเลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจ จนหัวใจขาดเลือก และร่างกายก็จะทรุดลงอย่างรวดเร็ว
แถมเด็กๆยุคนี้”ไม่ยอมออกกำลังกาย-ติดเกม-ติดทีวี”ก็ยิ่งตกอยู่ในภาวะเสี่ยง
(ค.ศ.1992 มีรายงานจากม.อิซิเตอร์ ประเทศอังกฤษ ระบุว่า จากการตรวจเลือดผู้ที่อยู่ในวัย
7–25 ปี ที่ชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์เป็นประจำ มีจำนวนถึง 25% มีไขมันในเลือดสูง

อย่าลืมนะครับ ว่าอาหารก็คือปัจจัยแรกสุดของปัจจัย4 ที่จำเป็นต่อชีวิตของคนเรา
จึงต้องหมั่นถามตนเองเสมอว่า ในแต่ละวัน ทั้งเราและลูกๆของเรานั้น
ได้พิจารณาเรื่องอาหารมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอาหารที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้
เป็นสิ่งที่เสริมสร้างร่างกาย เป็นดังย่รักษาโรคให้สดชื่นแข็งแรงทั้งกายและใจ
.
..หรือเป็นเพียงซากอาหารที่ไร้คุณค่า และปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี
ที่กัดกร่อนและทำลายสุขภาพของลูกๆและของเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน…….

www.csip.org

 

 

เบาะนิรภัย..เพื่อความพ้นภัยของลูกๆ

TueJune20122065_001

 

 

วันพุธที่ 2 พ.ค. 2555
ทางศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาธิบดี (ศพร.)
ได้จัดเสวนาใหญ่ ที่ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในหัวข้อ

“การตายของเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี จากการโดยสารรถยนต์ในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 และ ตลอดปี 2554 และแนวทางป้องกัน”

ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีนี้( 2555 )
ผู้คนที่ต้องตายจากอุบัติเหตุจราจรไม่ได้ลดลงเลย  แถมผู้ที่เสียชีวิตยังเป็นเด็กถึง 10 %
( ตายกว่า 320 ราย เป็นเด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี จำนวน 32 คน)

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ในปีนี้


** เด็กที่ตายส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 60! )กระเด็นออกมาตายนอกรถ

** เด็กที่ตายทั้งหมดไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย และ ไม่ได้ใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก

โดยในที่ประชุมได้มีการเล่าcase study โดยนักวิจัยที่ไปลงพื้นที่ด้วยตนเอง

Case ที่ 1   ด.ญ. นก  ( 7 ขวบ )   คุณแม่ และลุกสาวนั่งหน้ารถ คุณแม่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย…

ในขณะที่คุณเอ  ขับรถกะบะ 4 ประตู  มุ่งตรงเข้าเมืองระยอง เพื่อพาภรรยาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลระยอง
ในขณะนั้นมี ภรรยานั่งอยู่ที่นั่งด้านหน้าซ้าย(เธอไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย)
มีน้องเนกลูกสาวคนเล็กวัย 7ขวบ นอนหนุนตัก และมีลูกสาวคนโตวัย 12 ขวบนั่งอยู่เบาะนั่งหลังรถ

เมื่อรถของคุณเอ วิ่งมาถึงบริเวณสี่แยกตะพง ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง
อันเป็นเวลาเดียวกับคุณแหม่ม ที่ขับรถเก๋ง วิ่งสวนมาจากตัวเมืองระยองเพื่อจะเลี้ยวขวาไปหาดแม่รำพึง

รถทั้งสองต่างวิ่งผ่านไฟเขียว รถกะบะของคุณเอวิ่งพุ่งเข้ามาชนทางด้านซ้ายรถเก๋งของคุณแหม่ม
จากนั้นรถกะบะนั้นก็หมุนคว้าง แล้วก็ไถลไปข้างหน้าราว 5 เมตร และคว่ำลง  ส่วนรถเก๋งตัวถังด้านซ้ายยุบ

คุณเอหมดสติไปชั่วครู่ เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าภรรยาของตน
ร่างทะลุกระจกหน้ารถไปนอนอยู่บนพื้นถนน ลูกสาวคนโตนอนหลับตาอยู่เบาะหลัง
ส่วน ด.ญ.นก(ลูกสาวคนเล็ก)ศีรษะทะลุกระจกข้างซ้ายของรถ และอยู่ในท่าแนบพื้นถนน(รถคว่ำ)
สักครู่เดียวภรรยาคุณเอลุกขึ้นมาได้แล้วตรงเข้ามาอุ้มลูกสาวที่อยู่ในสภาพหมดสติ และยังหายใจเฮือกๆ
ในขณะที่คุณเอขยับเขยื้อนออกจากรถ แล้วเปิดประตูค่อยๆดึงตัวลูกสาวคนโตออกมาจากรถอย่างทุลักทุเล
จากนั้นมีหน่วยกู้ภัยมาช่วยนำคุณเอ๋และครอบครัวไปที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลระยอง
คุณเอ๋ ภรรยาและลูกสาวคนโตบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ทั้งหมดนั่งรออากรของฟ้าใสอยู่ราว 30 นาที
จากนั้นแพทย์ผู้รักษาก็ออกมาแจ้งว่า “นก” ลูกสาวคนเล็ก…เสียชีวิตแล้ว

————————————————————————–

Case ที่ 2  คุณแม่(คาดเข็มขัดนิรภัย) อุ้มลูกน้อย เด็กวัย 8 เดือน นั่งหน้ารถ และกำลังให้นมลูก…

ในขณะที่คุณพ่อ ขับรถเก๋ง โดยมีคุณแม่ นั่งอยู่ด้านหน้ารถ ขณะที่กำลังให้นม(นมแม่)แก่ลูกชายวัย 8 เดือน
เมื่อขับรถมาถึงบริเวณถนนสายหนึ่ง ที่ สี่คิ้ว ปากช่อง จ.นครราชสีมา

บังเอิญพบหลุมใหญ่หลุมหนึ่งอย่างไม่ทันระวังจึงหักพวงมาลัยหลบทันทีรถจึงเสียหลักพลิกข้าง
เป็นเหตุให้ ร่าง และศีรษะของลูกน้อยหลุดลอยจากอ้อมกอดแม่ที่กำลังให้นมอยู่แท้ๆ
ไปกระแทกกับประตูและคอนโซนหน้าภายในรถคันดังกล่าว และเสียชีวิตทันที !
(ในแต่ละปี  * มีเด็กอายุน้อยกว่า 14 ปี ประสบอุบัติเหตุรถโดยสาร รถยนต์ ปิกอัพ
หรือรถตู้ 5,500 รายต่อปี หรือ15 คนต่อวัน

**บาดเจ็บรุนแรงต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,400 คนต่อปี

และ   *** เสียชีวิตรวม 70 คนต่อปี ในจำนวนนี้เป็นปิกอัพ 1,190 ราย รถยนต์ 170 ราย)

เมื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ทำให้คิดถึงเหตุร้ายเมื่อราว 2 ปีก่อน
กรณี อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับพิธีกรขวัญใจแฟนๆ
คุณอี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ และลูกชายตัวน้อยวัย 1 ขวบเศษ

ที่ถนนสายเลี่ยงเมืองสุพรรณบุรี-อู่ทอง เมื่อต้องหักหลบรถมอเตอร์ไซด์ที่กลับรถ
แล้วตัดหน้าอย่างกะทันหัน แถมไม่ให้สัญญาณ และไม่เปิดไฟหน้าอีกด้วย
ทำให้คุณอี้ต้องหักหลบแล้วไปชนท้ายรถ 18ล้อที่อยู่ข้างหน้าโครมใหญ่ ผลก็คือ
คนในรถต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า แต่ผู้ที่เจ็บหนักที่สุดก็คือ
…ลูกชายอันเป็นแก้วตาดวงใจของคุณอี้ นั่นเอง
คุณอี้ได้ฝากเตือนประชาชนทุกคนไม่ให้ประมาทว่า…
”ผมขอฝากเตือนคนที่มีลูกเล็กๆเวลาพาลูกนั่งรถไปไหน
ควรให้ลูกนั่งด้านหลังที่มีเบบี้ชีท (ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก)
เพราะมันช่วยลดอันตรายเวลาเกิดอุบัติเหตุได้ นี่คือประสบการณ์ที่ประมาท
เพราะอยากให้ลูกมานั่งใกล้ๆจึงให้ภรรยาอุ้มไว้”
(นสพ.ข่าวสด 4 ส.ค. 2551)

จะเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อยของคุณ ?
หากว่า….รถยนต์  มีการเบรกอย่างกะทันหัน- มีการหักเลี้ยวอย่างฉับพลัน
หรือ-  มีการชนอย่างรุนแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในทันทีก็คือ …ร่างของเด็กๆจะหลุดลอยจากที่นั่ง

* ไปอัดกับแผงคอนโซนหน้ารถ 

* ไปปะทะกับประตูรถ แล้วลอยละลิ่วออกนอกรถ หรือ   

* พุ่งทะลุกระจกหน้ารถ  แล้วกระเด็นออกไปนอกรถ
ด้วยสรีระอันบอบบางของเด็กๆ จึงอาจทำให้…กระดูกซี่โครง,แขน,ขา แตกหัก
เยื่อหุ้มปอด,เยื่อหุ้มหัวใจ  รวมทั้งอวัยวะภายในต้องชอกช้ำ หรือ ฉีกขาด

โดยเฉพาะศีรษะของเด็กๆ ที่ต้องกระแทกของแข็งอย่างรุนแรง ทำให้ และ
ชั้นมีเลือดคั่งในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความพิการ หรือ เสียชีวิต…

1…   เข็มขัดนิรภัย  และ  ถุงลมนิรภัย  คือนวัตกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตของคนในห้องโดยสาร
แต่มีข้อแม้คือ …ต้องเป็นผู้โดยสารที่มีอายุเกิน 9 ปีขึ้นไป  หรือ  มีความสูงตั้งแต่  140 ซ.ม. ขึ้นไป…เท่านั้น
มิฉะนั้นมันก็อาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กๆอย่างรุนแรงและ  คาดไม่ถึง

2… อย่าให้เด็กเล็กนั่งหน้ารถ แม้คุณจะอุ้มเด็กบนตักหรือกอดเด็กแน่นๆ
แถมคาดเข็มขัดนิรภัยแน่นหนก็ตาม ก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กปลอดภัยเลย เพราะความเป็นจริงก็คือ…
แรงมหาศาลของการปะทะของจากการชน หรือแรงฉุดของการเบรกกระทันหันนั้นมันเกินกำลังที่พ่อแม่จะยึดลูกอยู่
หนำซ้ำน้ำหนักของพ่อแม่ก็มักจะไปอัดทับลูก เพิ่มความเสี่ยงให้แก่ลูกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แรงปะทะแรงเหวี่ยงมันมหาศาลเกินกว่าที่จะช่วยอะไรได้ โอกาสที่ลูกจะหลุดจากมือแล้วพุ่งทะลุกระจกออกไปนอกรถจึงมีสูง

3… เด็กวัยไม่เกิน  9  ขวบ  หรือ  สูงน้อยกว่า  140 ซ.ม.
การให้เด็กคาดเข็มขัดนิรภัยในรถ นอกจากจะไม่ได้ช่วยเรื่องความปลอดภัย มันจะกลายเป็นจุดเสี่ยง

เนื่องจากเด็กยังตัวเล็ก ทำให้สายเข็มขัดแทนที่จะพาดบนหน้าตัก  และ แนบบริเวณเชิงกราน แต่กลับมารัดตรงท้องน้อย
ส่วนเส้นที่ควรพาดที่หน้าอก  และ  ไหล่  ก็กลับมารัดที่ลำคอของเด็ก ดังนั้น  หากรถเบรกอย่างกะทันหัน
หรือ มีการชน เข็มขัดจะทำอันตรายแก่  ไขสันหลัง , อวัยวะภายในช่องท้องของเด็ก
สายเข็มขัดเส้นที่พาดผ่านบริเวณลำคอ ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ท่ออากาศหายใจที่บริเวณคอได้

4……เนื่องจากการพองตัวของถุงลมนิรภัยนั้น มันมีความเร็วถึง 320 กม. / ชั่วโมง
ความรุนแรงมากมายขนาดนี้จึงเป็นอันตรายต่อเด็กๆอย่างยิ่ง เด็กๆ(ไม่เกิน 9 ขวบ)
จึงไม่ควรนั่งหน้ารถ โดยเฉพาะรถที่มีถุงลมนิรภัย

(แล้วอย่าลืมนะครับว่า ถุงลมนิรภัยนั้น เป็นเพียงส่วนเสริมความปลอดภัยเมื่อใช้เข็มขัดนิรภัยเท่านั้น( supplemental restraint system ) มันจึงจะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อคุณ(ผู้ใหญ่ หรือ เด็กโต)ใช้ควบคู่กับการรัดเข็มขัดนิรภัยด้วย  รวมทั้งอาจเกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่งหากไม่ได้รัดเข็มขัด เพราะใบหน้า ศีรษะ และหน้าอกจะปะทะเข้ากับถุงลมนิรภัยอย่างรุนแรงนั่นเอง)

“เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก” ทางเลือกที่ปลอดภัย สำหรับลูกน้อยวัยไม่เกิน  9  ปี  …..
สถิติจาก US Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า

เบาะนิรภัยสำหรับ  วัยทารก ..  .ลดอัตราเสี่ยงตายได้  69  %
เบาะนิรภัยสำหรับ   วัย  1 –  4   ปี   ..ลดอัตราเสี่ยงตายได้  47 %.
เบาะนิรภัยสำหรับวัยที่มากกว่า  5 ปี  ลดอัตราเสี่ยงตายได้   45  %
และ   ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงได้ถึง  50 %

หากลูกของเรามีอายุไม่เกิน  9  ปี  สิ่งที่จะช่วยปกป้องความชีวิตของพวกเขาก็คือ
เบาะนิรภัยสำหรับเด็กในวัยต่างๆ  ซึ่งจะต้องใช้ให้ถูกวัยถูกขนาดด้วยนะครับ…
เท่าที่มีจำหน่ายในท้องตลาด แบ่งเป็น 3 แบบ ซึ่งคุณประโยชน์ของมันก็คือ …

เด็กๆในวัย อนุบาล หรือ วัยเรียน ( 5- 10 ปี )
เบาะนิรภัยที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ เรียกว่าBooster seat  

ซึ่งจะช่วยยกตัวเขาให้สูงขึ้น เพื่อทำให้ใช้เข็มขัดนิรภัยในรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระทั่งวันใดที่เขาโตประมาณ 140 ซม แล้วแล้ว   Booster seat
ก็อาจหมดความจำเป็น เพราะนั่นหมายถึง ลูกสามารถใช้เข็มขัดนิรภัยป้องกันภัยได้เช่นเดียวกับคุณพ่อคุณแม่

ขณะเดียวกัน  เบาะนิรภัยก็อาจกลับกลายเป็นภัยแก่ลูก
จึงต้องป้องกันไว้ก่อนดังนี้ครับ….

1  )  จัดวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง   นั่นคือ วางที่เบาะหลังของรถ
(ขอย้ำอีกครั้งเถอะนะครับว่า เด็กวัยไม่เกิน12 ปี จะต้องนั่งที่เบาะหลังของรถเท่านั้น…)

2 )  สายคาดจะต้องไม่หลวม  หรือ แน่นจนเกินไป
( ทดสอบโดยใช้นิ้วสอดเข้าไประหว่างตัวลูก และ สายคาด  หากเลื่อนนิ้วขึ้นลงได้ แสดงว่ากระชับพอดีแล้ว

3 )  ติดตั้งให้แน่นหนา    เข็มขัดนิรภัยในรถต้องสอดกับที่ล็อก หรือมีตัวล็อกกับเบาะเพื่อเสริมให้มั่นคงมากขึ้น
เพื่อความมั่นใจ ให้ลองขยับเบาะนิรภัยดู ถ้าเลื่อนไปมาได้มากกว่า 1 นิ้ว แสดงว่ายังติดตั้งเบาะนิรภัยหลวมเกินไป
เบาะอาจหลุดได้ ทำให้พลิกคว่ำลงมาเมื่อหยุดรถกะทันหัน

การเหยียบเบรกอย่างแรง
ทำให้เข็มขัดนิรภัยที่คาดตัวทำหน้าที่อย่างเต็มที่
นั่นคือกระตุกรั้งอย่างแรงทันที โดยเฉพาะสายที่คาดตรงท้องน้อย …
ซึ่งหากเป็นเด็กๆนั่นจึงทำจะถึงกับจุกแน่นอยู่พักใหญ่ และปวดท้องในเวลาต่อมา…..

มักเกิดรอยพกช้ำที่บริวณหน้าท้องระดับสะดือ และที่บริเวณข้างคอ
เมื่อกดๆหน้าท้องพบว่าเด็กไม่เกร็งท้อง ทั่วๆไปท้องยังนิ่มอยู่ กดลึกๆ
ไม่มีอาการเจ็บนอกจากกดบนรอยพกช้ำ
กดแล้วปล่อยให้หน้าท้องกระเด้งขึ้นมาก็ไม่มีอาการปวดเช่นกัน
การตรวจดังกล่าวช่วยบอกเราว่ามีอะไรรบกวนเยื่อบุช่องท้องภายในหรือไม่เช่นเลือดตกในช่องท้องเป็นต้น

**  ให้ประคบรอยพกช้ำด้วยผ้าเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็ง สัก 24 ชั่วโมง
จึงเปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นแทน วันแรกต้องสังเกตุอาการหน้าท้องแข็งเกร็ง อาเจียน
หรือจุกแน่น ไว้ด้วย หากมีอาการดังกล่าวต้องพามาพบแพทย์เพราะการบาดเจ็บอวัยวะภายในอาจแสดงอาการออกมาในภายหลังได้

ในหลายต่อหลายประเทศในขณะนี้

ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กในการโดยสารรถยนต์
โดยการใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก เพื่อช่วยสร้างเสริมความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กๆ 

 

www.csip.org

 

 

 

ทำอย่างไรลูกจึงจะปลอดภัย…เมื่อต้อง กลับด้วยรถไฟฟ้า?

TueJune201221439_logo


ทำอย่างไรลูกจึงจะปลอดภัย…เมื่อต้อง กลับด้วยรถไฟฟ้า?
คงต้องยอมรับกันนะครับว่าการมีรถไฟฟ้าทั้งบนดิน-ใต้ดินทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ ผ่อนคลายความเครียดจากรถปัญหารถติด ผิดเวลา แถม สะดวกสบายมากขึ้น (เหลือแค่ว่า เส้นทางอื่นๆควรสร้างเสร็จให้ไวกว่านี้ ควรมีหลายๆเส้นทางมากกว่านี้ ทั้ง กรุงเทพฯ และปริมณฑล )…ว่ากันว่าการใช้รถไฟไฟฟ้านั้นประหยัดทั้งน้ำมัน
และยังขนถ่ายผู้โดยสารได้มากกว่ารถโดยสารอื่นๆหลายเท่าตัว
ส่วนในเรื่องของ “ความปลอดภัย”นั้น กลับยังมีผู้พูดถึงไม่มากนัก
ทั้งที่ในแต่ละปีมีเด็กและผู้ใหญ่ได้รับอันตรายจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไม่น้อยเลยและทั้งที่ หลายครอบครัวได้เลือกให้ลูกๆอาศัยรถไฟฟ้า (ทั้งใต้ดินและบนดิน)
เพื่อการไป-กลับโรงเรียนดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้เวลาก่อนเปิดเรียน หรือในวันหยุดพาลูกฝึกหัดการไปกลับเอง
โดยแนะนำเส้นทางและพาขึ้น รถไฟฟ้า ก่อนที่จะให้ลูกทดลองไป-กลับด้วยตนเองในวันต่อมา
ลูกจะได้ค่อยๆมีความมั่นใจ และมีความเชื่อมั่นในตนเองในที่สุด พร้อมกับให้ลูกเอาใจใส่เรื่องของ “ความปลอดภัยไว้ก่อน” 1…ในบ้านเราแม้จะยังไม่เคยเกิดกรณีนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นถึง 3 ครั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ต้องถึงกับจัดอบรมกันในหัวข้อ
“อันตรายจากประตูรถไฟฟ้างับ-รถเข็นเด็กอ่อน!”

โดยให้ตระหนักว่า หากผู้ใหญ่โดนประตูรถไฟฟ้าหนีบขาหนีบแขน
เซ็นเซอร์ของรถจะทำงานทันทีโดยจะค่อยๆเปิดอ้าออก แต่หากเป็นสิ่งที่เล็กกว่านั้น
เช่น รถเข็นเด็ก หรือเชือกพัน ประตูมันจะหนีบแน่น และซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือ
รถไฟฟ้ามันจะออกตัวตามปกติ นั้นหมายถึงมันจะกระชากรถเข็นเด็กไปด้วย และหากมีลูกน้อยอยู่ในรถเข็นด้วยเล่า…อะไรจะเกิดขึ้น !

ดังนั้นจึงขอเตือนว่าอย่านำรถเข็นเด็กขึ้นรถไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่านะครับ

2…  เมื่อราว 2 ปีก่อนในบ้านเรามีข่าวว่าพนักงานแบงค์(หญิง)วัย 56 ปี
เกิดเป็นลมหน้ามืดและหัวคะมำตกลงไปในรางรถไฟฟ้า โดยร่างของเธออยู่ตรงกลางราง ในขณะที่รถไฟกำลังแล่นมาพอดี !
แต่เดชะบุญ.. เธอรอดตายอย่างปาฏิหารย์ !  เพราะรถไฟฟ้าวิ่งผ่านคร่อมร่างของเธออย่างเฉียวเฉียดที่สุด …
(แต่เนื่องจากเธอตกลงไปกระแทกพื้นคอนกรีต เธอจึงได้รับบาดเจ็บ หูซ้ายฉีก กระดูกเข่าซ้ายแตก)

จากกรณีสุดหวาดเสียวนี้ ทำให้ได้บทเรียนว่า หากลูกๆ
หรือคุณพ่อคุณแม่กำลังป่วยไข้ก็ควรไปพบแพทย์และนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

โดยเฉพาะลูกๆที่ต้องไปโรงเรียนเอง หากมีไข้ไม่สบายก็ควรลาป่วย นอนพักที่บ้านโดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และพาไปพบแพทย์ด้วยนะครับ

3..  พื้นที่สำหรับยืนรอรถไฟฟ้าและรางรถนั้น จะพบว่าคั่นกลางด้วยเส้นเหลืองที่ยาวตลอดทาง
หมั่นให้ลูกสังเกต “เส้นเหลือง”ทุกครั้ง …และให้เตือนลูกว่า การยืนรอรถไฟฟ้านั้น
ให้ยืนห่างจากเส้นเหลือง และอย่าก้าวล้ำเข้าไปโดยเด็ดขาด รวมทั้งระวังการสะดุด – หรือการถูกเบียดจนล้ม

4… เมื่อรถจอดเทียบสถานี ให้เราหลบไปยืนด้านข้างๆ(ด้านซ้ายหรือขวาก็ได้
แต่ต้องไม่ยืนตรงกลางขวางผู้ที่เขาจะเดินออกมาจากรถ)ไม่ยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูรถ
หากว่าเราจะเข้ารถ ก็ต้องให้ผู้โดยสารออกจากรถให้หมดก่อน จึงก้าวเดินเข้าไป
และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเล่นแกล้งกัน วิ่งไล่กัน หรือผลักกันไปมาในบริเวณที่ยืนรอรถไฟฟ้า


5… ในยามที่รถส่งสัญญาณเสียง “ปี๊บๆๆๆ” นั่นหมายถึงประตูไฟฟ้ากำลังจะปิด
แล้ว ถ้าลูกยังไม่เข้ารถ ก็ไม่ต้องวิ่งโกยแน่บ เพื่อจะกระโดดขึ้นรถให้ทัน
เพราะนั่นเสี่ยงต่อการโดนประตูอัตโนมัติหนีบ (หนีบมือ –หนีบตัว-หนีบเสื้อผ้า)
แล้วถูกกระชากลากไปด้วยความเร็วแรง เมื่อรถไฟฟ้าออกตัว…

6…  ถ้าลูกทำกระเป๋านักเรียนหรือทำของอะไรก็ตามตกหล่นไปในรางรถไฟ
ห้ามก้าวเข้าไปเก็บเองอย่างเด็ดขาด  ให้รีบไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ประจำสถานีนั้นๆทันที

7… เมื่อลูกเข้าไปในห้องโดยสารแล้ว ให้ลูกนึกถึงถ้อยคำอมตะของพี่กระเป๋ารถเมล์
ที่ลูกอาจเคยได้ยินจนเจนหูมาแล้วว่า…  “ขึ้นบนแล้วชิดในเลยเพ่…!”

ใช่แล้ว…คำชี้แนะนี้ยิ่งต้องนำมาปฏิบัติเมื่อใช้บริการรถไฟฟ้า
เพราะเรามักจะพบเห็นผู้คนที่ชอบยืนออกันอยู่หน้าประตู หรือ
พื้นที่บริเวณประตู ทำให้เกะกะกีดขวางทั้งผู้ที่จะขึ้น หรือลงรถไฟฟ้า
ทั้งๆที่กลางโบกี้มีที่ว่างอยู่เหลือเฟือ แม้แต่บางครั้งยังมีที่นั่งเหลืออยู่อีกหลายที่ด้วยซ้ำ

8… จะต้องระวังเรื่องการง่วงเหงาหาวนอนด้วย
เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการที่หัวอาจโขกโป๊กเอาคนที่นั่งข้างๆ หรือโขกราวเหล็กข้างๆที่นั่ง
(กรณีนั่งอยู่ริมสุด) ลูกอาจสัปหงกจนหน้าและ ศีรษะทิ้งลงมากระแทกพื้นบนรถไฟฟ้า

นอกจากนั้นลูกก็อาจโงกหลับครอกฟี้จนนั่งเลยสถานีรถไฟฟ้า กระทั่ง ไปไหนต่อไหน จน
หลงทางจนกลับบ้านไม่ถูก หากเกิดกรณีนี้ ให้ลูกรีบโทรศัพท์กลับบ้าน โทรหาคุณพ่อคุณแม่ทันทีครับ
เด็กๆหลายๆคนคงเคยโดยสารรถไฟฟ้ามาแล้วกับคุณพ่อคุณแม่
แต่ครั้งนี้อาจเหมือน “การผจญภัยครั้งแรกในชีวิต”

เพราะต้องไปและกลับด้วยตนเอง โดยเฉพาะนี่คือ
รถสาธารณะเทคโนโลยี่ที่มีความเร็วสูง หนำซ้ำต้องเดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้คนที่มาใช้บริการมากมาย พลุกพล่าน

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ควรไปเป็นเพื่อนในวันแรกๆ และจะได้เรียนรู้จดจำ จนมีความมั่นใจในด้านความปลอดภัยมากขึ้น ๆ กระทั่งมีความเชื่อมั่นในตนเองในที่สุด…..

www.csip.org

โปรดแสดงความเห็น

….

สอนเด็กให้ระวังภัย… “ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์”

WedNovember2012232833_lo

สอนเด็กให้ระวังภัย… “ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์” 
บทความโดย ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

จะมีใครทราบมั้ยครับว่า ถ่านไฟฉายแค่ก้อนเล็กๆ แต่มันได้ ยังนำ “มรณะภัย”มาสู่เด็กอย่างที่คาดไม่ถึง!
ครับ ถ้าไม่เกิดเป็นข่าวขึ้น ก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่า ถ่านไฟฉายก้อนแค่นี้ มันจะมีอานุภาพจนสามาถทำให้ถึงกับระเบิดเปรี้ยง กระทั่งเด็กจอมซนต้นเหตุต้องไส้ทะลักและดับอนาถ !
หนูน้อยวัย 9 ขวบชาวเมืองนครพนม

จู่ๆก็ไปหยิบเอาถ่านไฟฉายก้อนเล็กๆ ขนาด 2 เอ 1.5 โวลต์ 2 ก้อน (ที่ผู้ใหญ่ซื้อมาจากฝั่งประเทศลาว) มาต่อกับสายไฟ โดยใช้สายไฟสีขาว-แดง 1 คู่ ฉีกปลายสายไฟออก นำไปต่อเข้ากับขั้วบวกขั้วลบ แต่แล้วก็เกิดระเบิดดังตูม เจ้าหนูถึงกับไส้ทะลัก มีแผลเป็นสะเก็ดเต็มท้อง ผู้ใหญ็ในบ้านต้องรีบส่งไปที่ร.พ.นครพนม แต่ไม่ทันกาลเพราะเด็กน้อยต้องสิ้นใจตายหลังถึงมือหมอไม่นาน เหตุเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
(นสพ.ข่าวสด 13 เมษายน พ.ศ. 2552)

แม้เหตุร้ายแรงข้างต้นอาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อยแต่ก็ไม่ควรประมาทครับ รวมทั้งสิ่งที่พบได้บ่อยๆก็ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด นั่นก็คือ …
การปล่อยให้เจ้าตัวเล็กที่เห็นอะไรๆก็หยิบเข้าปาก หยิบๆจับๆเจ้าถ่านไฟฉายหมดอายุเน่าๆมีน้ำย้อยเยิ้มออกมา เผลอๆก็จับเข้าปากหมับแล้วดูดเล่นเคี้ยวเล่นอย่างเพลิดเพลิน !!!
ถ่านไฟฉายและแบตเตอรี่เมื่อตกอยู่ในสภาพเก่าเก็บก็มักจะเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ไหลเยิ้มย้อยออกมาซึ่งมีกลิ่นคล้ายสนิมเหล็กนั้น มันก็คือสารเคมีสารพัด ที่ล้วนแล้วมีพิษภัย ไม่ว่าจะเป็นสารแคดเมียมปรอท ตะกั่ว นิกเกิล ลิเธียม และแมงกานีสไดออกไซด์…เป็นต้น สารเคมีที่เสื่อมสภาพเหล่านี้ เพียงแค่ผิวได้สัมผัสก็ถือได้ว่าอันตรายแล้ว
ยิ่งดูดกลืนเข้าไปยิ่งไม่ต้องพูดถึง รับเข้าไปน้อยก็จะสะสม และส่งผลร้ายต่อแทบทุกระบบในร่างกายทั้งระบบประสาท-ทางเดินอาหาร-ระบบหายใจ-เนื้อเยื่อ- เม็ดเลือดแดง 
หากรับเข้าไปมากก็เสี่ยงต่อการถูกกัดกร่อนอวัยวะภายใน แต่ไม่ว่าพิษที่ได้รับจะเป็นแบบเฉียบพลัน หรือ เรื้อรังผลร้ายก็ยังคงเสี่ยงต่อความเจ็บป่วย อย่างน้อยเด็กๆก็เสี่ยงกับการพัฒนาการสมองได้ช้าลง สติปัญญาด้อยลงฯลฯพิการ หรือกระทั่งเสียชีวิต โลกยุคไอทีในบรรดาอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ชนิดพกพาแม้จะมีมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น มือถือ ไอพอต ไอแพต แทบเล๊ต กล้องดิจิตอล Mp 3 แต่ทั้งหลายนี้โดยมากจะต้องใช้แบตเตอรี่ หรือถ่านไฟฉาย
(ถ่านนิกเกิลแคดเมียม ถ่านนิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ ถ่านลิเทียม ถ่านAA และถ่านอัลคาไลน์ซึ่งมีทั้งแบบที่สามารถนำมาประจุไฟใหม่ได้ (Rechargeable) หรือแบบใช้ได้ครั้งเดียวทิ้ง)
แต่ทั้งหมดนี้ในยามที่มันหมดอายุ หรือเสียจนเกินที่จะซ่อม มันก็ล้วนกลายเป็น“ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์” หรือ ขยะประเภทที่มีสารเคมีตกค้าง ซึ่งอันตรายทั้งต่อสุขภาพของสิ่งที่มีชีวิตและ ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
แต่ที่น่าแปลกใจและน่ากังวลก็คือ ในบ้านเรานั้นขาดความชัดเจนและจริงจังในการกำจัดซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งน่าจะมีเข้ามาทุกวันๆ ถังขยะของกทม.ที่หน้าถังระบุไว้ว่าสำหรับทิ้งขยะดังกล่าวโดยเฉพาะ บัดนี้กลับกลายเป็นของหายากมากไปแล้ว ก็เหมือนกับหน่วยงานหรือบริษัท ที่เคยรณรงค์ในเรื่องนี้อย่างคึกคักก็กลับแผ่วปลายและเงียบหาย
ยังเหลืออีกหนทางที่เคยมีผู้แนะนำ นั่นก็คือ

ให้รวบรวมขยะประเภทนี้ใส่ลงถุงดำ แล้วเอาสตริกเกอร์ที่เขียนไว้ว่าขยะพิษ แปะติดที่หน้าถุง เพื่อพนักงานเก็บขยะจะได้ นำถุงขยะพิษไปแยกทิ้งลงช่องรับขยะพิษ(อยู่ที่ท้ายรถเก็บขยะ) เมื่อไปถึงโรงกำจัดขยะ เหล่าขยะพิษก็จะผ่านขั้นตอนบำบัดทางเคมีก่อนก่อนฝังกลบต่อไป
เพื่อปกป้องลูกจากแบตเตอรี่ หรือ ถ่านไฟฉาย คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้การเอาใจใส่ 
และแนะนำเด็กๆ ดังนี้ครับ
1…พวกถ่านไฟฉายและแบตเตอรี่ที่เตรียมทิ้งนั้น นอกจากรวบรวมใส่ถุงดำแล้วก็ควรมัดปากถุงให้แน่น
และเก็บไว้ในที่เด็กนำไปเล่นไม่
ได้
2… ไม่นำไปทิ้งลงแม่น้ำ ลำคลอง ท่อระบายน้ำ หรือในแหล่งน้ำต่างๆ เพราะหากทำเช่นนั้น (ฝังดิน หรือโยนลงแหล่งน้ำ)สารพิษดังกล่าวปนเปื้อนทั้งแหล่งดิน แหล่งน้ำ แล้วก็จะซึมผ่านชั้นดินและแหล่งน้ำส่งผ่านต่อมายังพืช และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ต่อไป

3.. ไม่ทำลายโดยนำไปเผาไฟ เพราะนอกจากทำให้เกิดมลพิษที่คลุ้งไปทั่ว การกระทำเช่นนั้น ละอองไอของสารเคมีจะฟุ้งไปทั่ว ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เกิดพิษภัยแก่ผู้ที่อยู่รอบๆบริเวณดังกล่าว แถมยังอาจเกิดระเบิดตูมตามขึ้นมาได้

เมื่อพูดกันถึงเรื่องของถ่านไฟฉาย หรือ แบตเตอรี่ที่ใช้กับอุปกรณ์อิเลคโทรนิก ก็คงมองข้ามเรื่องของ “แบตระเบิด”มิได้

เพราะเหตุว่ามันปรากฏเป็นข่าว หลายต่อหลายครั้ง และหากทั้งคนขาย คนซื้อและผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่ ยังไม่มีการป้องกันแก้ไข เหตุร้ายดังกล่าว ก้อาจเกิดขึ้นอีกอย่างไม่สิ้นสุด อยู่ที่ว่าใครจะเป็น “เหยื่อ”ในรายต่อไป 

** หนุ่มเมืองกาญจน์ชาร์จแบตมือถือระเบิดโดนใบหน้าสะเก็ดเข้าตาหวิดตาบอด (นสพ.คมชัดลึก)
** โทรศัพท์มือถือ หล่น เอื้อมไปหยิบ …ระเบิดตูม!นิ้วฉีกต้องเย็บ 4 เข็ม (นสพ.คมชัดลึก)
**หนุ่มจีน มือถือระเบิดขณะเชื่อมเหล็กในโร
งงาน แรงระเบิดทำให้ซี่โครงหัก และเสียชีวิต(ข่าวออนไลน์)
** หนุ่มเกาหลีชะตาขาด มือถือตูมคาอกเสื้อ ตาคาที่ทำงาน (ข่าวออนไลน์)

จริงอยู่แบตเตอรี่มือถือทุกวันนี้ แทบทุกยี่ห้อได้เปลี่ยนจากนิกเกิล ไฮดราย มาเป็น“ลิเธียม – ไอออน”

 

ทั้ง นี้แบตเตอรี่ลิเธียม – ไออนถูกประดิษฐ์ขึ้นมาแทนที่นิกเกิล ไฮดราย นั้นมีคุณสมบัติพิเศษ คือ

ซึ่งมีน้ำหนักเบา แถมสะสมพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่น ๆ
แต่การที่แบตเตอรี่ลิเธียม – ไออนมีส่วนผสมของ“โคบอลต์ออกไซด์”

ทำให้เมื่อโดนความร้อนสูงขึ้นถึงระดับหนึ่งจะเกิดปฏิกิริยาเร่งความ ร้อนสูงยิ่งขึ้นไปอีก และมีโอกาสเสี่ยงที่แบตเตอรี่จะบวมไหม้ หรือ อาจระเบิดได้
แต่ นั่นก็ยังขึ้นกับระบบต่างๆ หรืออุปกรณ์ ชิ้นส่วนภายใน ระบบชาร์จไฟของทั้งแบตเตอรี่ และของมือถือนั้นๆด้วยว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยอย่างไร หรือไม่ รวมทั้งขั้นตอนการผลิตที่บกพร่องโดยอาจเริ่มมาตั้งแต่ในโรงงานผลิตกันเลยทีเดียว 
ส่วนการชาร์จไฟก็ควรต้องระวังเช่นกันครับ แม้โทรศัพท์ หรือแบตจะมีตัวสั่งให้หยุดชาร์จอัตโนมัติ แต่เพื่อความปลอดภัยจึงไม่ควรชาร์จนานเกิน 24 ชั่วโมง (อย่าลืมอ่าน ข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ระบุไว้ในตามคู่มือนั้นๆด้วยนะครับ)

เลือกแบตเตอรี่ และถ่านไฟฉายอย่างไรให้ปลอดภัย ?

 
พบว่า แบตเตอรี่มือถือ(รวมทั้งถ่านไฟฉาย)ที่เกิดระเบิดขึ้นมานั้น มักไม่มีเครื่องหมาย มอก.
นั่นหมายถึงมันเป็น แบตเตอรี่เถื่อน หรือแบตเตอรี่ปลอม

แบตเตอรี่ที่ได้มาซึ่งเครืองหมาย มอก.( มอก 2217-2548) ถือว่ามั่นใจได้ เพราะมอก.บ้านเรายุคนี้มีมาตรฐานเทียบเท่ามาตรฐาน IEC ของยุโรป
ดังนั้นทุกครั้งที่หาซื้อถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่ ถ่านชาร์จ ให้เลือกที่มีเครื่องหมาย มอก. 2217-2548 เอาไว้ ที่มักเป็นฉลากสตริกเกอร์แปะติดไว้บนกล่อง หรือตัวสินค้านั้นๆ
เวลาซื้อสินค้า อย่าเลือกร้านที่ดูไม่น่าไว้ใจ เช่น ตามแผงลอย หรือแม้แต่ร้านค้าที่ขายใน ราคาถูกว่าปกติมาก นั่นย่อมเสี่ยงที่จะเจอ “ของปลอม” และหากหลงไปซื้อของปลอมมาใช้เข้า ก็มักสังเกตได้ว่า แม้ชาร์จแบตจนเต็มปรี่แล้ว แต่เวลาในการใช้งานกลับสั้นกว่าปกติมาก

www.csip.org

 

 

…..