“สนามเด็กเล่นได้เล่นดี” ปลอดภัยไว้ก่อน..สำคัญ

สนามเด็กเล่นปลอดภัย ถือเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และการออกกำลังกาย อีกทั้งช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ของเด็กให้แข็งแรง ทว่าปัจจุบันนั้น สนามเด็กเล่นถือว่าเป็นสถานที่สุดอันตราย เนื่องจากมีเด็กบาดเจ็บเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งจากการสำรวจพบว่าสูงถึงปีละ 3 หมื่นราย ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็ก แต่ยังกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความใส่ใจในการติดตั้งสนามเด็กเล่นปลอดภัย   

อ่านเพิ่มเติม

เด็กขาดพื้นที่เล่นปลอดภัย ปิดเทอม!! ช่วงเวลาที่มีเด็กตายจากอุบัติเหตุสูงสุดของปี

เด็กขาดพื้นที่เล่นปลอดภัย ปิดเทอม!! ช่วงเวลาที่มีเด็กตายจากอุบัติเหตุสูงสุดของปี

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. รศ นพ อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดลและ ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก  คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี  กล่าวว่า

” ปิดเทอมเป็นเวลาว่างเว้นจากการเรียนของเด็กๆ พ่อแม่ไม่ควรกำหนดให้ลูกต้องเรียนพิเศษอย่างเคร่งเครียดเพิ่มเติมมากเกินไปควรสนับสนุนให้เด็กๆได้พักผ่อน ออกกำลังกายเข้าร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานที่แฝงด้วยความรู้รอบตัวต่างๆ อย่างไรก็ตามต้องพึงสังวรถึงอันตรายต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ในช่วงสามเดือนอันตรายความสนุกจะได้ไม่กลับกลายเป็นความเศร้าของเพื่อนๆนักเรียนที่ได้ยินข่าวร้ายในวันเปิดเทอม”

อ่านเพิ่มเติม

วันเด็กแห่งชาติ เด็กไทยกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน ( 12 ม.ค.2562 )

วันเด็กแห่งชาติ เด็กไทยกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน

ขณะนี้ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ต้องการให้ประเทศเราก้าวข้ามผ่านความเป็นประเทศรายได้ระดับกลางสู่ประเทศรายได้สูง เฉกเช่นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ทิศทางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังใช้วิธีการเดิมๆของการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน บริษัทธุรกิจ โรงงาน องค์กรหน่วยงานต่างเติบโตแข่งขันหากำไร แย่งชิงความเป็นหนึ่ง แต่สถาบันครอบครัวกลับอ่อนแอลง วัฒนธรรมไทยวิถีชีวิตแบบไทยเสื่อมหาย สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย

อ่านเพิ่มเติม

แถลงข่าวความคิดเห็น”มวยเด็ก” ของหน่วยงานต่างๆในต่างประเทศ ( 03 ธ.ค.2561 )

แถลงข่าวความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆในต่างประเทศในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ต่อปัญหา talk of the town เรื่องนักมวยไทยเด็กอายุเพียง 13 ปีที่เริ่มชกมาตั้งแต่ 8 ปี ชกเฉลี่ยทุก 10 วันมา 5 ปี ท้ายสุดเสียชีวิตจากการถูกชกนอกเอ๊าท์ กับ การแก้ไขพ.ร.บ. กฎหมายนักมวยเด็ก

วันนี้ 3 ธันวาคม 2561 ณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้แถลงข่าวความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆในต่างประเทศในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาต่อปัญหา talk of the town เรื่องนักมวยไทยเด็กอายุเพียง 13 ปีที่เริ่มชกมาตั้งแต่ 8 ปี ชกเฉลี่ยทุก 10 วันมา 5 ปี ท้ายสุดเสียชีวิตจากการถูกชกนอกเอ๊าท์ กับ การแก้ไขพ.ร.บ.กฎหมายนักมวยเด็ก

อ่านเพิ่มเติม

เด็กไทยเสี่ยงภัยจากออนไลน์อยู่หน้าจอ 35 ชม.ต่อสัปดาห์

เด็กไทยเสี่ยงภัยจากออนไลน์อยู่หน้าจอ 35 ชม.ต่อสัปดาห์ : คอลัมน์… เจาะประเด็นร้อน โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร

“พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนไทยอายุระหว่าง 8-12 ปี จำนวน 1,300 คนทั่วประเทศ ผ่านการสำรวจออนไลน์ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า พบว่าเด็กไทยมีโอกาสเสี่ยงภัยจากออนไลน์ถึง 60% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 56% และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านพบว่าฟิลิปปินส์ 73% อินโดนีเซีย 71% เวียดนาม 68% สิงคโปร์ 54% และพบว่าเด็กไทยอยู่หน้าจอ 35 ชม.ต่อสัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 5 ชม. สูงกว่าเฉลี่ยโลกถึง 3 ชม.”

อ่านเพิ่มเติม

ช่วยให้ลูกเลิกติดทีวี!!!!

6954221634_d07e29eac7_o

…..ช่วยให้ลูกเลิกติดทีวี…

บทความโดย   ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

จวน 8 ปี แล้วนะครับ ที่บ้านเรามีการแจ้งเรต (rate)  ก่อนเข้ารายการทีวี (เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ธ.ค.  2549 ) คงน่าสนใจไม่น้อยหากมีใครจะทำวิจัยกันว่า ได้ผลหรือไม่อย่างไร

แต่สิ่งที่ทุกคนรู้ๆกันอยู่ก็คือ ผู้ใหญ่หลายๆท่านยังคงปล่อยให้เด็กๆนั่งหน้าสลอน ดูทั้งรายการ น 13 บวก (เหมาะกับเด็ก 13ปีขึ้นไป)  น 18 บวก (เหมาะกับเด็ก 18ปีขึ้นไป)  หรือแม้แต่ รายการ ฉ (เฉพาะผู้ใหญ่ดู ไม่เหมาะกับเด็กและเยาวชน)

ซึ่งก็คงต้องทำการประชาสัมพันธ์กันให้หนักหน่วงกว่านี้ละครับ เพื่อให้ผู้ใหญ่ และจริงจังกับ        เรต”เตือนภัย” ที่ทางการอุตส่าห์ทำกันออกมาด้วยความเป็นห่วงใยเด็กๆ

อ่านเพิ่มเติม

เลี่ยง“ภัย” เมื่อพาลูกไปเที่ยว…งานบุญ

FriSeptember201104739_logo2

เลี่ยง“ภัย”
เมื่อพาลูกไปเที่ยว…งานบุญ 

บทความโดย  ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

ใครที่เคยบอกว่ายุคนี้ไม่มีแล้วที่พ่อแม่จะจูงลูกเข้าวัด ผมขอเถียงคอเป็นเอ็น…
ซึ่งจริงๆแล้วหลายท่านก็คงเห็นเช่นเดียวกับผม นั่นคือ ในวันหยุด หรือ เสาร์ อาทิตย์
กระทั่งวันทางศาสนพิธี จะมีคุณพ่อคุณแม่มากมายที่จูงลูกๆไปเข้าวัดทำบุญทำกุศล
นัยว่าเพื่อไหว้พระขอพรเพื่อให้ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข
ทั้งยังเพื่อให้เด็กๆได้สัมผัสกับบรรยากาศอันสงบร่มรื่นวัดวาอาราม
หรือแม้แต่ได้สุขสันต์หรรษากับกิจกรรมสนุกสนานที่จัดขึ้นภายในบริเวณวัด
…ซึ่งในหลายเทศกาล ภายในวัดก็คึกคักไปด้วยงานขายสินค้า-ขายอาหารต่างๆ,
มีชิงช้าสวรรค์, ปาเป้า, สาวน้อยตกน้ำ, มีวงดนตรีลูกทุ่ง, หมอลำเพลิน
หรือคอนเสริ์ตนักร้อง…แถมด้วยสิ่งที่ได้กลายเป็นธรรมเนียมของแทบทุกงานในยุคนี้
นั่นก็คือ  การจุดพลุ จุดไฟพะเนียง หรือ จุดประทัดกันอย่างเอิกเกริก
เท่าที่บรรยายก็คงเห็นภาพแล้วนะครับว่า ท่ามกลางงานบุญนั้น ก็มีความเสี่ยงภัยอยู่
โดยเฉพาะอาจเกิดขึ้นกับลูกๆหลานๆตัวน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

1…  การนำพวกพลุ ตะไลเพลิง หรือประทัด(บางทีเรียกประทัดยักษ์)ไปจุดเล่น
ตามสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านนั้นช่างไม่สมควรและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะในวัดซึ่งมีทั้งพระสงฆ์องคเจ้า ทั้งนักปฏิบัติธรรม คนชราและเด็กๆ
หลายท่านอาจจำได้ว่าราว 2ปีก่อน ทางจังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งมีผู้คนได้รับบาดเจ็บจากวัตถุอันตรายดังกล่าวเป็นจำนวนมากในทุกปี
แถมยังมักนิยมเล่นกันในวัด หลายที่ก็ใช้วัดเป็นสถานที่จัดงานแข่งกันจุดดอกไม้ไฟ
เช่น   ข่าวจากเนชั่น   จ.เชียงใหม่ .. เด็กชาย  ถูกประทัดยักษ์ระเบิดใส่มือจนนิ้วขาด
มีแผลที่มือซ้าย นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ถูกแรงระเบิดของประทัดยักษ์จนขาด
เจ้าหนูเก็บประทัดยักษ์ที่ตกลงมาจากโคมลอยที่มีการปล่อยบริเวณวัดสันอุ้ม เชียงใหม่
แล้วเอามานำมาจุดเล่นและเกิดระเบิดใส่มืออย่างรุนแรง

หลายท่านอาจจำได้ว่าราว 2ปีก่อน ทางโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่
ได้ออกภาพโปสเตอร์ 4 สี ขนาด17.5นิ้ว คูณ24 นิ้ว  เป็นภาพมือคนในสภาพเละเทะทั้ง 2  ข้าง
อันเป็นผลจากการเล่นประทัดยักษ์    โปสเตอร์สุดสยองนี้ได้ถูกแจกจ่ายไปตามวัดต่างๆในเชียงใหม่
เพื่อให้ช่วยกันติดไว้ที่บอร์ดประจำวัด  ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งเตือนใจได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นบั้งไฟ-ประทัด-ดอกไม้ไฟ-พลุ หรือแม้แต่เม็ดมะยม เหล่านี้มันคือวัตถุอันตราย
ที่ทำให้เด็กๆหลายคนโดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ตาและรอบๆ  ดวงตา  เยื่อตา  และตาดำ
ทำให้ตาบอดก็มีไม่น้อย(ตาดำไหม้  ขุ่นมัว  อาจทำให้เลือดออกช่องหน้าม่านตา  ทำให้ตาบอดถาวรได้ )
แรงระเบิดของมันทำร้ายมือและข้อมือ หลายคนถึงกับกระดูกนิ้วมือแตกละเอียด  หลายรายแพทย์ต้องตัดนิ้วหรือตัดมือทิ้ง
หนทางเดียวก็คือ…ห้ามให้ลูกๆเล่นอย่างเด็ดขาด เพราะมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จัดว่าเป็นวัตถุระเบิดทั้งสิ้น
นอกจากห้ามให้ลูกๆเล่นอย่างเด็ดขาดแล้ว ยังต้องไม่ไปเล่นรวมกลุ่ม หรือไม่แม้แต่เข้าไปอยู่ใกล้คนที่เล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟฯลฯ ด้วยครับ

2…เมื่อพูดถึงประทัด-ดอกไม้ไฟ ก็อดพูดถึงบั้งไฟมิได้ ซึ่งได้กลายเป็นของเล่นยอดฮิตในแทบทุกงาน
ทั้งที่แต่ก่อน เจ้าจรวดบั้งไฟจะจุดกันเฉพาะในงานบุญบั้งไฟ จุดกันเฉพาะในงานบุญบั้งไฟ
(ราวเดือน 5 เดือน7) ในภาคอีสานบ้านเรา

แต่ก่อนนั้น เขาจะเลือกไม้ไผ่ลำโตๆมาทำเป็นบั้งไฟ โดยทะลวงปล้องให้ถึงกัน แล้วอัด ดินปืนให้แน่นด้วยการตำ
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใช้ลำไผ่กันแล้ว แต่มาใช้พวกท่อเหล็ก, ท่อประปา แล้วก็ท่อพีวีซี
ซึ่งกลับรุนแรงอันตรายยิ่งกว่าเดิม แถมนิยมยิงจรวดบั้งไฟกันทีละเป็นจำนวนมากๆ พุ่งไปได้ไกลหลายสิบกิโลเมตร
จึงสร้างความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินมากมาย  จากงานสนุกสนานก็จึงกลายเป็นความเศร้าสลด
(หากพบเห็นเหตุสาธารณภัย แจ้งเหตุได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ
โทรศัพท์แจ้งหน่วยกู้ชีพนเรนทร  หมายเลข  1669  ฟรีทุกระบบ  ได้ตลอด  24  ชั่วโมง)

3 …  จุดธูป  1 ดอกมีพิษเท่ากับ บุหรี่ 1 มวน !
เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองได้มี ได้มีงานวิจัยที่น่าตกตะลึง ที่มีการระบุว่า

“ธูปที่จุด 1 ดอก มีสารก่อมะเร็งไม่ต่างจากบุหรี่ 1 มวน หากจุดแค่ 3 ดอก
ในบ้านก่อมลพิษเท่าสี่แยกไฟแดงที่มีการจราจรคับคั่ง! “
โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)  ศูนย์สื่อสาร วิทยาศาสตร์ไทย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)   ออกโรงชูประเด็น “สารก่อมะเร็ง : ภัยเงียบที่มา กับควันธูป”

อันเป็นผลงานวิจัยของ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าไอซียู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และ
ดร.พนิดา นวสัมฤทธิ์ นักวิจัยห้องปฏิบัติการพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

โดยท่านทั้งสองพร้อมทีมนักวิจัย  ทำการประเมินคน 40คนซึ่งทำงานในวัดว่า
สุขภาพของพวกเขาจะได้ผลกระทบ จากการสูดดมควันธูปเป็นประจำ

ทีมของคุณหมอ ได้ปักหลักภายในวัดขนาดใหญ่ 3 แห่งซึ่งมีการจุดธูปในปริมาณมาก
จากนั้นก็ทำการตรวจหาปริมาณสารก่อมะเร็งในอากาศ
…และแล้วก็ได้พบสารก่อมะเร็งในควันธูป ถึง 3 ชนิด คือ
เบนซีน บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน หนำซ้ำมันยังมีความเข้มข้นสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก

นอกจากสารก่อมะเร็ง  ยังหนาแน่นไปด้วยฝุ่นละออง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และ ก๊าซเรือนกระจก(มีเทน)
อันเป็นต้นเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน

ดังนั้นยามที่พาลูกเข้าวัด ก็คงได้คำตอบแล้วนะครับว่า …
พาห่างๆจากควันธูปน่าจะปลอดภัยมากกว่า
และคุณหมอและทีมงานได้เรียกร้องว่า  “ภาครัฐควรมีการรณรงค์เรื่องนี้ เช่น
การรณรงค์ดับธูปก่อนปักลงกระถางเพื่อลดควัน
และในอนาคตภาคอุตสาหกรรมควรมีการผลิตธูปที่เมื่อจุดแล้วดับได้อย่างรวดเร็ว”
(ธูปไฟฟ้าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะครับ…)

4…. เที่ยววัด ระวังลูกจมน้ำ  !

เวลา 11.00 น. วันที่ 13 สิงหาคม 53  พ.ต.ท.สำราญ  สุขโต  พนักงานสอบสวน สภ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา
ได้รับแจ้งจากพระสงฆ์วัดปากคลองและชาวบ้าน จาก ต.หัวไผ่ อ.มหาราช ว่า มีเด็กจมน้ำตายในแม่น้ำลพบุรีบริเวณหน้าวัดปากคลอง

13 กุมภาพันธ์ 2553 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตจำนวน 2 ราย บริเวณริมคลองสำโรง
ตรงข้ามวัดมงคลนิมิตร ม.1 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ
นี่เป็นเพียง 2 กรณี จากหลายต่อหลายกรณีที่เด็กต้องมาจมน้ำตายในบริเวณวัด
เพราะวัดบ้านเรานั้น มักจะอยู่ใกล้แหล่ง  โดยเฉพาะที่มี กระแสน้ำไหลแรงเชี่ยวกรากและไหลวน  และมีระดับน้ำที่ลึก

ดังนั้นหากบริเวณวัดที่พาลูกไปเที่ยวใกล้แหล่งน้ำ เราจะต้องดูแลลูกให้มาก
อย่าให้คลาดสายตาได้ เพราะแม้แต่เด็กๆที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น
ยังมีที่จมน้ำจนเสียชีวิต เราที่มาจากต่างถิ่นจึงต้องระมัดระวังให้มากครับ

ก็คงสรุปง่ายๆสั้นๆ ว่า   คุณพ่อคุณแม่หากจะพาลูกไปเที่ยวหรือ ไปธุระที่ใดก็ตาม
ก็ไม่ควรให้คลาดสายตาเป็นอันขาด  เพราะไม่มีสถานที่ใดทั้งสิ้นที่จะมาการันตีได้ว่า ลูกๆของเราจะปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์……..

www.csip.org

 

 

 

สนามเด็กเล่น….หรือ “จุดเสี่ยง” !!!

 

FriDecember201182316_lo (1)

สนามเด็กเล่น….หรือ   “จุดเสี่ยง” !!!ในฐานะที่ทำงานด้านสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กหลายครั้งก็นึก
น้อยใจแทนเด็กไทย โดยเฉพาะเด็กๆในเมืองหลวง ที่วันๆแทบจะไม่ได้เล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย
เหตุเพราะทั้งเวลา(การบ้านเยอะ,จราจรติดขัด)และสถานที่ไม่เอื้ออำนวย(ขาดแคลนสวนสาธารณะ,ไม่มีสโมสรกีฬาใกล้บ้าน)ยิ่งเด็กในวัยเจริญเติบโตที่ต้องอาศัยสนามเด็กเล่นละแวกบ้าน ที่ทั้งเก่าซอมซ่อ
ทั้งไม่มีความปลอดภัยสารพัด แทนที่จะได้ความสนุกสนานและสุขภาพแข็งแรง
ก็กลับกลายเป็น “จุดเสี่ยง” ที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง!

ดังเช่นน้องกิฟต์( 4 ขวบ)ที่เป็นเจ้าประจำของสนามเด็กเล่นในชุมชนใต้ทางด่วน-กลางเมือง
ซึ่งผู้คนละแวกนั้นต่างก็รู้ว่า นี่คือผลงานของนักการเมืองในอดีต ที่นำมาจัดวางก่อนการเลือกตั้ง
แต่หลังจากนั้นผ่านมาตลอด 10 ปี ก็ไม่เคยมีการซ่อมแซม บำรุงรักษา
แม้แต่หน่วยงานรัฐก็ไม่มีใครมาแสดงความเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ

เหมือนไม่ดูดำดูดีเด็กๆในย่านผู้คนผู้ปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำ
เด็กๆจึงเข้ามาเล่นในสนามอันตรายอย่างไร้ทางเลือกใดๆ กระทั่งหลายๆคนได้รับบาดเจ็บ
… แล้วก็มาถึงคิวของน้องกิฟต์เข้าจนได้ !

นั่นก็คือ…เจ้ากระดานลื่นแสนซอมซ่อ
ที่วันนั้นมันได้ปรากฏร่องรอยอันตรายขึ้น
โดยปุ่มปูดปมซึ่งมีอยู่แล้วบนแผ่นสังกะสี ที่ปูลาดบนทางลื่นลงได้เกิดแตกปริ
เป็นร่องอันแหลมคม …และแล้วน้องกิฟต์ก็กลายเป็นเหยื่อที่ขาน้อยๆโดนบาดเป็นรอยแผลยาวราวๆ 2 นิ้ว มีเลือดซึม……

—————–  การปฐมพยาบาล   —————–

จริงๆแล้ว…การที่เด็กๆได้เล่นในสนามเด็กเล่น ได้เล่นเครื่องเล่นต่างๆในสนาม
ไม่ว่าจะเป็นชิงช้า,กระดานหก,กระดานลื่น,ราวโหน,ม้าหมุน ฯลฯ…ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็น
และ มีประโยชน์แก่เด็กๆอย่างมาก  เช่น  ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง
จิตใจสดชื่นรื่นเริง แถมยังช่วยในการเรียนรู้,การแก้ปัญหา,พัฒนาทักษะในการเคลื่อนไหว
(วิ่ง,กระโดด,ปีนป่าย,ห้อยโหน) แต่ทั้งหมดนี้จะต้องตั้งมั่นอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัย
เพื่อจะได้ไม่เกิดเหตุร้ายแก่เด็กๆซ้ำแล้ว…ซ้ำอีก…

จากการศึกษาของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัย และป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า …ในแต่ละปีมีเด็กๆของเราได้รับบาดเจ็บจากเครื่องเล่นในสนามถึงปีละ  34,075 ราย !
โดยตัวเลขดังกล่าว รวมถึงเด็กที่บาดเจ็บสาหัส และ …เสียชีวิต

จากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์     …..
ชิงช้าโซ่ขาด เด็กประถม 6 ฟาดพื้น…เสียชีวิต  ( นครสวรรค์)
คานชิงช้าทับหัวเด็ก 8 ขวบ …เสียชีวิต  ( สุพรรณ)
ลูกโลกหมุน ล้มทับเด็ก … เสียชีวิต  ( กทม. )……..ฯลฯ

…เมื่อพูดถึงมาตรฐานความปลอดภัย “หัวใจ”สำคัญ
แห่งความปลอดภัยของเครื่องเล่นทั้งหลาย  จะต้องมีการจับยึดที่มีเสถียรภาพ

โดยเริ่มจากการติดตั้ง ที่ต้องมีการฝังฐานรากติดตรึงอย่างมั่นคงแข็งแรง
ไม่โยกคลอน พื้นที่บริเวณนั้นต้องไม่แตกร้าวหรือทรุดตัว และที่สำคัญคือ…
อันตรายจากสนามเด็กเล่นนั้น  กว่า 70%
เกิดจากการพลัดตกหกล้ม ที่นำมาซึ่งการบาดเจ็บและเสียชีวิต(เพราะหัวกระแทกพื้น)

ดังนั้น  เครื่องเล่นที่ติดตั้งอย่างมั่นคง ก็จะต้องอยู่บนพื้นสนามที่ปลอดภัยด้วยนะครับ
นั่นหมายถึงพื้นสนามจะต้องมีความหนานุ่มอย่างน้อย 9 นิ้ว และมันควรเป็นพื้นทราย
,พื้นขี้เลื่อย หรือเป็นยางสังเคราะห์ ไม่ใช่เป็นพื้นแข็งๆ อย่างพื้นซีเมนส์,ยางมะตอย,
ทรายอัดแข็ง,พื้นหญ้า หรือที่พบเห็นอยู่ไม่น้อย ก็คือ
พื้นที่เกลื่อนไปด้วยก้อนกรวดก้อนหิน,เศษอิฐ เศษปูน(เผลอๆก็มีเศษแก้ว เศษตะปูด้วย)

การจับยึดที่มั่งคงแข็งแรงนั้น
ยังรวมถึงสภาพของเครื่องเล่นแต่ละชิ้น ที่จะต้องไม่โยกเยกคลอนแคลน
หรือสนิมเขรอะกระทั่งแม้แต่น้อตแต่ละตัวก็หมดสภาพ
จุดเชื่อมต่อต่างๆก็ดูหมิ่นเหม่ เหมือนจะหลุดจะร้าวได้ทุกเมื่อ

นอกจากการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัย(ในเบื้องต้น)แล้ว
สิ่งสำคัญยิ่งที่หลายๆท่านอาจลืมนึกถึง นั่นก็คือผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่
ญาติผู้ใหญ่ หรือพี่เลี้ยงก็ตาม ก็จะต้องปฏิบัติภารกิจเพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ
ดังต่อไปนี้ครับ …

1  )  อันตรายที่เกิดจากกระดานลื่น ที่พบบ่อยก็คือ
เจ้าหนูน้อยทั้งหลายมักจะลงรางลื่นด้วยสารพันท่าพิสดาร คือ
แทนที่จะนั่งแล้วปล่อยให้ไหลลงไปตามปกติ กลับใช้หัวเข่าไถลงไป,
นอนหงายลงไป,เดินขึ้นเดินลงตรงรางลื่นและที่อันตรายสุดก็คือ
นอนคว่ำเอาหัวลง…ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ดูแลจะห้าม และต้องตักเตือนหากเด็กทำเช่นนั้น
กระดานลื่นที่ปลอดภัยจะต้องมีราวจับทั้ง 2 ข้าง  และราวจับก็ต้องทอดยาวตลอด
ตั้งแต่บันไดขั้นแรกกระทั่งถึงพื้นยกระดับ ส่วนราวจับก็ต้องมีขนาดที่เด็กจะกำได้โดยรอบ
ตรงพื้นที่ยืนรอก่อนจะลงรางลื่น ก็ต้องมีผนังกันตกทั้งสองข้าง
รางลื่น จะต้องโค้งมน แต่มีพื้นผิวที่ราบเรียบตลอดแนว และก่อนจะให้เด็กๆเล่น
ผู้ใหญ่ก็ควรดูและใช้มือสัมผัสว่ามีรอยปูดปม มีรอยแหลมๆคมๆใดหรือไม่

นอกจากนั้นการสัมผัสยังทำให้รู้ว่า พื้นผิวของรางลื่นในขณะนั้นมีความร้อนสูง
หรือไม่? เพราะการอยู่กลางแดดจัดนานๆ ทำให้เกิดความร้อนสะสมบนผิวของรางลื่น
(ที่โดยมากมักทำด้วยสังกะสี หรือโลหะอื่นๆ) ขืนปล่อยให้เนื้ออ่อนๆของเด็กๆ
ถูไถลลงมากับแผ่นโละร้อนจัด มีหวังได้รอยแผลไหม้แน่ๆ

สอนลูกว่า …  เพื่อความปลอดภัย การลงจากกระดานลื่น จะต้องอยู่ในท่านั่ง
และเอาฝ่าเท้าลงก่อนเสมอ เมื่อลงถึงพื้นแล้วก็ให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากกระดานลื่นทันที
เพราะหากมีคนอื่นกำลังลงตามมาจะได้ไม่ชนกัน

2   )  ชิงช้า  …ควรทำด้วยผ้า,ยาง หรือวัสดุที่อ่อนนุ่ม มีขอบมนและมีผิวเรียบ
ซึ่งย่อมปลอดภัยว่าชิงช้าที่ทำด้วยโละ,ไม้ ที่เสี่ยงต่อการโดนกระแทกหากเกิดพลัดตก

ชิงช้าที่จัดวางใกล้กันเกินไป หรือใกล้กับเสาคานด้านข้างมักเกี่ยว,ชนกัน หรือ
กระแทกเสาคานข้าง ได้ ตามมาตรฐานระยะห่างของที่นั่งชิงช้ากับโครงด้านข้าง
จะต้องไม่น้อยกว่า 75 ซม. และรายะห่างระหว่างที่นั่งต้องไม่น้อยกว่า 60 ซ.ม.

สอนลูกว่า … การนั่งชิงช้านั้น ควรนั่งตรงกลางของที่นั่งเท่านั้น
และห้ามขึ้นไปยืนหรือคุกเข่าบนที่นั่งโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นอาจตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บ

สอนลูกว่า … เพราะว่าหนูยังเด็ก ยังตัวเล็กนัก จึงไม่ต้องไกวชิงช้าให้คนอื่นนั่ง
แล้วก็ไม่ให้คนอื่นมาไกวชิงช้าให้เรา และถ้าใครมาไกวชิงช้าให้เราเราก็ต้องห้ามปรามทันที
เพราะเด็กๆมักจะออกแรงไกวอย่างสุดๆ โดยไม่ได้คิดถึงอันตรายกันเลย

ถ้าลูกอายุยังไม่ถึง 5 ขวบ หากลูก อยากนั่งชิงช้า เราก็ควรประคองตัวประคองหลังเขาไว้ให้ดี
เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังทรงตัวได้ไม่ค่อยเก่งครับ หากไม่ระมัดระวังก็อาจเกิดอันตรายได้ครับ
3 ) เครื่องเล่นปีนป่าย-ห้อยโหน  แม้ว่าเด็กเล็ก(วัย ไม่เกิน 5 ขวบ)จะชอบปีนป่าย
แต่เครื่องเล่นชนิดนี้ยังไม่เหมาะกับพวกเขาครับ นอกจากเครื่องเล่นมักจะสูงเกิน
กว่าวัยของเขาแล้ว ก็ยังไม่มีทางลงที่เหมาะอีกด้วย

เด็กๆที่จะมาเล่นเครื่องเล่น ไม่ควรมีอะไรมาคล้องคอให้เสี่ยงอันตรายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเชือกผูก,
จุ๊บนมยาง.สายสร้อย,สายสิญจน์ หรือผ้าพันคอ…
หรือแม้แต่ลักษณะของเสื้อผ้าที่เด็กสวมใส่ก็ไม่ควรมีหมวกห้อยติดเสื้อ มีสายมีเชือก
ระโยงระยางให้เกะกะจนอาจไปเกี่ยวไปพันกับอะไรก็ได้ โดยเฉพาะในเวลาที่ลูกกำลังวิ่งเล่น
หรือเล่นพวกเครื่องเล่นเด็ก และที่อันตรายมากก็คือในสวนสนุก ที่มีเครื่องยนต์กลไกกำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา

เพื่อกันไม่ให้ศีรษะเด็กมุดเข้าไปติดค้าง และอุดกั้นลมหายใจ ช่องว่างแต่ละช่อง
จะต้องห่างกันน้อยกว่า 9 ซม. หรือมากกว่า 23 ซม.ขึ้นไป  เพื่อกันส่วนเท้า,ขา จะต้องไม่เกิน 3 ซม.
และเพื่อกันส่วนนิ้วที่เด็กจะแหย่เข้าไปแล้วติดหนีบจนดึงไม่ออก จะต้องไม่มีช่องว่างที่มีขนาด 0.5 ถึง 1.2 ซม.
(งานนี้เห็นทีจะต้องพกสายวัดไปด้วย!)

สอนลูกว่า … ทุกครั้งเมื่อจะปีนลงให้ลูกเอี้ยวไปมองด้านหลังก่อนว่า
มีใครปีนสวนขึ้นมาหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เขาปีนขึ้นมาก่อน
อุบัติเหตุที่มักเกิดขึ้นก็คือ คนหนึ่งปีนลงโดยไม่เหลียวมองหลัง ในขณะที่อีกคนก้มหน้าก้มตาปีนขึ้น

สอนลูกว่า … ห้ามเล่นเครื่องปีนป่าย(รวมทั้งเครื่องเล่นทุกชนิด)ที่เปียกน้ำ
เพราะมันลื่นทำให้พลัดตกได้ง่าย 

สอนลูกว่า … ก่อนจะทิ้งตัวลงมาจากเครื่องปีนป่าย จะต้องลงโดยท่าย่อเข่า และใช้เท้าสองข้างถึงพื้นพร้อมๆกัน ไม่ใช่ทิ้งขาหรือทิ้งก้นลงมาเลย

4  ) เครื่องเล่น โดยมากจะมีสีฉูดฉาดแบบการ์ตูน เพื่อดึงดูดใจเด็กๆ แต่หากว่า
สีนั้นลอกหลุดร่อน ก็ควรหลีกเลี่ยงครับ เพราะอาจมีสารตะกั่วปนเปื้อน เมื่อลูกไปสัมผัสเข้า พิษสารตะกั่วก็มีโอกาสเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลเสียหายต่อการพัฒนาการทางสมอง

5  ) สนามเด็กเล่นที่ปลอดภัยจะต้องไม่คับแคบ ตาควรมีความกว้างไม่น้อยกว่า  5 เมตร หรือมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 53 ตารางเมตร

เครื่องเล่นแต่ละชิ้น ต้องวางห่างกันไม่น้อยกว่า 180 ซ.ม. เพื่อกันการถูกชน
กระแทกโดนเครื่องเล่น ในขณะที่เด็กๆวิ่งเล่น หรือเกิดพลัดตกจากเครื่องเล่น

เท่าที่เล่ามาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้นะครับว่า การจะทำให้สนามเด็กเล่น
เป็นสถานที่ปลอดภัย มีประโยชน์  และเหมาะสำหรับเด็กๆนั้น

นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยดูแลลูกอย่างใกล้ชิดแล้ว
บรรดาหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ก็สมควรจะต้องตื่นตัว
และมีสามัญสำนึกทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด อย่าเพียงคิดแค่ว่า
ในเมื่อลูกหลานของฉันไม่เดือดร้อน ก็ไม่เห็นจะต้องใส่ใจอันใดให้ปวดหัว…..

www.csip.org

******************************************

 

 

 

อุปกรณ์ศิลปะอันตราย

FriDecember201116943_lo

 

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่า กิจกรรมทางด้านศิลปะ
คือสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ ทุกวัย เพื่อการพัฒนาในทุกด้าน (ร่างกาย-อารมณ์-สังคม-สติปัญญา-จินตนาการ…)

กุมารแพทย์ทั่วไปจึงเห็นด้วย และสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้ลูกๆ ทำกิจกรรมศิลปะ
แต่ก็แน่นอนครับ… สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ สโลแกนประจำใจของพวกเราทุกคนในทุกกิจกรรมก็คือ “ปลอดภัยไว้ก่อน”

น้องบาส (4 ขวบ) จัดว่าเป็นเด็กโชคดีที่มี คุณพ่อคุณแม่เห็นถึงความสำคัญของศิลปะ
จึงพาลูกไปเข้าคอร์สศิลปะในวันหยุด หนุ่มน้อยก็เลยแฮปปี้เป็นอันมากซ้ำยังนำงานศิลปะกลับมาทำต่อที่บ้านอีก้ดวย

และแล้ววันนั้นที่เจ้าบาสจอมขยันพอย่างเท้าเข้าบ้าน ก็เรียกหา “กรรไกร” จากคุณแม่ทันที
โดยบอกว่าจะเอาไปตัดกระดาษตัวการ์ตูนติดแปะที่คุณครูให้มาทำต่อที่บ้าน
คุณแม่ก็สู้อุตส่าห์ควานหากรรไกรด้ามจิ่วจนเจอแล้วยื่นให้ลูกชายตามคำขอ
ทั้งๆ ที่คิดอยู่เหมือนกันว่ากรรไกรปากแหลมๆ อย่างนี้จะเหมาะกับลูกหรือ

แต่อีกใจก็เห็นว่าไม่เป็นไรลูกคงใช้คล่องแล้ว เพราะที่โรงเรียนศิลปะก็คงให้ใช้ทุกอาทิตย์อยู่แล้ว
แล้วคุณแม่ก็รีบหอบเอากองเสื้อผ้าไปเข้าเครื่องซักผ้า แต่แล้ว…แค่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที
เจ้าบาสก็ร้องไห้เสียงจ้า คุณแม่ทิ้งกองผ้า แล้วรีบวิ่งไปที่ต้นเสียง แล้วก็ต้องตกใจ…

ลูกโดนกรรไกรบาดนิ้วเข้าให้แล้ว…..คุณแม่นึกโกรธตัวเองว่า
ไม่น่าเอากรรไกรให้ลูกเลย แถมยังจำขึ้นมาได้อีกว่า
กรรไกรที่ทางโรงเรียนศิลปะให้เด็กๆ ใช้ก็คือ กรรไกรพลาสติก และกรรไกรปลายมน!
แล้วเด็กๆ ยังอยู่ในการดูแลของคุณครูตลอดเวลา

จากเหตุการณ์ “ภัยอันเกิดอุปกรณ์ศิลปะ” ครั้งนี้
ทำให้นึกถึงข่าวอันน่าสลดใจที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อหลายปีที่แล้ว ก็คือ…

ข่าว… เด็กมัธยม 14-15 ปี เอาน้ำยากัดกระจกที่ใช้กับงานศิลปะที่โรงเรียน
กลับมาทำต่อที่บ้าน เมื่อใช้ไม่หมดจึงนำมากรอกใส่ขวดน้ำดื่ม (พลาสติก)
แล้วตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะ น้องชายวัย 4 ขวบ ตื่นเช้ามา… กระหายน้ำ
เลยซดน้ำในขวดเข้าไปเต็มอึกใหญ่

ผลก็คือล้มลงไปนอนดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากหลอดอาหารทะลุเนื่องจากน้ำยากัดกระจกเป็นกรดอย่างแรง!

กรณีอันน่าสลดใจนี้ คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใส่ใจในกิจกรรมศิลปะของลูกๆ
ว่าได้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับวัยหรือไม่? เช่น น้ำยากัดกระจก …แลคเกอร์…ทินเนอร์…
มีดแกะสลัก…คัตเตอร์…หรือสีประเภทต่างๆ …ให้ดูว่าเหมาะสมกับวัยของลูกหรือไม่?

หรือหากต้องใช้ ก็ต้องรู้วิธีใช้และวิธีเก็บรักษาที่ถูกต้อง อย่างเช่น
น้ำยากัดกระจกก็ไม่น่าจะเป็นอุปกรณ์ศิลปะที่เด็กนำกลับบ้านได้
เด็กอาจจะขาดความระมัดระวังในการเก็บ ทำให้เกิดการเจ็บทั้งต่อตนเองและผู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงได้

และที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ สเปรย์แลคเกอร์
ที่เด็กโตจะได้ใช้กันบ่อยในงานศิลปะ

โดยมากก็เพื่อพ่นเคลือบเงาให้งานชิ้นนั้นแวววาวสดใส ในขณะที่พิษภัยของแลคเกอร์ ทินเนอร์
หรือสารระเหยทั้งหลาย ก็เป็นที่รู้กันว่าอันตรายของมันรุนแรงเพียงใด เช่น
หากสูดดมเข้าไปมาก หรือบ่อยๆ มันจะซึมแทรกเข้าไปกระแสเลือด ทำอันตรายต่อถุงลม
ปอด เนื้อเยื่อ ตับ ไต อวัยวะภายในต่างๆ รวมถึงระบบประสาทส่วนกลาง

โดยอาจเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง… หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
คือการเกิดระคายเคืองในคอ หายใจขัด มึนหัว แน่นหน้าอก อาเจียน
และทุกครั้งก็จะต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันชุดเดียวกับการป้องกันน้ำยากัดกระจก นั่นคือ…แว่น ผ้าปิดปากปิดจมูกและถุงมือ

ย้อนกลับมาที่เด็กเล็ก…ลูกในวัย 2-4 ขวบ
สมควรส่งเสริมให้มีการบริหารกล้ามเนื้อเล็ก (นิ้ว ข้อมือ)
การปั้นดินและการละเลงสีด้วยนิ้ว จึงเป็นกิจกรรมที่ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก
ทั้งยังได้ฝึกการใช้สมาธิ ฝึกจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ

โดยดินที่จะนำมาใช้ก็ควรเป็นดินใช้ปั้นที่เรียกกันว่า แป้งโดว์ (Play Dough)


ซึ่งน่าจะเหมาะ และปลอดภัยสำหรับหนูน้อยมากกว่าดินน้ำมัน หรือดินเหนียว
โดยแป้งโดว์เป็นแป้งปั้นที่ทำจากแป้งทำอาหาร น้ำมันพืช และสีผสมอาหาร

การละเลงสีด้วยนิ้วมือ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดโปรดของเด็กเล็ก เราจะใช้สีที่ทำจากสีผสมอาหาร
ผสมเข้ากับแป้งข้าวโพด และน้ำอุ่น แล้วคนให้เข้ากัน ให้มีความข้นกำลังดี

ส่วนอุปกรณ์เพื่อการวาด (ละเลง) ก็คือ กระดาษอาร์ตมัน แผ่นโตๆ หรือจะปูรองพื้นอีกชั้น
ด้วยถุงพลาสติก หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วก็อย่าลืมสวมเสื้อกันเปื้อนให้ลูกด้วย
(จะสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นก็ได้ครับ) และเมื่อเลิกเล่นแล้ว ก็จะต้องล้างมือด้วยน้ำสบู่ หรือจะให้ดีก็จับอาบน้ำซะเลยครับ

บรรดาสีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีไม้ สีเทียน สีน้ำ หรือสีชอร์ค อันเป็นอุปกรณ์สำคัญในงานศิลปะของเด็ก
คุณพ่อคุณแม่จะต้อพิถีพิถันในการเลือกซื้อให้ลูกๆ โดยเลือกที่มีการันตีหน้าบรรจุภัณฑ์ว่า non tomix
หมายถึง มีกระบวนการผลิตที่ไร้สารพิษไร้สารตะกั่วและมีเครื่องหมาย CE
พิมพ์การีนตีความปลอดภัยด้วย เพราะนั่นหมายถึงเป็นสินค้าที่ได้รับรองเรื่องของความปลอดภัยด้วย
เพราะนั่นหมายถึงเป็นสินค้าที่ได้รับรองเรื่องของความปลอดภัย ทั้งต่อผู้ใช้

โดยเฉพาะสีเทียนบ้านเรามีกฎหมายควบคุมมาตราฐานโดยกระทรวงอุตสาหกรรม
เวลาเลือกซื้อเลือกที่มีสัญลักษณ์มอก. ตามมาตรฐานจะตรวจสอบความแข็งแรงของสี
และส่งตรวจหาโลหะหนักปนเปื้อนในสีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีโทษต่อร่างกายแตกต่างกันไป
เช่น ตะกั่ว ทำให้ปัญญาอ่อน ปรอทจะทำลายสมองมีผลต่อการเคลื่อนไหว พูด การมองหรือการได้ยิน
แคดเมียมก่อโรคอิไตอิไต เป็นต้น สารโลหะหนักที่มีการตรวจหาเป็นไปตามตารางดังนี้

ข้อกำหนดค่าสูงสุดของปริมาณโลหะหนักในสีเทียน

พลวง 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
สารหนู 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
แบเรียม 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
แคดเมียม 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
โครเมียม 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ตะกั่ว 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ปรอท 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ซิลิเนียม  500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ppm

ขณะนี้มีการรับรองมาตราฐานเฉพาะสีเทียนครับ สีผง (ขายเป็นซองๆ)
และสีน้ำอื่นๆ ยังไม่มีการรับรองเลย ขายกันเกลื่อนโดยไม่มีเกราะความปลอดภัย

ถ้าไม่แน่ใจว่าสีนั้นจะมีพิษหรือไม่ ประกอบกับไม่มีเครื่องหมายรับประกันใดเลยไม่ต้องรีรอครับ พาลูกเดินห่าง อย่าซื้อสารพิษเข้ามือลูกเลยครับ

ศิลปะนั้นย่อมเป็นเรื่องดีงามอย่างไม่ต้องสงสัย….

ศิลปะฝึกฝนให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยน ใจเย็น รู้จักรอคอย มีสมาธิ เพราะจดจ่อกับกิจกรรมอันสนุกและเพลิดเพลิน

แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเอาใจใส่ก็คือ…วิธีการทำงานศิลปะที่ปลอดภัย

และรวมทั้งอุปกรณ์ศิลปะที่ต้องเหมาะสมกับวัย
และที่สำคัญคือจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยด้วยครับ

www.csip.org

 

 

หู-ตา-คอ-จมูก… กับอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

FriDecember2011203043_lo

หู-ตา-คอ-จมูก…
กับอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ…
“ภัยใกล้ตัว”ที่มีมาให้แก้ไขรักษากันอยู่เรื่อยๆ หลายๆคนอาจนึกไม่ถึง

เพราะมันคือ…กาวตราช้าง… เปล่าครับ! ไม่ได้กล่าวหาว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่เลวร้าย
เพราะยังเห็นถึงคุณประโยชน์ ซ้ำยังเป็นลูกค้าขาประจำกันอยู่ ด้วยว่ายังชอบใจในการใช้งานง่าย-ติดเร็ว

ติดทน ที่ใครๆก็ติดใจ

“กาวตราช้าง”(super Glue)


ทำมาจากส่วนผสมของยางอีพ็อกซี่ และอาคลิลิคซึ่งทำจากสารปิโตรเลียม
ยามใดที่มันยังอยู่ในหลอดที่ปิดผนึกแน่นมันก็จะคงสภาพเป็นของเหลว
แต่เมื่อใดที่เริ่มเปิดออกมาใช้ นั่นหมายถึงมันเริ่มโดนความชื้นแล้ว
และลักษณะของบรรจุภัณฑ์ที่มักแข็งตัวที่ด้านปากหลอด
ทำให้ผู้ใช้ต้องออกแรงบีบเมื่อจะใช้งานในครั้งต่อไป และนั่นเองที่มักจะทำให้น้ำกาวพลังช้างถูกดันจนพุ่งทะลุปรี๊ดออกมาทางก้นหลอด…

ดังนั้น ข้อเด่นที่ติดเร็วติดทนของมัน ก็ต้อง กลับกลายเป็นภัยกว่ากาวอื่นๆ

หากผู้ใช้ตั้งตนอยู่ในความประมาท…

“ น้องกร”จอมซ่าส์วัย 6ขวบ ต้องร้องไห้โฮลั่น เมื่อไอ้มดแดงไรเดอร์เอ็กซ์
ตุ๊กตาพลาสติกตัวเล็กๆ มีอันต้องขาหลุด (ก็ด้วยฝีมือของน้องกรเอง)
“พี่กานต์”พี่ชายที่แสนดีวัย 9ขวบ จึงรี่เข้ามาถามไถ่ปลอบโยนน้องชายครู่นึง
แล้วจึงเดินไปหยิบกาวตราช้างที่ห้องเก็บของ แล้วจัดแจงบีบหลอดกาวเพื่อช่วยต่อขาไอ้มดแดง

แต่ด้วยกาวที่คงจะเริ่มแห้ง พี่กานต์ของเราจึงออกแรงบีบมากกว่าปกติ
ผลก็คือ…แทนที่น้ำกาวจะพุ่งออกทางหัวหลอด ก็ดันทะลุพรวดออกมาทางก้นหลอด!…

นั่นคงไม่มีปัญหาอะไร ถ้าน้องกรไม่ได้กำลังยืนอยู่ตรงนั้น…และน้ำกาว”พลังช้าง”

กระเซ็นเข้าตาอย่างแม่นยำ! แต่เดชะบุญ…คงด้วยเพราะน้องกระพริบตาอย่างทันท่วงที

น้ำกาวจึงไม่ทันไปโดนลูกนัยน์ตา แต่นั่นก็ทำให้หนุ่มน้อยลืมตามึ้นเพราะหนังตาบน-หนังตาล่าง
และขนตาติดกันไปหมดด้วยฤทธิ์ของกาว

คำแนะนำในกรณีนี้ก็คือ ห้ามดึงหนังตาบนและล่าง(ที่กำลังติดหนึบ)
ให้แยกออกจากกัน เพราะขืนทำอย่างนั้นล่ะก็ ทั้งขนตา-หนังตามีหวังฉีกขาด

แล้วก็เจ็บอย่าบอกใครเชียว…

วิธีแก้ไขก็คือ …ก่อนอื่น ให้ใช้น้ำอุ่นๆเช็ดรอบๆดวงตา –เปลือกตาเบาๆ

แล้วก็รีบไปพบแพทย์ครับ หรือหากจะมีเศษกาวเข้าตา ไม่ว่าจะเป็นกระจกตา

หรือเยื่อบุตาขาว ก็ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดๆ ล้าพาไปให้คุณหมอตรวจ
เพราะมักจะเกิดอาการระคายเคืองภายในดวงตา ตาแดง และปวดตา

สำหรับในรายของน้องกรที่ตกใจจนร้องไห้จ้า คุณแม่ของหนูน้อยกลับตกใจยิ่งกว่า

เพราะเมื่อเห็นสภาพลูกชายแล้วก็ได้แต่ภาวนาในใจว่า…อย่าให้ลูกต้องตาบอดเลย…..

แต่เมื่อคุณหมอเช็คดูอย่างละเอียดแล้ว กระจกตาไม่มีเศษวัสดุใดๆ ไม่มีอาการอักเสบ จึงทำให้เบาใจไปได้มาก

นอกจากตาแล้ว… “หู”ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่เคยโดนกาวพลังช้างเล่นงานมานักแล้ว
เช่นในรายของเด็กที่เล่นพิเรนแกล้งเพื่อนที่กำลังนั่งหลับ ด้วยการเอากาวตราช้างหยอดใส่หูเพื่อน

“จมูก”ก็เช่นกัน ที่เคยตกเป็นเหยื่อของกาวตราช้างมาแล้ว …รายของเด็กหญิงวัย 7ขวบที่กำลังทำงานศิลปะส่งคุณครู ด้วยการสร้างบ้านด้วยไม้ไอติมโดยใช้กาวตราช้างเชื่อมต่อ

แต่แล้วระหว่างการบีบๆๆๆหลอดอยู่นั้น น้ำกาวก็กลับพุ่งทะลุย้อนเข้าสู่รูจมูกของสาวน้อยอย่างคาดไม่ถึง … เท่านั้นก็แย่แล้ว…แต่มันยิ่งแย่กว่านั้น…เมื่อมันไหลลงไปใน “คอ”!

พวกเราในฐานะผู้บริโภคจึงควรต้องระมัดระวังให้มากในการใช้สินค้าประเภทนี้…

1 ) ควรเก็บเจ้ากาวพลังช้างให้พ้นมือเด็กๆ และต้องถือได้ว่าเจ้าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่จะเอามาใช้โดยพลการ

2 ) จากการที่มันมักจะแข็งตัวไว จากการใช้เพียงครั้งแรกๆ หลายๆบ้านจึงมักแก้ปัญหาด้วยการเอาเก็บเข้าตู้เย็น ซึ่งนั่นกลับเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาร้ายแรง…เพราะด้วยรูปทรงของมันที่ใกล้เคียงกับหลอดใส่ขนมประเภทเยลลี่ หรือช็อกโกแลต ที่เด็กอาจหยิบฉวยแล้วบีบใส่ปากเพราะเข้าใจผิด หรือกระทั่งผู้ใหญ่ที่เผลอหยิบออกมาใช้เพราะคิดว่า…มันคือ ยาหยอดตา

3 ) นอกจาก ตา –หู –คอ –จมูก ที่มักต้องตกเป็นเหยื่อของกาวอันตรายที่ว่าแล้ว

นิ้วมือที่มักติดกันจนแน่นด้วยพลังของกาว ทำให้หลายๆคนต้องเกิดเป็นแผลอักเสบ

โดยเฉพาะเด็กๆที่ยังขาดการระมัดระวัง หนำซ้ำบางคนยังเผลอใช้นิ้วไปเกลี่ยๆกาวดังเช่นการทากาวธรรมดาทั่วๆไป

จึงควรต้องเตือนเด็กๆ และสอนวิธีการใช้ว่าแตกต่างกับการใช้กาวอื่นๆอย่างไร?

เช่น จะต้องบีบเพียงเบาๆ ให้เป็นเพียงหยดเล็กๆที่จุดที่ต้องการเชื่อมต่อเท่านั้น

และห้ามใช้นิ้วหรือส่วนใดๆในร่างกายไปสัมผัสแตะต้อง แต่หากนิ้วใดไปโดนกาวนี่เข้า

ก็ให้รีบแช่น้ำไว้(จะได้ไปไปติดหนึบเข้ากับนิ้วอื่นๆด้วย กาวจะแข็งตัว และจะร่อนหลุดออกในเวลาต่อมา หรือหากนิ้วติดกันก็ให้จุ่มลงไปในน้ำสบู่

4 ) หลายประเทศได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่เดิมเคยเหมือนกับ หลอดยาป้ายตา ยาหยอดแก้คัดจมูก ให้มีขนาดและรูปร่างที่ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด

ตายเพราะของติดคอ !

เด็กๆที่ต้องเสียชีวิตเพราะกลืนคอแล้วเกิดติดคอ อุดหลอดลม ปรากฎเป็นข่าวบ่อยๆ อย่างไม่เคยจางหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์

*ไม่ว่าจะเป็นข่าวทารกน้อย(11 เดือน) ที่กลืนน้อตยาว 1ซ.ม. ที่พ่อเก็บอยู่ในขวดกระทิงแดง แล้วเผลอวางไว้บนพื้น แล้วคุณยายก็เข้าครัวทำกับข้าว

ปล่อยให้หลานนั่งเล่นอยู่คนเดียว ( สระบุรี)

* เด็กน้อยวัย แค่ 1ขวบ กลืนกระดุมแป๊ะ(โลหะ)เข้าไปติดหลอดลม จนขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องหลังของกรณีสลดใจนี้ก็คือ…เด็กอยู่ในบ้านที่ผลิตกระเป๋าใส่สตางค์ โดยมีกระดุมแป๊ะเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่มักจะตกอยู่ตามพื้น

เพราะกวาดเก็บกวาดที่ไม่เกลี้ยงพอ กระทั่งกลายเป็นเหตุแห่งการคร่าชีวิตเด็กน้อยไร้เดียงสา (ปทุมธานี)

* เด็กชายวัย 2ขวบ นั่งหม่ำลูกเชอรี่(ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2 ซ.ม.)..เข้าไปทั้งลูก โดยไม่ได้เคี้ยว ทำให้ลูกเชอรี่หล่นผลุบลงไปอุดหลอดลม แล้วเกิดอาการช็อคจนหมดสติ แม้ว่าเมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์จะพยายามผายปอด และนำสิ่งอุดตันจากหลอดลม แต่ก็ไม่ทันการในที่สุดเด็กก็ต้องเสียชีวิต ( ลำปาง)

* แล้วรายล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้เอง…..ที่มีเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ร่างกายไม่สมประกอบนัก

จู่ๆก็กลืน “ลูกแก้ว”ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซ.ม. ในขณะที่คุณแม่มือซ้ายกำลังอุ้มน้องคนเล็ก

ส่วนมือขวาก็ถูพื้นทำงานบ้านไปด้วย พบเข้าอีกทีก็กำลังนอนชักดิ้นชักงอ ยังดีที่ทีเจ้าลูกชายคนกลาง(4 ขวบ)ใช้ทั้งภาษาพูดและภาษามือ จนแม่รู้ว่าลูกสาวกลืน “ลูกแก้ว “เข้าไป

จนเมื่อพ่อกลับมา จึงได้ “รวมพลัง”กับคุณแม่ ช่วยกันเอาลูกแก้วออกจากหลอดลมของลูก

สาว ด้วยการ…บีบเคล้นที่ลำคอของลูกสาวอย่างเต็มที่ ! กระทั่งลูกแก้วก็หลุดผลั้วออกมาจนได้แต่…แทนที่ลูกสาวจะรู้สึกตัว กลับกลายเป็นแน่นิ่ง…แล้วในที่สุดก็เสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึง …

ข้อแนะนำ……………..

1 )) ธรรมชาติของเด็กๆในวัย ไม่เกิน 3ขวบ มักชอบหยิบฉวยสารพัดสิ่งเข้าปากอยู่เป็นประจำ

ฉะนั้น…นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องเก็บกวาดพื้นบ้านให้เกลี้ยง อย่าให้มีเศษวัสดุใดๆตกอยู่ตามพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นเศษเหรียญ เมล็ดผลไม้ และที่อันตรายสุดก็คือ……เม็ดยา

ดังนั้น หลักของการดูแลเด็กในวัยนี้ก็คือ “อย่าให้คลาดสายตา ”อย่างเด็ดขาด…

2 )) ในยามกินอาหารก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิด อาหารสำหรับเด็กเล็กก็จะต้องหั่นให้เป็น

ชิ้นเล็กๆ เวลาจะป้อนอาหารลูกก็ควรให้เพียงคำเล็กๆ แล้วรอให้เด็กทานจนหมดปากจึงค่อยป้อนอีก (ไม่ยัดเยียดจนเต็มปาก )

3 )) คงเคยได้พบภาพ ที่คนเลี้ยงเด็ก มือขวาถือช้อน มือซ้ายถือจานข้าวแล้วเดินตาม –วิ่งตามเด็กน้อยผู้ไม่อยู่นิ่ง ที่หม่ำข้าวไปด้วย วิ่งหรือกระโดดโลดเต้นนั้น มันเสี่ยงต่อการสำลักอาหารอย่าง

4 )) ก็เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่รีบ …เดี๋ยวรถโรงเรียนจะมา …จะไม่ทันเข้าห้องเรียน…

เดี๋ยวจะไปทำงานสาย……….แต่ผมว่าลองเข้านอนแต่หัวค่ำ และตื่นให้เช้าอีกหน่อยก็น่าจะมีเวลาเหลือ ดีกว่าที่จะเสียอารมณ์กันแต่เช้า ต้องมาเร่งเร้ากันจนเครียดกันไปซะหมด

“ กินเร็วๆๆๆ …รีบๆกินเข้าไป เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย…เดี๋ยวรถติดพ่อกับแม่จะไปทำงานสาย….ฯลฯ…. ” เร่งๆกันอย่างนี้นอกจากทำให้ลูกๆเป็นทุกข์ กินอาหารไม่อร่อย ระบบย่อยจะมีปัญหา

แล้วก็ยังเสี่ยงต่อการสำลัก จนอาหารติดคอติดหลอดลมได้ครับ…อันตรายไม่น้อยเลย

5 )) อาหารชิ้นโตๆ ก้อนกลมๆ หรือแข็งๆ ลื่น กลืนยากหรือเคี้ยวลำบาก เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น ข้าวเหนียว ตังเม ถั่วตัด …ฯลฯ… หากจะให้ลูกๆกิน ก็จะต้องตัดแบ่งเป็นคำเล็กๆด้วยนะครับ เพื่อป้องกันการติดคอ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ

6 )) เด็กในวัยไม่เกิน 3ขวบ มักจะชอบสำรวจโลกด้วยการหยิบของใส่ปาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นชิ้นอะไรจิ๋วๆที่ตกอยู่ตามพื้น ก็มักจะพิสูจน์ทราบโดยการหยิบขึ้นมาดูแล้วเอาเข้าปากทันที… ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดผลไม้ทั้งหลาย ( เมล็ดน้อยหน่า –มังคุด-ละมุด-ลำไย ซึ่งมีโอกาสเข้าไปขวางหลอดลม จนเด็กขาดอากาสหายใจ ) หรือที่อันตรายสุดๆ เพราะทำให้เด็กหลายคนต้องเสียชีวิต ก็คือ…เม็ดยารักษาโรคต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเผอเรอทำตกหล่น ให้เด็กเก็บไปหย่อนใส่ปากโดยคิดว่าเป็นขนม

ทั้งเมล็ดผลไม้ เม็ดยา หรือวัสดุต่างๆที่หล่นตามพื้น นอกจากเด็กๆจะเอาเข้าปากแล้ว

หลายๆคนยังจับยัดใส่จมูกตัวเอง จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมาแล้วครับ…

“ หู –ตา –คอ –จมูก ”

คืออวัยวะรับสัมผัสที่สำคัญยิ่ง ขอให้คุณพ่อคุณแม่โปรดช่วยกันดูแลและป้องกัน เพื่อให้เด็กๆของเรา มีชีวิตที่รึ่นรมย์ ได้มีโอกาสซึมซับรับรู้

ความไพเราะ…ความงดงาม…ความเอร็ดอร่อย…และความหอมชื่นใจ จากสรรพสิ่งทั้งมวล

ของโลกอันแสนงดงามใบนี้ ….ตลอดไป………..

www.csip.org