สถาบันเด็กฯ ม.มหิดล รีวิวค่ายเล่นรอบเมือง จ.นครปฐม เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็ก

จบเสร็จสิ้นไปแล้วสำหรับกิจกรรม “ค่ายเล่นรอบเมือง สร้างพลังการเรียนรู้”  ตอน ผจญภัยนครปฐม เมืองมหัศจรรย์ (8 – 11 ตุลาคม 2562) ณ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายาที่ร่วมกับ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 

รศ. นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันฯ อธิบายว่า ที่มาของโครงการนี้ เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตของเด็กชั้นเด็กเล็กในช่วงประถมศึกษา เด็กๆ จะได้เล่นและเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่บ้าน แหล่งชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ เนื่องจากปัญหาในทุกวันนี้ คือเด็กเล่นน้อยเกินไป หรือเล่นแย่ลง คุณภาพการเล่นก็ด้อยลง ส่งผลต่อพัฒนาการสมองและร่างกายที่พร่องลงไป ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาแทรกแซงความสนใจเด็กจากโลกจริง สู่โลกจอ ยิ่งทำให้เด็กนั่งนิ่ง ไม่ขยับร่างกาย เป็นพฤติกรรมส่งผลต่อภาวะโรคอ้วนในเด็ก สมาธิสั้น ออทิสติกเทียม และมีปัญหาต่อพัฒนาการทางภาษา และความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งกิจกรรมค่ายนี้ มุ่งแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น

อ่านเพิ่มเติม

พ่อแม่ระวัง! อย่าให้ใคร “หอมแก้ม” ลูกพร่ำเพรื่อ ( 08 ต.ค.2562 )

พ่อแม่ระวัง! อย่าให้ใคร “หอมแก้ม” ลูกพร่ำเพรื่อ

จากกรณีที่คุณแม่อุ้ม ลักขณานักแสดงสาวได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่เด็กเล็กจะติดเชื้อได้ง่ายจากการสัมผัสด้วยความเอ็นดูของผู้ใหญ่ เพราะเราไม่รู้ว่ามือของเราไปสัมผัสกับอะไรบ้างก่อนที่จะมาจับเด็ก นี่เป็นเรื่องที่สร้างการรับรู้ให้กับคนในสังคมตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

อ่านเพิ่มเติม

“สนามเด็กเล่นได้เล่นดี” ปลอดภัยไว้ก่อน..สำคัญ

สนามเด็กเล่นปลอดภัย ถือเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และการออกกำลังกาย อีกทั้งช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ของเด็กให้แข็งแรง ทว่าปัจจุบันนั้น สนามเด็กเล่นถือว่าเป็นสถานที่สุดอันตราย เนื่องจากมีเด็กบาดเจ็บเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าสูงถึงปีละ 3 หมื่นราย ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็ก แต่ยังกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความใส่ใจในการติดตั้งสนามเด็กเล่นปลอดภัย   

อ่านเพิ่มเติม

เด็กขาดพื้นที่เล่นปลอดภัย ปิดเทอม!! ช่วงเวลาที่มีเด็กตายจากอุบัติเหตุสูงสุดของปี

เด็กขาดพื้นที่เล่นปลอดภัย ปิดเทอม!! ช่วงเวลาที่มีเด็กตายจากอุบัติเหตุสูงสุดของปี

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. รศ นพ อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดลและ ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก  คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี  กล่าวว่า

” ปิดเทอมเป็นเวลาว่างเว้นจากการเรียนของเด็กๆ พ่อแม่ไม่ควรกำหนดให้ลูกต้องเรียนพิเศษอย่างเคร่งเครียดเพิ่มเติมมากเกินไปควรสนับสนุนให้เด็กๆได้พักผ่อน ออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานที่แฝงด้วยความรู้รอบตัวต่างๆ อย่างไรก็ตามต้องพึงสังวรถึงอันตรายต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ในช่วงสามเดือนอันตรายความสนุกจะได้ไม่กลับกลายเป็นความเศร้าของเพื่อนๆนักเรียนที่ได้ยินข่าวร้ายในวันเปิดเทอม”

อ่านเพิ่มเติม

วันเด็กแห่งชาติ เด็กไทยกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน ( 12 ม.ค.2562 )

วันเด็กแห่งชาติ เด็กไทยกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน

ขณะนี้ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องการให้ประเทศเราก้าวข้ามผ่านความเป็นประเทศรายได้ระดับกลางสู่ประเทศรายได้สูง เฉกเช่นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ทิศทางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังใช้วิธีการเดิมๆของการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน บริษัทธุรกิจ โรงงาน องค์กรหน่วยงานต่างเติบโตแข่งขันหากำไร แย่งชิงความเป็นหนึ่ง แต่สถาบันครอบครัวกลับอ่อนแอลง วัฒนธรรมไทยวิถีชีวิตแบบไทยเสื่อมหาย สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย

อ่านเพิ่มเติม

แถลงข่าวความคิดเห็น”มวยเด็ก” ของหน่วยงานต่างๆในต่างประเทศ ( 03 ธ.ค.2561 )

แถลงข่าวความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆในต่างประเทศในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ต่อปัญหา talk of the town เรื่องนักมวยไทยเด็กอายุเพียง 13 ปีที่เริ่มชกมาตั้งแต่ 8 ปี ชกเฉลี่ยทุก 10 วันมา 5 ปี ท้ายสุดเสียชีวิตจากการถูกชกนอกเอ๊าท์ กับ การแก้ไขพ.ร.บ. กฎหมายนักมวยเด็ก

วันนี้ 3 ธันวาคม 2561 ณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้แถลงข่าวความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆในต่างประเทศในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาต่อปัญหา talk of the town เรื่องนักมวยไทยเด็กอายุเพียง 13 ปีที่เริ่มชกมาตั้งแต่ 8 ปี ชกเฉลี่ยทุก 10 วันมา 5 ปี ท้ายสุดเสียชีวิตจากการถูกชกนอกเอ๊าท์ กับ การแก้ไขพ.ร.บ.กฎหมายนักมวยเด็ก

อ่านเพิ่มเติม

เด็กไทยเสี่ยงภัยจากออนไลน์อยู่หน้าจอ 35 ชม.ต่อสัปดาห์

เด็กไทยเสี่ยงภัยจากออนไลน์อยู่หน้าจอ 35 ชม.ต่อสัปดาห์ : คอลัมน์… เจาะประเด็นร้อน โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร

“พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนไทยอายุระหว่าง 8-12 ปี จำนวน 1,300 คนทั่วประเทศ ผ่านการสำรวจออนไลน์ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า พบว่าเด็กไทยมีโอกาสเสี่ยงภัยจากออนไลน์ถึง 60% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 56% และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านพบว่าฟิลิปปินส์ 73% อินโดนีเซีย 71% เวียดนาม 68% สิงคโปร์ 54% และพบว่าเด็กไทยอยู่หน้าจอ 35 ชม.ต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 5 ชม. สูงกว่าเฉลี่ยโลกถึง 3 ชม.”

อ่านเพิ่มเติม

ช่วยให้ลูกเลิกติดทีวี!!!!

6954221634_d07e29eac7_o

…..ช่วยให้ลูกเลิกติดทีวี…

บทความโดย   ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

จวน 8 ปี แล้วนะครับ ที่บ้านเรามีการแจ้งเรต (rate)  ก่อนเข้ารายการทีวี (เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ธ.ค.  2549 ) คงน่าสนใจไม่น้อยหากมีใครจะทำวิจัยกันว่า ได้ผลหรือไม่อย่างไร

แต่สิ่งที่ทุกคนรู้ๆกันอยู่ก็คือ ผู้ใหญ่หลายๆท่านยังคงปล่อยให้เด็กๆนั่งหน้าสลอน ดูทั้งรายการ น 13 บวก (เหมาะกับเด็ก 13ปีขึ้นไป)  น 18 บวก (เหมาะกับเด็ก 18ปีขึ้นไป)  หรือแม้แต่ รายการ ฉ (เฉพาะผู้ใหญ่ดู ไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน)

ซึ่งก็คงต้องทำการประชาสัมพันธ์กันให้หนักหน่วงกว่านี้ละครับ เพื่อให้ผู้ใหญ่ และจริงจังกับ        เรต”เตือนภัย” ที่ทางการอุตส่าห์ทำกันออกมาด้วยความเป็นห่วงใยเด็กๆ

อ่านเพิ่มเติม

เลี่ยง“ภัย” เมื่อพาลูกไปเที่ยว…งานบุญ

FriSeptember201104739_logo2

เลี่ยง“ภัย”
เมื่อพาลูกไปเที่ยว…งานบุญ 

บทความโดย  ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

ใครที่เคยบอกว่ายุคนี้ไม่มีแล้วที่พ่อแม่จะจูงลูกเข้าวัด ผมขอเถียงคอเป็นเอ็น…
ซึ่งจริงๆแล้วหลายท่านก็คงเห็นเช่นเดียวกับผม นั่นคือ ในวันหยุด หรือ เสาร์ อาทิตย์
กระทั่งวันทางศาสนพิธี จะมีคุณพ่อคุณแม่มากมายที่จูงลูกๆไปเข้าวัดทำบุญทำกุศล
นัยว่าเพื่อไหว้พระขอพรเพื่อให้ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข
ทั้งยังเพื่อให้เด็กๆได้สัมผัสกับบรรยากาศอันสงบร่มรื่นวัดวาอาราม
หรือแม้แต่ได้สุขสันต์หรรษากับกิจกรรมสนุกสนานที่จัดขึ้นภายในบริเวณวัด
…ซึ่งในหลายเทศกาล ภายในวัดก็คึกคักไปด้วยงานขายสินค้า-ขายอาหารต่างๆ,
มีชิงช้าสวรรค์, ปาเป้า, สาวน้อยตกน้ำ, มีวงดนตรีลูกทุ่ง, หมอลำเพลิน
หรือคอนเสริ์ตนักร้อง…แถมด้วยสิ่งที่ได้กลายเป็นธรรมเนียมของแทบทุกงานในยุคนี้
นั่นก็คือ  การจุดพลุ จุดไฟพะเนียง หรือ จุดประทัดกันอย่างเอิกเกริก
เท่าที่บรรยายก็คงเห็นภาพแล้วนะครับว่า ท่ามกลางงานบุญนั้น ก็มีความเสี่ยงภัยอยู่
โดยเฉพาะอาจเกิดขึ้นกับลูกๆหลานๆตัวน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

1…  การนำพวกพลุ ตะไลเพลิง หรือประทัด(บางทีเรียกประทัดยักษ์)ไปจุดเล่น
ตามสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านนั้นช่างไม่สมควรและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในวัดซึ่งมีทั้งพระสงฆ์องคเจ้า ทั้งนักปฏิบัติธรรม คนชราและเด็กๆ
หลายท่านอาจจำได้ว่าราว 2ปีก่อน ทางจังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งมีผู้คนได้รับบาดเจ็บจากวัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นจำนวนมากในทุกปี
แถมยังมักนิยมเล่นกันในวัด หลายที่ก็ใช้วัดเป็นสถานที่จัดงานแข่งกันจุดดอกไม้ไฟ
เช่น   ข่าวจากเนชั่น   จ.เชียงใหม่ .. เด็กชาย  ถูกประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือจนนิ้วขาด
มีแผลที่มือซ้าย นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ถูกแรงระเบิดของประทัดยักษ์จนขาด
เจ้าหนูเก็บประทัดยักษ์ที่ตกลงมาจากโคมลอยที่มีการปล่อยบริเวณวัดสันอุ้ม เชียงใหม่
แล้วเอามานำมาจุดเล่นและเกิดระเบิดใส่มืออย่างรุนแรง

หลายท่านอาจจำได้ว่าราว 2ปีก่อน ทางโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่
ได้ออกภาพโปสเตอร์ 4 สี ขนาด17.5นิ้ว คูณ24 นิ้ว  เป็นภาพมือคนในสภาพเละเทะทั้ง 2  ข้าง
อันเป็นผลจากการเล่นประทัดยักษ์    โปสเตอร์สุดสยองนี้ได้ถูกแจกจ่ายไปตามวัดต่างๆในเชียงใหม่
เพื่อให้ช่วยกันติดไว้ที่บอร์ดประจำวัด  ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเตือนใจได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นบั้งไฟ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ-พลุ หรือแม้แต่เม็ดมะยม เหล่านี้มันคือวัตถุอันตราย
ที่ทำให้เด็กๆหลายคนโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ตาและรอบๆ  ดวงตา  เยื่อตา  และตาดำ
ทำให้ตาบอดก็มีไม่น้อย(ตาดำไหม้  ขุ่นมัว  อาจทำให้เลือดออกช่องหน้าม่านตา  ทำให้ตาบอดถาวรได้ )
แรงระเบิดของมันทำร้ายมือและข้อมือ หลายคนถึงกับกระดูกนิ้วมือแตกละเอียด  หลายรายแพทย์ต้องตัดนิ้วหรือตัดมือทิ้ง
หนทางเดียวก็คือ…ห้ามให้ลูกๆเล่นอย่างเด็ดขาด เพราะมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จัดว่าเป็นวัตถุระเบิดทั้งสิ้น
นอกจากห้ามให้ลูกๆเล่นอย่างเด็ดขาดแล้ว ยังต้องไม่ไปเล่นรวมกลุ่ม หรือไม่แม้แต่เข้าไปอยู่ใกล้คนที่เล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟฯลฯ ด้วยครับ

2…เมื่อพูดถึงประทัด-ดอกไม้ไฟ ก็อดพูดถึงบั้งไฟมิได้ ซึ่งได้กลายเป็นของเล่นยอดฮิตในแทบทุกงาน
ทั้งที่แต่ก่อน เจ้าจรวดบั้งไฟจะจุดกันเฉพาะในงานบุญบั้งไฟ จุดกันเฉพาะในงานบุญบั้งไฟ
(ราวเดือน 5 เดือน7) ในภาคอีสานบ้านเรา

แต่ก่อนนั้น เขาจะเลือกไม้ไผ่ลำโตๆมาทำเป็นบั้งไฟ โดยทะลวงปล้องให้ถึงกัน แล้วอัด ดินปืนให้แน่นด้วยการตำ
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใช้ลำไผ่กันแล้ว แต่มาใช้พวกท่อเหล็ก, ท่อประปา แล้วก็ท่อพีวีซี
ซึ่งกลับรุนแรงอันตรายยิ่งกว่าเดิม แถมนิยมยิงจรวดบั้งไฟกันทีละเป็นจำนวนมากๆ พุ่งไปได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร
จึงสร้างความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินมากมาย  จากงานสนุกสนานก็จึงกลายเป็นความเศร้าสลด
(หากพบเห็นเหตุสาธารณภัย แจ้งเหตุได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ
โทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ชีพนเรนทร  หมายเลข  1669  ฟรีทุกระบบ  ได้ตลอด  24  ชั่วโมง)

3 …  จุดธูป  1 ดอกมีพิษเท่ากับ บุหรี่ 1 มวน !
เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองได้มี ได้มีงานวิจัยที่น่าตกตะลึง ที่มีการระบุว่า

“ธูปที่จุด 1 ดอก มีสารก่อมะเร็งไม่ต่างจากบุหรี่ 1 มวน หากจุดแค่ 3 ดอก
ในบ้านก่อมลพิษเท่าสี่แยกไฟแดงที่มีการจราจรคับคั่ง! “
โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)  ศูนย์สื่อสาร วิทยาศาสตร์ไทย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   ออกโรงชูประเด็น “สารก่อมะเร็ง : ภัยเงียบที่มา กับควันธูป”

อันเป็นผลงานวิจัยของ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าไอซียู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และ
ดร.พนิดา นวสัมฤทธิ์ นักวิจัยห้องปฏิบัติการพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

โดยท่านทั้งสองพร้อมทีมนักวิจัย  ทำการประเมินคน 40คนซึ่งทำงานในวัดว่า
สุขภาพของพวกเขาจะได้ผลกระทบ จากการสูดดมควันธูปเป็นประจำ

ทีมของคุณหมอ ได้ปักหลักภายในวัดขนาดใหญ่ 3 แห่งซึ่งมีการจุดธูปในปริมาณมาก
จากนั้นก็ทำการตรวจหาปริมาณสารก่อมะเร็งในอากาศ
…และแล้วก็ได้พบสารก่อมะเร็งในควันธูป ถึง 3 ชนิด คือ
เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน หนำซ้ำมันยังมีความเข้มข้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก

นอกจากสารก่อมะเร็ง  ยังหนาแน่นไปด้วยฝุ่นละออง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และ ก๊าซเรือนกระจก(มีเทน)
อันเป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน

ดังนั้นยามที่พาลูกเข้าวัด ก็คงได้คำตอบแล้วนะครับว่า …
พาห่างๆจากควันธูปน่าจะปลอดภัยมากกว่า
และคุณหมอและทีมงานได้เรียกร้องว่า  “ภาครัฐควรมีการรณรงค์เรื่องนี้ เช่น
การรณรงค์ดับธูปก่อนปักลงกระถางเพื่อลดควัน
และในอนาคตภาคอุตสาหกรรมควรมีการผลิตธูปที่เมื่อจุดแล้วดับได้อย่างรวดเร็ว”
(ธูปไฟฟ้าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะครับ…)

4…. เที่ยววัด ระวังลูกจมน้ำ  !

เวลา 11.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม 53  พ.ต.ท.สำราญ  สุขโต  พนักงานสอบสวน สภ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา
ได้รับแจ้งจากพระสงฆ์วัดปากคลองและชาวบ้าน จาก ต.หัวไผ่ อ.มหาราช ว่า มีเด็กจมน้ำตายในแม่น้ำลพบุรีบริเวณหน้าวัดปากคลอง

13 กุมภาพันธ์ 2553 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตจำนวน 2 ราย บริเวณริมคลองสำโรง
ตรงข้ามวัดมงคลนิมิตร ม.1 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ
นี่เป็นเพียง 2 กรณี จากหลายต่อหลายกรณีที่เด็กต้องมาจมน้ำตายในบริเวณวัด
เพราะวัดบ้านเรานั้น มักจะอยู่ใกล้แหล่ง  โดยเฉพาะที่มี กระแสน้ำไหลแรงเชี่ยวกรากและไหลวน  และมีระดับน้ำที่ลึก

ดังนั้นหากบริเวณวัดที่พาลูกไปเที่ยวใกล้แหล่งน้ำ เราจะต้องดูแลลูกให้มาก
อย่าให้คลาดสายตาได้ เพราะแม้แต่เด็กๆที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น
ยังมีที่จมน้ำจนเสียชีวิต เราที่มาจากต่างถิ่นจึงต้องระมัดระวังให้มากครับ

ก็คงสรุปง่ายๆสั้นๆ ว่า   คุณพ่อคุณแม่หากจะพาลูกไปเที่ยวหรือ ไปธุระที่ใดก็ตาม
ก็ไม่ควรให้คลาดสายตาเป็นอันขาด  เพราะไม่มีสถานที่ใดทั้งสิ้นที่จะมาการันตีได้ว่า ลูกๆของเราจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์……..

www.csip.org

 

 

 

สนามเด็กเล่น….หรือ “จุดเสี่ยง” !!!

 

FriDecember201182316_lo (1)

สนามเด็กเล่น….หรือ   “จุดเสี่ยง” !!!ในฐานะที่ทำงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กหลายครั้งก็นึก
น้อยใจแทนเด็กไทย โดยเฉพาะเด็กๆในเมืองหลวง ที่วันๆแทบจะไม่ได้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย
เหตุเพราะทั้งเวลา(การบ้านเยอะ,จราจรติดขัด)และสถานที่ไม่เอื้ออำนวย(ขาดแคลนสวนสาธารณะ,ไม่มีสโมสรกีฬาใกล้บ้าน)ยิ่งเด็กในวัยเจริญเติบโตที่ต้องอาศัยสนามเด็กเล่นละแวกบ้าน ที่ทั้งเก่าซอมซ่อ
ทั้งไม่มีความปลอดภัยสารพัด แทนที่จะได้ความสนุกสนานและสุขภาพแข็งแรง
ก็กลับกลายเป็น “จุดเสี่ยง” ที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง!

ดังเช่นน้องกิฟต์( 4 ขวบ)ที่เป็นเจ้าประจำของสนามเด็กเล่นในชุมชนใต้ทางด่วน-กลางเมือง
ซึ่งผู้คนละแวกนั้นต่างก็รู้ว่า นี่คือผลงานของนักการเมืองในอดีต ที่นำมาจัดวางก่อนการเลือกตั้ง
แต่หลังจากนั้นผ่านมาตลอด 10 ปี ก็ไม่เคยมีการซ่อมแซม บำรุงรักษา
แม้แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่มีใครมาแสดงความเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ

เหมือนไม่ดูดำดูดีเด็กๆในย่านผู้คนผู้ปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำ
เด็กๆจึงเข้ามาเล่นในสนามอันตรายอย่างไร้ทางเลือกใดๆ กระทั่งหลายๆคนได้รับบาดเจ็บ
… แล้วก็มาถึงคิวของน้องกิฟต์เข้าจนได้ !

นั่นก็คือ…เจ้ากระดานลื่นแสนซอมซ่อ
ที่วันนั้นมันได้ปรากฏร่องรอยอันตรายขึ้น
โดยปุ่มปูดปมซึ่งมีอยู่แล้วบนแผ่นสังกะสี ที่ปูลาดบนทางลื่นลงได้เกิดแตกปริ
เป็นร่องอันแหลมคม …และแล้วน้องกิฟต์ก็กลายเป็นเหยื่อที่ขาน้อยๆโดนบาดเป็นรอยแผลยาวราวๆ 2 นิ้ว มีเลือดซึม……

—————–  การปฐมพยาบาล   —————–

จริงๆแล้ว…การที่เด็กๆได้เล่นในสนามเด็กเล่น ได้เล่นเครื่องเล่นต่างๆในสนาม
ไม่ว่าจะเป็นชิงช้า,กระดานหก,กระดานลื่น,ราวโหน,ม้าหมุน ฯลฯ…ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็น
และ มีประโยชน์แก่เด็กๆอย่างมาก  เช่น  ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง
จิตใจสดชื่นรื่นเริง แถมยังช่วยในการเรียนรู้,การแก้ปัญหา,พัฒนาทักษะในการเคลื่อนไหว
(วิ่ง,กระโดด,ปีนป่าย,ห้อยโหน) แต่ทั้งหมดนี้จะต้องตั้งมั่นอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัย
เพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุร้ายแก่เด็กๆซ้ำแล้ว…ซ้ำอีก…

จากการศึกษาของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า …ในแต่ละปีมีเด็กๆของเราได้รับบาดเจ็บจากเครื่องเล่นในสนามถึงปีละ  34,075 ราย !
โดยตัวเลขดังกล่าว รวมถึงเด็กที่บาดเจ็บสาหัส และ …เสียชีวิต

จากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์     …..
ชิงช้าโซ่ขาด เด็กประถม 6 ฟาดพื้น…เสียชีวิต  ( นครสวรรค์)
คานชิงช้าทับหัวเด็ก 8 ขวบ …เสียชีวิต  ( สุพรรณ)
ลูกโลกหมุน ล้มทับเด็ก … เสียชีวิต  ( กทม. )……..ฯลฯ

…เมื่อพูดถึงมาตรฐานความปลอดภัย “หัวใจ”สำคัญ
แห่งความปลอดภัยของเครื่องเล่นทั้งหลาย  จะต้องมีการจับยึดที่มีเสถียรภาพ

โดยเริ่มจากการติดตั้ง ที่ต้องมีการฝังฐานรากติดตรึงอย่างมั่นคงแข็งแรง
ไม่โยกคลอน พื้นที่บริเวณนั้นต้องไม่แตกร้าวหรือทรุดตัว และที่สำคัญคือ…
อันตรายจากสนามเด็กเล่นนั้น  กว่า 70%
เกิดจากการพลัดตกหกล้ม ที่นำมาซึ่งการบาดเจ็บและเสียชีวิต(เพราะหัวกระแทกพื้น)

ดังนั้น  เครื่องเล่นที่ติดตั้งอย่างมั่นคง ก็จะต้องอยู่บนพื้นสนามที่ปลอดภัยด้วยนะครับ
นั่นหมายถึงพื้นสนามจะต้องมีความหนานุ่มอย่างน้อย 9 นิ้ว และมันควรเป็นพื้นทราย
,พื้นขี้เลื่อย หรือเป็นยางสังเคราะห์ ไม่ใช่เป็นพื้นแข็งๆ อย่างพื้นซีเมนส์,ยางมะตอย,
ทรายอัดแข็ง,พื้นหญ้า หรือที่พบเห็นอยู่ไม่น้อย ก็คือ
พื้นที่เกลื่อนไปด้วยก้อนกรวดก้อนหิน,เศษอิฐ เศษปูน(เผลอๆก็มีเศษแก้ว เศษตะปูด้วย)

การจับยึดที่มั่งคงแข็งแรงนั้น
ยังรวมถึงสภาพของเครื่องเล่นแต่ละชิ้น ที่จะต้องไม่โยกเยกคลอนแคลน
หรือสนิมเขรอะกระทั่งแม้แต่น้อตแต่ละตัวก็หมดสภาพ
จุดเชื่อมต่อต่างๆก็ดูหมิ่นเหม่ เหมือนจะหลุดจะร้าวได้ทุกเมื่อ

นอกจากการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัย(ในเบื้องต้น)แล้ว
สิ่งสำคัญยิ่งที่หลายๆท่านอาจลืมนึกถึง นั่นก็คือผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่
ญาติผู้ใหญ่ หรือพี่เลี้ยงก็ตาม ก็จะต้องปฏิบัติภารกิจเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ
ดังต่อไปนี้ครับ …

1  )  อันตรายที่เกิดจากกระดานลื่น ที่พบบ่อยก็คือ
เจ้าหนูน้อยทั้งหลายมักจะลงรางลื่นด้วยสารพันท่าพิสดาร คือ
แทนที่จะนั่งแล้วปล่อยให้ไหลลงไปตามปกติ กลับใช้หัวเข่าไถลงไป,
นอนหงายลงไป,เดินขึ้นเดินลงตรงรางลื่นและที่อันตรายสุดก็คือ
นอนคว่ำเอาหัวลง…ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ดูแลจะห้าม และต้องตักเตือนหากเด็กทำเช่นนั้น
กระดานลื่นที่ปลอดภัยจะต้องมีราวจับทั้ง 2 ข้าง  และราวจับก็ต้องทอดยาวตลอด
ตั้งแต่บันไดขั้นแรกกระทั่งถึงพื้นยกระดับ ส่วนราวจับก็ต้องมีขนาดที่เด็กจะกำได้โดยรอบ
ตรงพื้นที่ยืนรอก่อนจะลงรางลื่น ก็ต้องมีผนังกันตกทั้งสองข้าง
รางลื่น จะต้องโค้งมน แต่มีพื้นผิวที่ราบเรียบตลอดแนว และก่อนจะให้เด็กๆเล่น
ผู้ใหญ่ก็ควรดูและใช้มือสัมผัสว่ามีรอยปูดปม มีรอยแหลมๆคมๆใดหรือไม่

นอกจากนั้นการสัมผัสยังทำให้รู้ว่า พื้นผิวของรางลื่นในขณะนั้นมีความร้อนสูง
หรือไม่? เพราะการอยู่กลางแดดจัดนานๆ ทำให้เกิดความร้อนสะสมบนผิวของรางลื่น
(ที่โดยมากมักทำด้วยสังกะสี หรือโลหะอื่นๆ) ขืนปล่อยให้เนื้ออ่อนๆของเด็กๆ
ถูไถลลงมากับแผ่นโละร้อนจัด มีหวังได้รอยแผลไหม้แน่ๆ

สอนลูกว่า …  เพื่อความปลอดภัย การลงจากกระดานลื่น จะต้องอยู่ในท่านั่ง
และเอาฝ่าเท้าลงก่อนเสมอ เมื่อลงถึงพื้นแล้วก็ให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากกระดานลื่นทันที
เพราะหากมีคนอื่นกำลังลงตามมาจะได้ไม่ชนกัน

2   )  ชิงช้า  …ควรทำด้วยผ้า,ยาง หรือวัสดุที่อ่อนนุ่ม มีขอบมนและมีผิวเรียบ
ซึ่งย่อมปลอดภัยว่าชิงช้าที่ทำด้วยโละ,ไม้ ที่เสี่ยงต่อการโดนกระแทกหากเกิดพลัดตก

ชิงช้าที่จัดวางใกล้กันเกินไป หรือใกล้กับเสาคานด้านข้างมักเกี่ยว,ชนกัน หรือ
กระแทกเสาคานข้าง ได้ ตามมาตรฐานระยะห่างของที่นั่งชิงช้ากับโครงด้านข้าง
จะต้องไม่น้อยกว่า 75 ซม. และรายะห่างระหว่างที่นั่งต้องไม่น้อยกว่า 60 ซ.ม.

สอนลูกว่า … การนั่งชิงช้านั้น ควรนั่งตรงกลางของที่นั่งเท่านั้น
และห้ามขึ้นไปยืนหรือคุกเข่าบนที่นั่งโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บ

สอนลูกว่า … เพราะว่าหนูยังเด็ก ยังตัวเล็กนัก จึงไม่ต้องไกวชิงช้าให้คนอื่นนั่ง
แล้วก็ไม่ให้คนอื่นมาไกวชิงช้าให้เรา และถ้าใครมาไกวชิงช้าให้เราเราก็ต้องห้ามปรามทันที
เพราะเด็กๆมักจะออกแรงไกวอย่างสุดๆ โดยไม่ได้คิดถึงอันตรายกันเลย

ถ้าลูกอายุยังไม่ถึง 5 ขวบ หากลูก อยากนั่งชิงช้า เราก็ควรประคองตัวประคองหลังเขาไว้ให้ดี
เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังทรงตัวได้ไม่ค่อยเก่งครับ หากไม่ระมัดระวังก็อาจเกิดอันตรายได้ครับ
3 ) เครื่องเล่นปีนป่าย-ห้อยโหน  แม้ว่าเด็กเล็ก(วัย ไม่เกิน 5 ขวบ)จะชอบปีนป่าย
แต่เครื่องเล่นชนิดนี้ยังไม่เหมาะกับพวกเขาครับ นอกจากเครื่องเล่นมักจะสูงเกิน
กว่าวัยของเขาแล้ว ก็ยังไม่มีทางลงที่เหมาะอีกด้วย

เด็กๆที่จะมาเล่นเครื่องเล่น ไม่ควรมีอะไรมาคล้องคอให้เสี่ยงอันตรายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเชือกผูก,
จุ๊บนมยาง.สายสร้อย,สายสิญจน์ หรือผ้าพันคอ…
หรือแม้แต่ลักษณะของเสื้อผ้าที่เด็กสวมใส่ก็ไม่ควรมีหมวกห้อยติดเสื้อ มีสายมีเชือก
ระโยงระยางให้เกะกะจนอาจไปเกี่ยวไปพันกับอะไรก็ได้ โดยเฉพาะในเวลาที่ลูกกำลังวิ่งเล่น
หรือเล่นพวกเครื่องเล่นเด็ก และที่อันตรายมากก็คือในสวนสนุก ที่มีเครื่องยนต์กลไกกำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา

เพื่อกันไม่ให้ศีรษะเด็กมุดเข้าไปติดค้าง และอุดกั้นลมหายใจ ช่องว่างแต่ละช่อง
จะต้องห่างกันน้อยกว่า 9 ซม. หรือมากกว่า 23 ซม.ขึ้นไป  เพื่อกันส่วนเท้า,ขา จะต้องไม่เกิน 3 ซม.
และเพื่อกันส่วนนิ้วที่เด็กจะแหย่เข้าไปแล้วติดหนีบจนดึงไม่ออก จะต้องไม่มีช่องว่างที่มีขนาด 0.5 ถึง 1.2 ซม.
(งานนี้เห็นทีจะต้องพกสายวัดไปด้วย!)

สอนลูกว่า … ทุกครั้งเมื่อจะปีนลงให้ลูกเอี้ยวไปมองด้านหลังก่อนว่า
มีใครปีนสวนขึ้นมาหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เขาปีนขึ้นมาก่อน
อุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นก็คือ คนหนึ่งปีนลงโดยไม่เหลียวมองหลัง ในขณะที่อีกคนก้มหน้าก้มตาปีนขึ้น

สอนลูกว่า … ห้ามเล่นเครื่องปีนป่าย(รวมทั้งเครื่องเล่นทุกชนิด)ที่เปียกน้ำ
เพราะมันลื่นทำให้พลัดตกได้ง่าย 

สอนลูกว่า … ก่อนจะทิ้งตัวลงมาจากเครื่องปีนป่าย จะต้องลงโดยท่าย่อเข่า และใช้เท้าสองข้างถึงพื้นพร้อมๆกัน ไม่ใช่ทิ้งขาหรือทิ้งก้นลงมาเลย

4  ) เครื่องเล่น โดยมากจะมีสีฉูดฉาดแบบการ์ตูน เพื่อดึงดูดใจเด็กๆ แต่หากว่า
สีนั้นลอกหลุดร่อน ก็ควรหลีกเลี่ยงครับ เพราะอาจมีสารตะกั่วปนเปื้อน เมื่อลูกไปสัมผัสเข้า พิษสารตะกั่วก็มีโอกาสเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลเสียหายต่อการพัฒนาการทางสมอง

5  ) สนามเด็กเล่นที่ปลอดภัยจะต้องไม่คับแคบ ตาควรมีความกว้างไม่น้อยกว่า  5 เมตร หรือมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 53 ตารางเมตร

เครื่องเล่นแต่ละชิ้น ต้องวางห่างกันไม่น้อยกว่า 180 ซ.ม. เพื่อกันการถูกชน
กระแทกโดนเครื่องเล่น ในขณะที่เด็กๆวิ่งเล่น หรือเกิดพลัดตกจากเครื่องเล่น

เท่าที่เล่ามาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้นะครับว่า การจะทำให้สนามเด็กเล่น
เป็นสถานที่ปลอดภัย มีประโยชน์  และเหมาะสำหรับเด็กๆนั้น

นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยดูแลลูกอย่างใกล้ชิดแล้ว
บรรดาหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ก็สมควรจะต้องตื่นตัว
และมีสามัญสำนึกทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด อย่าเพียงคิดแค่ว่า
ในเมื่อลูกหลานของฉันไม่เดือดร้อน ก็ไม่เห็นจะต้องใส่ใจอันใดให้ปวดหัว…..

www.csip.org

******************************************