เบาะนิรภัย..เพื่อความพ้นภัยของลูกๆ

TueJune20122065_001

 

 

วันพุธที่ 2 พ.ค. 2555
ทางศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาธิบดี (ศพร.)
ได้จัดเสวนาใหญ่ ที่ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในหัวข้อ

“การตายของเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี จากการโดยสารรถยนต์ในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 และ ตลอดปี 2554 และแนวทางป้องกัน”

ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีนี้( 2555 )
ผู้คนที่ต้องตายจากอุบัติเหตุจราจรไม่ได้ลดลงเลย  แถมผู้ที่เสียชีวิตยังเป็นเด็กถึง 10 %
( ตายกว่า 320 ราย เป็นเด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี จำนวน 32 คน)

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ในปีนี้


** เด็กที่ตายส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 60! )กระเด็นออกมาตายนอกรถ

** เด็กที่ตายทั้งหมดไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย และ ไม่ได้ใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก

โดยในที่ประชุมได้มีการเล่าcase study โดยนักวิจัยที่ไปลงพื้นที่ด้วยตนเอง

Case ที่ 1   ด.ญ. นก  ( 7 ขวบ )   คุณแม่ และลุกสาวนั่งหน้ารถ คุณแม่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย…

ในขณะที่คุณเอ  ขับรถกะบะ 4 ประตู  มุ่งตรงเข้าเมืองระยอง เพื่อพาภรรยาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลระยอง
ในขณะนั้นมี ภรรยานั่งอยู่ที่นั่งด้านหน้าซ้าย(เธอไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย)
มีน้องเนกลูกสาวคนเล็กวัย 7ขวบ นอนหนุนตัก และมีลูกสาวคนโตวัย 12 ขวบนั่งอยู่เบาะนั่งหลังรถ

เมื่อรถของคุณเอ วิ่งมาถึงบริเวณสี่แยกตะพง ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง
อันเป็นเวลาเดียวกับคุณแหม่ม ที่ขับรถเก๋ง วิ่งสวนมาจากตัวเมืองระยองเพื่อจะเลี้ยวขวาไปหาดแม่รำพึง

รถทั้งสองต่างวิ่งผ่านไฟเขียว รถกะบะของคุณเอวิ่งพุ่งเข้ามาชนทางด้านซ้ายรถเก๋งของคุณแหม่ม
จากนั้นรถกะบะนั้นก็หมุนคว้าง แล้วก็ไถลไปข้างหน้าราว 5 เมตร และคว่ำลง  ส่วนรถเก๋งตัวถังด้านซ้ายยุบ

คุณเอหมดสติไปชั่วครู่ เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าภรรยาของตน
ร่างทะลุกระจกหน้ารถไปนอนอยู่บนพื้นถนน ลูกสาวคนโตนอนหลับตาอยู่เบาะหลัง
ส่วน ด.ญ.นก(ลูกสาวคนเล็ก)ศีรษะทะลุกระจกข้างซ้ายของรถ และอยู่ในท่าแนบพื้นถนน(รถคว่ำ)
สักครู่เดียวภรรยาคุณเอลุกขึ้นมาได้แล้วตรงเข้ามาอุ้มลูกสาวที่อยู่ในสภาพหมดสติ และยังหายใจเฮือกๆ
ในขณะที่คุณเอขยับเขยื้อนออกจากรถ แล้วเปิดประตูค่อยๆดึงตัวลูกสาวคนโตออกมาจากรถอย่างทุลักทุเล
จากนั้นมีหน่วยกู้ภัยมาช่วยนำคุณเอ๋และครอบครัวไปที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลระยอง
คุณเอ๋ ภรรยาและลูกสาวคนโตบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ทั้งหมดนั่งรออากรของฟ้าใสอยู่ราว 30 นาที
จากนั้นแพทย์ผู้รักษาก็ออกมาแจ้งว่า “นก” ลูกสาวคนเล็ก…เสียชีวิตแล้ว

————————————————————————–

Case ที่ 2  คุณแม่(คาดเข็มขัดนิรภัย) อุ้มลูกน้อย เด็กวัย 8 เดือน นั่งหน้ารถ และกำลังให้นมลูก…

ในขณะที่คุณพ่อ ขับรถเก๋ง โดยมีคุณแม่ นั่งอยู่ด้านหน้ารถ ขณะที่กำลังให้นม(นมแม่)แก่ลูกชายวัย 8 เดือน
เมื่อขับรถมาถึงบริเวณถนนสายหนึ่ง ที่ สี่คิ้ว ปากช่อง จ.นครราชสีมา

บังเอิญพบหลุมใหญ่หลุมหนึ่งอย่างไม่ทันระวังจึงหักพวงมาลัยหลบทันทีรถจึงเสียหลักพลิกข้าง
เป็นเหตุให้ ร่าง และศีรษะของลูกน้อยหลุดลอยจากอ้อมกอดแม่ที่กำลังให้นมอยู่แท้ๆ
ไปกระแทกกับประตูและคอนโซนหน้าภายในรถคันดังกล่าว และเสียชีวิตทันที !
(ในแต่ละปี  * มีเด็กอายุน้อยกว่า 14 ปี ประสบอุบัติเหตุรถโดยสาร รถยนต์ ปิกอัพ
หรือรถตู้ 5,500 รายต่อปี หรือ15 คนต่อวัน

**บาดเจ็บรุนแรงต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,400 คนต่อปี

และ   *** เสียชีวิตรวม 70 คนต่อปี ในจำนวนนี้เป็นปิกอัพ 1,190 ราย รถยนต์ 170 ราย)

เมื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ทำให้คิดถึงเหตุร้ายเมื่อราว 2 ปีก่อน
กรณี อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับพิธีกรขวัญใจแฟนๆ
คุณอี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ และลูกชายตัวน้อยวัย 1 ขวบเศษ

ที่ถนนสายเลี่ยงเมืองสุพรรณบุรี-อู่ทอง เมื่อต้องหักหลบรถมอเตอร์ไซด์ที่กลับรถ
แล้วตัดหน้าอย่างกะทันหัน แถมไม่ให้สัญญาณ และไม่เปิดไฟหน้าอีกด้วย
ทำให้คุณอี้ต้องหักหลบแล้วไปชนท้ายรถ 18ล้อที่อยู่ข้างหน้าโครมใหญ่ ผลก็คือ
คนในรถต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า แต่ผู้ที่เจ็บหนักที่สุดก็คือ
…ลูกชายอันเป็นแก้วตาดวงใจของคุณอี้ นั่นเอง
คุณอี้ได้ฝากเตือนประชาชนทุกคนไม่ให้ประมาทว่า…
”ผมขอฝากเตือนคนที่มีลูกเล็กๆเวลาพาลูกนั่งรถไปไหน
ควรให้ลูกนั่งด้านหลังที่มีเบบี้ชีท (ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก)
เพราะมันช่วยลดอันตรายเวลาเกิดอุบัติเหตุได้ นี่คือประสบการณ์ที่ประมาท
เพราะอยากให้ลูกมานั่งใกล้ๆจึงให้ภรรยาอุ้มไว้”
(นสพ.ข่าวสด 4 ส.ค. 2551)

จะเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อยของคุณ ?
หากว่า….รถยนต์  มีการเบรกอย่างกะทันหัน- มีการหักเลี้ยวอย่างฉับพลัน
หรือ-  มีการชนอย่างรุนแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในทันทีก็คือ …ร่างของเด็กๆจะหลุดลอยจากที่นั่ง

* ไปอัดกับแผงคอนโซนหน้ารถ 

* ไปปะทะกับประตูรถ แล้วลอยละลิ่วออกนอกรถ หรือ   

* พุ่งทะลุกระจกหน้ารถ  แล้วกระเด็นออกไปนอกรถ
ด้วยสรีระอันบอบบางของเด็กๆ จึงอาจทำให้…กระดูกซี่โครง,แขน,ขา แตกหัก
เยื่อหุ้มปอด,เยื่อหุ้มหัวใจ  รวมทั้งอวัยวะภายในต้องชอกช้ำ หรือ ฉีกขาด

โดยเฉพาะศีรษะของเด็กๆ ที่ต้องกระแทกของแข็งอย่างรุนแรง ทำให้ และ
ชั้นมีเลือดคั่งในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความพิการ หรือ เสียชีวิต…

1…   เข็มขัดนิรภัย  และ  ถุงลมนิรภัย  คือนวัตกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตของคนในห้องโดยสาร
แต่มีข้อแม้คือ …ต้องเป็นผู้โดยสารที่มีอายุเกิน 9 ปีขึ้นไป  หรือ  มีความสูงตั้งแต่  140 ซ.ม. ขึ้นไป…เท่านั้น
มิฉะนั้นมันก็อาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กๆอย่างรุนแรงและ  คาดไม่ถึง

2… อย่าให้เด็กเล็กนั่งหน้ารถ แม้คุณจะอุ้มเด็กบนตักหรือกอดเด็กแน่นๆ
แถมคาดเข็มขัดนิรภัยแน่นหนก็ตาม ก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กปลอดภัยเลย เพราะความเป็นจริงก็คือ…
แรงมหาศาลของการปะทะของจากการชน หรือแรงฉุดของการเบรกกระทันหันนั้นมันเกินกำลังที่พ่อแม่จะยึดลูกอยู่
หนำซ้ำน้ำหนักของพ่อแม่ก็มักจะไปอัดทับลูก เพิ่มความเสี่ยงให้แก่ลูกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แรงปะทะแรงเหวี่ยงมันมหาศาลเกินกว่าที่จะช่วยอะไรได้ โอกาสที่ลูกจะหลุดจากมือแล้วพุ่งทะลุกระจกออกไปนอกรถจึงมีสูง

3… เด็กวัยไม่เกิน  9  ขวบ  หรือ  สูงน้อยกว่า  140 ซ.ม.
การให้เด็กคาดเข็มขัดนิรภัยในรถ นอกจากจะไม่ได้ช่วยเรื่องความปลอดภัย มันจะกลายเป็นจุดเสี่ยง

เนื่องจากเด็กยังตัวเล็ก ทำให้สายเข็มขัดแทนที่จะพาดบนหน้าตัก  และ แนบบริเวณเชิงกราน แต่กลับมารัดตรงท้องน้อย
ส่วนเส้นที่ควรพาดที่หน้าอก  และ  ไหล่  ก็กลับมารัดที่ลำคอของเด็ก ดังนั้น  หากรถเบรกอย่างกะทันหัน
หรือ มีการชน เข็มขัดจะทำอันตรายแก่  ไขสันหลัง , อวัยวะภายในช่องท้องของเด็ก
สายเข็มขัดเส้นที่พาดผ่านบริเวณลำคอ ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ท่ออากาศหายใจที่บริเวณคอได้

4……เนื่องจากการพองตัวของถุงลมนิรภัยนั้น มันมีความเร็วถึง 320 กม. / ชั่วโมง
ความรุนแรงมากมายขนาดนี้จึงเป็นอันตรายต่อเด็กๆอย่างยิ่ง เด็กๆ(ไม่เกิน 9 ขวบ)
จึงไม่ควรนั่งหน้ารถ โดยเฉพาะรถที่มีถุงลมนิรภัย

(แล้วอย่าลืมนะครับว่า ถุงลมนิรภัยนั้น เป็นเพียงส่วนเสริมความปลอดภัยเมื่อใช้เข็มขัดนิรภัยเท่านั้น( supplemental restraint system ) มันจึงจะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อคุณ(ผู้ใหญ่ หรือ เด็กโต)ใช้ควบคู่กับการรัดเข็มขัดนิรภัยด้วย  รวมทั้งอาจเกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่งหากไม่ได้รัดเข็มขัด เพราะใบหน้า ศีรษะ และหน้าอกจะปะทะเข้ากับถุงลมนิรภัยอย่างรุนแรงนั่นเอง)

“เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก” ทางเลือกที่ปลอดภัย สำหรับลูกน้อยวัยไม่เกิน  9  ปี  …..
สถิติจาก US Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า

เบาะนิรภัยสำหรับ  วัยทารก ..  .ลดอัตราเสี่ยงตายได้  69  %
เบาะนิรภัยสำหรับ   วัย  1 –  4   ปี   ..ลดอัตราเสี่ยงตายได้  47 %.
เบาะนิรภัยสำหรับวัยที่มากกว่า  5 ปี  ลดอัตราเสี่ยงตายได้   45  %
และ   ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงได้ถึง  50 %

หากลูกของเรามีอายุไม่เกิน  9  ปี  สิ่งที่จะช่วยปกป้องความชีวิตของพวกเขาก็คือ
เบาะนิรภัยสำหรับเด็กในวัยต่างๆ  ซึ่งจะต้องใช้ให้ถูกวัยถูกขนาดด้วยนะครับ…
เท่าที่มีจำหน่ายในท้องตลาด แบ่งเป็น 3 แบบ ซึ่งคุณประโยชน์ของมันก็คือ …

เด็กๆในวัย อนุบาล หรือ วัยเรียน ( 5- 10 ปี )
เบาะนิรภัยที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ เรียกว่าBooster seat  

ซึ่งจะช่วยยกตัวเขาให้สูงขึ้น เพื่อทำให้ใช้เข็มขัดนิรภัยในรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระทั่งวันใดที่เขาโตประมาณ 140 ซม แล้วแล้ว   Booster seat
ก็อาจหมดความจำเป็น เพราะนั่นหมายถึง ลูกสามารถใช้เข็มขัดนิรภัยป้องกันภัยได้เช่นเดียวกับคุณพ่อคุณแม่

ขณะเดียวกัน  เบาะนิรภัยก็อาจกลับกลายเป็นภัยแก่ลูก
จึงต้องป้องกันไว้ก่อนดังนี้ครับ….

1  )  จัดวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง   นั่นคือ วางที่เบาะหลังของรถ
(ขอย้ำอีกครั้งเถอะนะครับว่า เด็กวัยไม่เกิน12 ปี จะต้องนั่งที่เบาะหลังของรถเท่านั้น…)

2 )  สายคาดจะต้องไม่หลวม  หรือ แน่นจนเกินไป
( ทดสอบโดยใช้นิ้วสอดเข้าไประหว่างตัวลูก และ สายคาด  หากเลื่อนนิ้วขึ้นลงได้ แสดงว่ากระชับพอดีแล้ว

3 )  ติดตั้งให้แน่นหนา    เข็มขัดนิรภัยในรถต้องสอดกับที่ล็อก หรือมีตัวล็อกกับเบาะเพื่อเสริมให้มั่นคงมากขึ้น
เพื่อความมั่นใจ ให้ลองขยับเบาะนิรภัยดู ถ้าเลื่อนไปมาได้มากกว่า 1 นิ้ว แสดงว่ายังติดตั้งเบาะนิรภัยหลวมเกินไป
เบาะอาจหลุดได้ ทำให้พลิกคว่ำลงมาเมื่อหยุดรถกะทันหัน

การเหยียบเบรกอย่างแรง
ทำให้เข็มขัดนิรภัยที่คาดตัวทำหน้าที่อย่างเต็มที่
นั่นคือกระตุกรั้งอย่างแรงทันที โดยเฉพาะสายที่คาดตรงท้องน้อย …
ซึ่งหากเป็นเด็กๆนั่นจึงทำจะถึงกับจุกแน่นอยู่พักใหญ่ และปวดท้องในเวลาต่อมา…..

มักเกิดรอยพกช้ำที่บริวณหน้าท้องระดับสะดือ และที่บริเวณข้างคอ
เมื่อกดๆหน้าท้องพบว่าเด็กไม่เกร็งท้อง ทั่วๆไปท้องยังนิ่มอยู่ กดลึกๆ
ไม่มีอาการเจ็บนอกจากกดบนรอยพกช้ำ
กดแล้วปล่อยให้หน้าท้องกระเด้งขึ้นมาก็ไม่มีอาการปวดเช่นกัน
การตรวจดังกล่าวช่วยบอกเราว่ามีอะไรรบกวนเยื่อบุช่องท้องภายในหรือไม่เช่นเลือดตกในช่องท้องเป็นต้น

**  ให้ประคบรอยพกช้ำด้วยผ้าเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็ง สัก 24 ชั่วโมง
จึงเปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นแทน วันแรกต้องสังเกตุอาการหน้าท้องแข็งเกร็ง อาเจียน
หรือจุกแน่น ไว้ด้วย หากมีอาการดังกล่าวต้องพามาพบแพทย์เพราะการบาดเจ็บอวัยวะภายในอาจแสดงอาการออกมาในภายหลังได้

ในหลายต่อหลายประเทศในขณะนี้

ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กในการโดยสารรถยนต์
โดยการใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก เพื่อช่วยสร้างเสริมความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กๆ 

 

www.csip.org

 

 

 

ทำอย่างไรลูกจึงจะปลอดภัย…เมื่อต้อง กลับด้วยรถไฟฟ้า?

TueJune201221439_logo


ทำอย่างไรลูกจึงจะปลอดภัย…เมื่อต้อง กลับด้วยรถไฟฟ้า?
คงต้องยอมรับกันนะครับว่าการมีรถไฟฟ้าทั้งบนดิน-ใต้ดินทำให้การเดินทางในกรุงเทพฯ ผ่อนคลายความเครียดจากรถปัญหารถติด ผิดเวลา แถม สะดวกสบายมากขึ้น (เหลือแค่ว่า เส้นทางอื่นๆควรสร้างเสร็จให้ไวกว่านี้ ควรมีหลายๆเส้นทางมากกว่านี้ ทั้ง กรุงเทพฯ และปริมณฑล )…ว่ากันว่าการใช้รถไฟไฟฟ้านั้นประหยัดทั้งน้ำมัน
และยังขนถ่ายผู้โดยสารได้มากกว่ารถโดยสารอื่นๆหลายเท่าตัว
ส่วนในเรื่องของ “ความปลอดภัย”นั้น กลับยังมีผู้พูดถึงไม่มากนัก
ทั้งที่ในแต่ละปีมีเด็กและผู้ใหญ่ได้รับอันตรายจากการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไม่น้อยเลยและทั้งที่ หลายครอบครัวได้เลือกให้ลูกๆอาศัยรถไฟฟ้า (ทั้งใต้ดินและบนดิน)
เพื่อการไป-กลับโรงเรียนดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้เวลาก่อนเปิดเรียน หรือในวันหยุดพาลูกฝึกหัดการไปกลับเอง
โดยแนะนำเส้นทางและพาขึ้น รถไฟฟ้า ก่อนที่จะให้ลูกทดลองไป-กลับด้วยตนเองในวันต่อมา
ลูกจะได้ค่อยๆมีความมั่นใจ และมีความเชื่อมั่นในตนเองในที่สุด พร้อมกับให้ลูกเอาใจใส่เรื่องของ “ความปลอดภัยไว้ก่อน” 1…ในบ้านเราแม้จะยังไม่เคยเกิดกรณีนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นถึง 3 ครั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ต้องถึงกับจัดอบรมกันในหัวข้อ
“อันตรายจากประตูรถไฟฟ้างับ-รถเข็นเด็กอ่อน!”

โดยให้ตระหนักว่า หากผู้ใหญ่โดนประตูรถไฟฟ้าหนีบขาหนีบแขน
เซ็นเซอร์ของรถจะทำงานทันทีโดยจะค่อยๆเปิดอ้าออก แต่หากเป็นสิ่งที่เล็กกว่านั้น
เช่น รถเข็นเด็ก หรือเชือกพัน ประตูมันจะหนีบแน่น และซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือ
รถไฟฟ้ามันจะออกตัวตามปกติ นั้นหมายถึงมันจะกระชากรถเข็นเด็กไปด้วย และหากมีลูกน้อยอยู่ในรถเข็นด้วยเล่า…อะไรจะเกิดขึ้น !

ดังนั้นจึงขอเตือนว่าอย่านำรถเข็นเด็กขึ้นรถไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่านะครับ

2…  เมื่อราว 2 ปีก่อนในบ้านเรามีข่าวว่าพนักงานแบงค์(หญิง)วัย 56 ปี
เกิดเป็นลมหน้ามืดและหัวคะมำตกลงไปในรางรถไฟฟ้า โดยร่างของเธออยู่ตรงกลางราง ในขณะที่รถไฟกำลังแล่นมาพอดี !
แต่เดชะบุญ.. เธอรอดตายอย่างปาฏิหารย์ !  เพราะรถไฟฟ้าวิ่งผ่านคร่อมร่างของเธออย่างเฉียวเฉียดที่สุด …
(แต่เนื่องจากเธอตกลงไปกระแทกพื้นคอนกรีต เธอจึงได้รับบาดเจ็บ หูซ้ายฉีก กระดูกเข่าซ้ายแตก)

จากกรณีสุดหวาดเสียวนี้ ทำให้ได้บทเรียนว่า หากลูกๆ
หรือคุณพ่อคุณแม่กำลังป่วยไข้ก็ควรไปพบแพทย์และนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

โดยเฉพาะลูกๆที่ต้องไปโรงเรียนเอง หากมีไข้ไม่สบายก็ควรลาป่วย นอนพักที่บ้านโดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และพาไปพบแพทย์ด้วยนะครับ

3..  พื้นที่สำหรับยืนรอรถไฟฟ้าและรางรถนั้น จะพบว่าคั่นกลางด้วยเส้นเหลืองที่ยาวตลอดทาง
หมั่นให้ลูกสังเกต “เส้นเหลือง”ทุกครั้ง …และให้เตือนลูกว่า การยืนรอรถไฟฟ้านั้น
ให้ยืนห่างจากเส้นเหลือง และอย่าก้าวล้ำเข้าไปโดยเด็ดขาด รวมทั้งระวังการสะดุด – หรือการถูกเบียดจนล้ม

4… เมื่อรถจอดเทียบสถานี ให้เราหลบไปยืนด้านข้างๆ(ด้านซ้ายหรือขวาก็ได้
แต่ต้องไม่ยืนตรงกลางขวางผู้ที่เขาจะเดินออกมาจากรถ)ไม่ยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูรถ
หากว่าเราจะเข้ารถ ก็ต้องให้ผู้โดยสารออกจากรถให้หมดก่อน จึงก้าวเดินเข้าไป
และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะเล่นแกล้งกัน วิ่งไล่กัน หรือผลักกันไปมาในบริเวณที่ยืนรอรถไฟฟ้า


5… ในยามที่รถส่งสัญญาณเสียง “ปี๊บๆๆๆ” นั่นหมายถึงประตูไฟฟ้ากำลังจะปิด
แล้ว ถ้าลูกยังไม่เข้ารถ ก็ไม่ต้องวิ่งโกยแน่บ เพื่อจะกระโดดขึ้นรถให้ทัน
เพราะนั่นเสี่ยงต่อการโดนประตูอัตโนมัติหนีบ (หนีบมือ –หนีบตัว-หนีบเสื้อผ้า)
แล้วถูกกระชากลากไปด้วยความเร็วแรง เมื่อรถไฟฟ้าออกตัว…

6…  ถ้าลูกทำกระเป๋านักเรียนหรือทำของอะไรก็ตามตกหล่นไปในรางรถไฟ
ห้ามก้าวเข้าไปเก็บเองอย่างเด็ดขาด  ให้รีบไปแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ประจำสถานีนั้นๆทันที

7… เมื่อลูกเข้าไปในห้องโดยสารแล้ว ให้ลูกนึกถึงถ้อยคำอมตะของพี่กระเป๋ารถเมล์
ที่ลูกอาจเคยได้ยินจนเจนหูมาแล้วว่า…  “ขึ้นบนแล้วชิดในเลยเพ่…!”

ใช่แล้ว…คำชี้แนะนี้ยิ่งต้องนำมาปฏิบัติเมื่อใช้บริการรถไฟฟ้า
เพราะเรามักจะพบเห็นผู้คนที่ชอบยืนออกันอยู่หน้าประตู หรือ
พื้นที่บริเวณประตู ทำให้เกะกะกีดขวางทั้งผู้ที่จะขึ้น หรือลงรถไฟฟ้า
ทั้งๆที่กลางโบกี้มีที่ว่างอยู่เหลือเฟือ แม้แต่บางครั้งยังมีที่นั่งเหลืออยู่อีกหลายที่ด้วยซ้ำ

8… จะต้องระวังเรื่องการง่วงเหงาหาวนอนด้วย
เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการที่หัวอาจโขกโป๊กเอาคนที่นั่งข้างๆ หรือโขกราวเหล็กข้างๆที่นั่ง
(กรณีนั่งอยู่ริมสุด) ลูกอาจสัปหงกจนหน้าและ ศีรษะทิ้งลงมากระแทกพื้นบนรถไฟฟ้า

นอกจากนั้นลูกก็อาจโงกหลับครอกฟี้จนนั่งเลยสถานีรถไฟฟ้า กระทั่ง ไปไหนต่อไหน จน
หลงทางจนกลับบ้านไม่ถูก หากเกิดกรณีนี้ ให้ลูกรีบโทรศัพท์กลับบ้าน โทรหาคุณพ่อคุณแม่ทันทีครับ
เด็กๆหลายๆคนคงเคยโดยสารรถไฟฟ้ามาแล้วกับคุณพ่อคุณแม่
แต่ครั้งนี้อาจเหมือน “การผจญภัยครั้งแรกในชีวิต”

เพราะต้องไปและกลับด้วยตนเอง โดยเฉพาะนี่คือ
รถสาธารณะเทคโนโลยี่ที่มีความเร็วสูง หนำซ้ำต้องเดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้คนที่มาใช้บริการมากมาย พลุกพล่าน

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ก็ควรไปเป็นเพื่อนในวันแรกๆ และจะได้เรียนรู้จดจำ จนมีความมั่นใจในด้านความปลอดภัยมากขึ้น ๆ กระทั่งมีความเชื่อมั่นในตนเองในที่สุด…..

www.csip.org

โปรดแสดงความเห็น

….

สอนเด็กให้ระวังภัย… “ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์”

WedNovember2012232833_lo

สอนเด็กให้ระวังภัย… “ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์” 
บทความโดย ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

จะมีใครทราบมั้ยครับว่า ถ่านไฟฉายแค่ก้อนเล็กๆ แต่มันได้ ยังนำ “มรณะภัย”มาสู่เด็กอย่างที่คาดไม่ถึง!
ครับ ถ้าไม่เกิดเป็นข่าวขึ้น ก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่า ถ่านไฟฉายก้อนแค่นี้ มันจะมีอานุภาพจนสามาถทำให้ถึงกับระเบิดเปรี้ยง กระทั่งเด็กจอมซนต้นเหตุต้องไส้ทะลักและดับอนาถ !
หนูน้อยวัย 9 ขวบชาวเมืองนครพนม

จู่ๆก็ไปหยิบเอาถ่านไฟฉายก้อนเล็กๆ ขนาด 2 เอ 1.5 โวลต์ 2 ก้อน (ที่ผู้ใหญ่ซื้อมาจากฝั่งประเทศลาว) มาต่อกับสายไฟ โดยใช้สายไฟสีขาว-แดง 1 คู่ ฉีกปลายสายไฟออก นำไปต่อเข้ากับขั้วบวกขั้วลบ แต่แล้วก็เกิดระเบิดดังตูม เจ้าหนูถึงกับไส้ทะลัก มีแผลเป็นสะเก็ดเต็มท้อง ผู้ใหญ็ในบ้านต้องรีบส่งไปที่ร.พ.นครพนม แต่ไม่ทันกาลเพราะเด็กน้อยต้องสิ้นใจตายหลังถึงมือหมอไม่นาน เหตุเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
(นสพ.ข่าวสด 13 เมษายน พ.ศ. 2552)

แม้เหตุร้ายแรงข้างต้นอาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อยแต่ก็ไม่ควรประมาทครับ รวมทั้งสิ่งที่พบได้บ่อยๆก็ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด นั่นก็คือ …
การปล่อยให้เจ้าตัวเล็กที่เห็นอะไรๆก็หยิบเข้าปาก หยิบๆจับๆเจ้าถ่านไฟฉายหมดอายุเน่าๆมีน้ำย้อยเยิ้มออกมา เผลอๆก็จับเข้าปากหมับแล้วดูดเล่นเคี้ยวเล่นอย่างเพลิดเพลิน !!!
ถ่านไฟฉายและแบตเตอรี่เมื่อตกอยู่ในสภาพเก่าเก็บก็มักจะเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ไหลเยิ้มย้อยออกมาซึ่งมีกลิ่นคล้ายสนิมเหล็กนั้น มันก็คือสารเคมีสารพัด ที่ล้วนแล้วมีพิษภัย ไม่ว่าจะเป็นสารแคดเมียมปรอท ตะกั่ว นิกเกิล ลิเธียม และแมงกานีสไดออกไซด์…เป็นต้น สารเคมีที่เสื่อมสภาพเหล่านี้ เพียงแค่ผิวได้สัมผัสก็ถือได้ว่าอันตรายแล้ว
ยิ่งดูดกลืนเข้าไปยิ่งไม่ต้องพูดถึง รับเข้าไปน้อยก็จะสะสม และส่งผลร้ายต่อแทบทุกระบบในร่างกายทั้งระบบประสาท-ทางเดินอาหาร-ระบบหายใจ-เนื้อเยื่อ- เม็ดเลือดแดง 
หากรับเข้าไปมากก็เสี่ยงต่อการถูกกัดกร่อนอวัยวะภายใน แต่ไม่ว่าพิษที่ได้รับจะเป็นแบบเฉียบพลัน หรือ เรื้อรังผลร้ายก็ยังคงเสี่ยงต่อความเจ็บป่วย อย่างน้อยเด็กๆก็เสี่ยงกับการพัฒนาการสมองได้ช้าลง สติปัญญาด้อยลงฯลฯพิการ หรือกระทั่งเสียชีวิต โลกยุคไอทีในบรรดาอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ชนิดพกพาแม้จะมีมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น มือถือ ไอพอต ไอแพต แทบเล๊ต กล้องดิจิตอล Mp 3 แต่ทั้งหลายนี้โดยมากจะต้องใช้แบตเตอรี่ หรือถ่านไฟฉาย
(ถ่านนิกเกิลแคดเมียม ถ่านนิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ ถ่านลิเทียม ถ่านAA และถ่านอัลคาไลน์ซึ่งมีทั้งแบบที่สามารถนำมาประจุไฟใหม่ได้ (Rechargeable) หรือแบบใช้ได้ครั้งเดียวทิ้ง)
แต่ทั้งหมดนี้ในยามที่มันหมดอายุ หรือเสียจนเกินที่จะซ่อม มันก็ล้วนกลายเป็น“ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์” หรือ ขยะประเภทที่มีสารเคมีตกค้าง ซึ่งอันตรายทั้งต่อสุขภาพของสิ่งที่มีชีวิตและ ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
แต่ที่น่าแปลกใจและน่ากังวลก็คือ ในบ้านเรานั้นขาดความชัดเจนและจริงจังในการกำจัดซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งน่าจะมีเข้ามาทุกวันๆ ถังขยะของกทม.ที่หน้าถังระบุไว้ว่าสำหรับทิ้งขยะดังกล่าวโดยเฉพาะ บัดนี้กลับกลายเป็นของหายากมากไปแล้ว ก็เหมือนกับหน่วยงานหรือบริษัท ที่เคยรณรงค์ในเรื่องนี้อย่างคึกคักก็กลับแผ่วปลายและเงียบหาย
ยังเหลืออีกหนทางที่เคยมีผู้แนะนำ นั่นก็คือ

ให้รวบรวมขยะประเภทนี้ใส่ลงถุงดำ แล้วเอาสตริกเกอร์ที่เขียนไว้ว่าขยะพิษ แปะติดที่หน้าถุง เพื่อพนักงานเก็บขยะจะได้ นำถุงขยะพิษไปแยกทิ้งลงช่องรับขยะพิษ(อยู่ที่ท้ายรถเก็บขยะ) เมื่อไปถึงโรงกำจัดขยะ เหล่าขยะพิษก็จะผ่านขั้นตอนบำบัดทางเคมีก่อนก่อนฝังกลบต่อไป
เพื่อปกป้องลูกจากแบตเตอรี่ หรือ ถ่านไฟฉาย คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้การเอาใจใส่ 
และแนะนำเด็กๆ ดังนี้ครับ
1…พวกถ่านไฟฉายและแบตเตอรี่ที่เตรียมทิ้งนั้น นอกจากรวบรวมใส่ถุงดำแล้วก็ควรมัดปากถุงให้แน่น
และเก็บไว้ในที่เด็กนำไปเล่นไม่
ได้
2… ไม่นำไปทิ้งลงแม่น้ำ ลำคลอง ท่อระบายน้ำ หรือในแหล่งน้ำต่างๆ เพราะหากทำเช่นนั้น (ฝังดิน หรือโยนลงแหล่งน้ำ)สารพิษดังกล่าวปนเปื้อนทั้งแหล่งดิน แหล่งน้ำ แล้วก็จะซึมผ่านชั้นดินและแหล่งน้ำส่งผ่านต่อมายังพืช และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ต่อไป

3.. ไม่ทำลายโดยนำไปเผาไฟ เพราะนอกจากทำให้เกิดมลพิษที่คลุ้งไปทั่ว การกระทำเช่นนั้น ละอองไอของสารเคมีจะฟุ้งไปทั่ว ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เกิดพิษภัยแก่ผู้ที่อยู่รอบๆบริเวณดังกล่าว แถมยังอาจเกิดระเบิดตูมตามขึ้นมาได้

เมื่อพูดกันถึงเรื่องของถ่านไฟฉาย หรือ แบตเตอรี่ที่ใช้กับอุปกรณ์อิเลคโทรนิก ก็คงมองข้ามเรื่องของ “แบตระเบิด”มิได้

เพราะเหตุว่ามันปรากฏเป็นข่าว หลายต่อหลายครั้ง และหากทั้งคนขาย คนซื้อและผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่ ยังไม่มีการป้องกันแก้ไข เหตุร้ายดังกล่าว ก้อาจเกิดขึ้นอีกอย่างไม่สิ้นสุด อยู่ที่ว่าใครจะเป็น “เหยื่อ”ในรายต่อไป 

** หนุ่มเมืองกาญจน์ชาร์จแบตมือถือระเบิดโดนใบหน้าสะเก็ดเข้าตาหวิดตาบอด (นสพ.คมชัดลึก)
** โทรศัพท์มือถือ หล่น เอื้อมไปหยิบ …ระเบิดตูม!นิ้วฉีกต้องเย็บ 4 เข็ม (นสพ.คมชัดลึก)
**หนุ่มจีน มือถือระเบิดขณะเชื่อมเหล็กในโร
งงาน แรงระเบิดทำให้ซี่โครงหัก และเสียชีวิต(ข่าวออนไลน์)
** หนุ่มเกาหลีชะตาขาด มือถือตูมคาอกเสื้อ ตาคาที่ทำงาน (ข่าวออนไลน์)

จริงอยู่แบตเตอรี่มือถือทุกวันนี้ แทบทุกยี่ห้อได้เปลี่ยนจากนิกเกิล ไฮดราย มาเป็น“ลิเธียม – ไอออน”

 

ทั้ง นี้แบตเตอรี่ลิเธียม – ไออนถูกประดิษฐ์ขึ้นมาแทนที่นิกเกิล ไฮดราย นั้นมีคุณสมบัติพิเศษ คือ

ซึ่งมีน้ำหนักเบา แถมสะสมพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่น ๆ
แต่การที่แบตเตอรี่ลิเธียม – ไออนมีส่วนผสมของ“โคบอลต์ออกไซด์”

ทำให้เมื่อโดนความร้อนสูงขึ้นถึงระดับหนึ่งจะเกิดปฏิกิริยาเร่งความ ร้อนสูงยิ่งขึ้นไปอีก และมีโอกาสเสี่ยงที่แบตเตอรี่จะบวมไหม้ หรือ อาจระเบิดได้
แต่ นั่นก็ยังขึ้นกับระบบต่างๆ หรืออุปกรณ์ ชิ้นส่วนภายใน ระบบชาร์จไฟของทั้งแบตเตอรี่ และของมือถือนั้นๆด้วยว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยอย่างไร หรือไม่ รวมทั้งขั้นตอนการผลิตที่บกพร่องโดยอาจเริ่มมาตั้งแต่ในโรงงานผลิตกันเลยทีเดียว 
ส่วนการชาร์จไฟก็ควรต้องระวังเช่นกันครับ แม้โทรศัพท์ หรือแบตจะมีตัวสั่งให้หยุดชาร์จอัตโนมัติ แต่เพื่อความปลอดภัยจึงไม่ควรชาร์จนานเกิน 24 ชั่วโมง (อย่าลืมอ่าน ข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ระบุไว้ในตามคู่มือนั้นๆด้วยนะครับ)

เลือกแบตเตอรี่ และถ่านไฟฉายอย่างไรให้ปลอดภัย ?

 
พบว่า แบตเตอรี่มือถือ(รวมทั้งถ่านไฟฉาย)ที่เกิดระเบิดขึ้นมานั้น มักไม่มีเครื่องหมาย มอก.
นั่นหมายถึงมันเป็น แบตเตอรี่เถื่อน หรือแบตเตอรี่ปลอม

แบตเตอรี่ที่ได้มาซึ่งเครืองหมาย มอก.( มอก 2217-2548) ถือว่ามั่นใจได้ เพราะมอก.บ้านเรายุคนี้มีมาตรฐานเทียบเท่ามาตรฐาน IEC ของยุโรป
ดังนั้นทุกครั้งที่หาซื้อถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่ ถ่านชาร์จ ให้เลือกที่มีเครื่องหมาย มอก. 2217-2548 เอาไว้ ที่มักเป็นฉลากสตริกเกอร์แปะติดไว้บนกล่อง หรือตัวสินค้านั้นๆ
เวลาซื้อสินค้า อย่าเลือกร้านที่ดูไม่น่าไว้ใจ เช่น ตามแผงลอย หรือแม้แต่ร้านค้าที่ขายใน ราคาถูกว่าปกติมาก นั่นย่อมเสี่ยงที่จะเจอ “ของปลอม” และหากหลงไปซื้อของปลอมมาใช้เข้า ก็มักสังเกตได้ว่า แม้ชาร์จแบตจนเต็มปรี่แล้ว แต่เวลาในการใช้งานกลับสั้นกว่าปกติมาก

www.csip.org

 

 

…..