รถหัดเดิน…เมื่อไหร่จะเลิกใช้ ?

รถหัดเดิน…เมื่อไหร่จะเลิกใช้ ?

เทปออกอากาศเมื่อวันที่ 18 ก.พ.2558
ในรายการภูมิคุ้มกันทางThaiPBS Radio

(9 ม.ค.2558) ภัยจากของเล่น ความสนุกสุดอันตราย

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยใ­นเด็ก รพ.รามาธิบดี
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ภัยจากของเล่น ความสนุกสุดอันตราย

เทปออกกาศ เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ม ค 2558
ทางช่อง5 เวลา ในรายการ 5 เช้าข่าวใหญ่

10 ตุลาคม 2557 สกู๊ปข่าวทีวีช่อง 3 สัมภาษณ์เรื่องของเล่น-ของใช้อันตราย

10702145_760766537304889_4506533828795665341_n

สคบ.และสกู๊ปข่าวทีวีช่อง 3
สัมภาษณ์คุณหมออดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ เรื่อง….ของเล่น-ของใช้....อันตราย

Untitlu

ศุกร์ 10 ต.ค.57 สคบ.และสกู๊ปข่าวทีวีช่อง 3 สัมภาษณ์คุณหมออดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ เรื่อง….ของเล่น-ของใช้….อันตราย

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Sunday, October 12, 2014

 

 

 

 

 

19 สิงหาคม 2557 รายการทีวีช่อง13 สยามไทอัพเดท เรื่อง..ภัยของเล่นเด็กและสิ่งแวดล้อมความไม่ปลอดภัยที่มีต่อเด็ก

10580958_736523936395816_5205254900884703340_o

รายการทีวีช่อง13 สยามไทอัพเดท
ขอสัมภาษณ์คุณหมออดิศักดิ์ เรื่อง..ภัยของเล่นเด็ก
และสิ่งแวดล้อมความไม่ปลอดภัยที่มีต่อเด็ก

Untitlu

เมื่อวันที่ 19.08.2557 เวลา 09.30 น.รายการทีวีช่อง13 สยามไทอัพเดท ขอสัมภาษณ์คุณหมออดิศักดิ์ เรื่อง..ภัยของเล่นเด็กแล…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Monday, August 18, 2014

 

 

 

05 สิงหาคม 2557 รายการสะพานสายรุ้ง Ture 71 ในโครงการสื่อสร้างสังคมอุดมสุข มูลนิธิเด็ก พูดคุยเกี่ยวกับ เรื่องอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในเด็ก และอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นกับเด็ก

10560312_729130867135123_444220897887720736_o

รายการสะพานสายรุ้ง Ture 71
ในโครงการสื่อสร้างสังคมอุดมสุข มูลนิธิเด็ก

คุณหมออดิศักดิ์และคุณพิภพ ธงไชย
พูดคุยเกี่ยวกับ เรื่องอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในเด็ก.
และอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นกับเด็ก

Untitlu

รายการสะพานสายรุ้ง Ture 71 ในโครงการสื่อสร้างสังคมอุดมสุข มูลนิธิเด็ก คุณหมออดิศักดิ์และคุณพิภพ ธงไชยพูดคุยเกี่ยวกับ…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Tuesday, August 5, 2014

 

 

“รู้ ป้องกัน เฝ้าระวัง” สินค้าไม่ปลอดภัยกับ สคบ.

10156111_774132365968306_1118658475245454046_n

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557

นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “รู้ ป้องกัน เฝ้าระวัง” สินค้าที่ไม่ปลอดภัยกับ สคบ. จัดโดย ศูนย์เฝ้าระวังและพิสูจน์สินค้าที่ไม่ปลอดภัย ณ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์แจ้งวัฒนะ โดยดร.บัณฑิต ตั้งประเสริฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้เกียรติบรรยายในหัวข้อ “ความร่วมมือกับอาเซียนด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้าที่ไม่ปลอดภัย” พร้อมด้วยนางสาวทรงศิริ จุมพล ผอ.การกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลากและ ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังและพิสูจน์สินค้าที่ไม่ปลอดภัย และนางสาวกุญชรี ธนารักษ์ ผอ.ฝ่ายประสานงานกับต่างประเทศ ร่วมบรรยายด้วย

Untitlu

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติกา…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Sunday, November 9, 2014

 

 

รู้เท่าทัน สินค้าอันตราย

10582973_723898024325074_169901460559864092_o

กิจกรรมโครงการ “รู้เท่าทัน สินค้าอันตราย”
ดำเนินการโดย
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี
ร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
ณ โรงเรียนวัดพระยายัง เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2557 เวลา 09.00 – 12.00 น.

กิจกรรมโครงการ “รู้เท่าทัน สินค้าอันตราย”ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรีร่วมกับศู…

โพสต์โดย ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี บน 24 กรกฎาคม 2014

 

 

ผลวิจัยชี้สีทาบ้านถึง 79% มีสารตะกั่วสูงเกินมาตรฐาน

ผลวิจัยชี้สีทาบ้านถึง 79% มีสารตะกั่วสูงเกินมาตรฐาน

(21 ต.ค.) ที่ห้องประชุมอาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.วลัยพร มุขสุวรรณ รองผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ แถลงผลการศึกษา “สารตะกั่วในสีทาอาคาร” ว่า มูลนิธิบูรณะนิเวศได้ดำเนินการทดสอบสารตะกั่วในสีน้ำมันทาอาคาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือเพื่อเพิกถอนสารตะกั่วจากสีในเอเชีย โดยทำการสุ่มตัวอย่างสีน้ำมันทาอาคารที่วางจำหน่ายในท้องตลาดของประเทศไทย จำนวน 120 ตัวอย่าง 68 ยี่ห้อ ผลการตรวจสอบพบว่า ร้อยละ 79 มีปริมาณสารตะกั่วสูงเกินกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ฉบับล่าสุด ซึ่งกำหนดสีมีสารตะกั่วไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และร้อยละ 40 มีปริมาณสารตะกั่วเกิน มอก.กำหนดถึง 100 เท่า คือมีมากกว่า 10,000 ppm ทั้งนี้ ปริมาณสารตะกั่วสูงสุดที่พบคือ 95,000 ppm ส่วนปริมาณที่น้อยที่สุดคือน้อยกว่า 9 ppm

“ ผลจากการตรวจวิเคราะห์พบว่า 8 ใน 29 ตัวอย่างของสีที่ติดฉลากว่า ไม่ผสมสารตะกั่ว มีปริมาณตะกั่วสูงเกิน 10,000 ppm และจากตัวอย่างที่นำมาศึกษาพบ ว่ามีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ผลิตสี คือ 15 บริษัท จากทั้งหมด 42 บริษัท ที่ผลิตตาม มอก.ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวเป็นไปแบบสมัครใจ คือ ไม่มีผลบังคับและลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งปี 2553 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ปรับมาตรฐานสมัครใจเรื่องปริมาณสารตะกั่วในสีน้ำมันให้เข้มงวดขึ้นจาก 600 ppm เหลือเพียง 100 ppm ดังนั้น หากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ติดสัญลักษณ์ มอก.การผลิตสีน้ำมันที่มีสารตะกั่วเกินมาตรฐาน จึงยังไม่ถือว่าผิดกฎหมาย” น.ส.วลัยพร กล่าว

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี แถลงผลการศึกษา “สารตะกั่วในเลือดของเด็กไทย” ว่า สารตะกั่วเป็นอันตรายอย่างแน่นอน เพราะมีผลกระทบทั้งแบบเฉียบพลัน คือ สมองบวม ซีด ถึงขั้นหยุดหายใจและตายได้ และแบบเรื้อรัง เช่น ปวดท้อง ปัญหาพฤติกรรม ทำลายสมอง ไตอักเสบ ที่สำคัญจากการศึกษาของ Canfield และคณะพบว่า สารตะกั่วทำให้สติปัญญาของเด็กลดลงด้วย โดนสารตะกั่วที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร (มคก./ดล.) จะทำให้ไอคิวลดลง 4.6 จุด โดยเฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงได้รับสารตะกั่วเข้าร่างกายได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยฯ ได้ทำการสำรวจระดับสารตะกั่วในเลือดของเด็กที่อาศัยอยู่ใน จังหวัดเขตอุตสาหกรรม 4 จังหวัด ได้แก่ ระยอง สมุทรปราการ สมุทราสาคร และฉะเชิงเทรา จำนวน 1,526 คน พบว่า มีเด็กจำนวน 197 คน หรือร้อยละ 12.9 มีระดับสารตะกั่วในเลือดสูงกว่า 10 มคล./ดล. ซึ่งเป็นค่าที่เกือบทุกประเทศกำหนดให้เป็นค่าความปลอดภัย

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ศูนย์ฯได้สำรวจบ้านเด็กเหล่านี้จำนวน 49 ราย พบว่า ร้อยละ 92 หรือ 45 ราย มีการใช้สีน้ำมันทาบางตำแหน่งภายในบ้าน และพบว่าสีน้ำมันเหล่านั้นร้อยละ 55.6 หรือ 25 ราย มีสารตะกั่วสูงเกินกว่า 100 ppm ส่วนการสำรวจฝุ่นผงภายในบ้านพบว่า ร้อยละ 22.4 หรือ 11 ราย มีสารตะกั่วในฝุ่นผงภายในบ้านสูงกว่า 400 ppm

“ในต่างประเทศมีการควบคุมระดับสารตะกั่วในสีแล้ว ดังนั้น สีที่จะนำมาทาภายในบ้าน ของเด็กเล่น เฟอร์นิเจอร์ จะต้องมีการควบคุม นอกจากกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องออกกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องแสดงฉลากให้ชัดเจน โดยเฉพาะสีน้ำมันที่ผู้ประกอบการกล่าวอ้างว่า ไม่ใช่สีทาภายในบ้านแต่ประชาชนนำไปทาเองนั้นต้องมีฉลากชัดเจนว่ามีสารตะกั่วเท่าไร และต้องระบุด้วยว่าห้ามใช้ทาอาคารภายในที่อยู่อาศัย เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องเล่นของเด็ก หรืออาจะระบุว่ามีสารตะกั่วสูงทำให้เด็กโง่ เป็นต้น หากมีการควบคุมจะสามารถช่วยลดระดับสารตะกั่วในเลือดของเด็กได้ ซึ่งในสหรัฐฯเห็นได้ชัดเจนว่า 20 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีการควบคุม ระดับสารตะกั่วมีการลดลงต่อเนื่องทุกปี” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

856832_594536487261229_1044750998_o

นางเบญจมาพร เอกฉัตร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารมาตรฐาน 3 (เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค) กล่าวในเวทีสัมมนาเรื่อง “สีปลอดสารตะกั่ว นโยบายที่เป็นจริงได้” ว่า สีปลอดสารตะกั่วสามารถเป็นจริงได้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมมือกัน ซึ่งทาง สมอ.เองที่ผ่านมาได้กำหนดมาตรฐานสีแต่เป็นลักษณะแบบสมัครใจ คือ ถ้ามีความประสงค์ก็มาขอรับมาตรฐาน เมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้วหากผ่านมาตรฐานก็จะให้เครื่องหมายรับรอง แต่หากภายหลังตรวจสอบพบว่า ผลิตแล้วไม่ได้มาตรฐานจะมีโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรืออาจเพิกถอนใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม สมอ.ถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายถึงเรื่องมาตรฐานสารตะกั่วในสีว่าเหตุใดจึงไม่มีการบังคับเสียที ล่าสุด ได้เสนอบอร์ด สมอ.ให้บังคับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทั้งหมดคือโลหะหนัก ของสีน้ำมันทั้ง 3 ตัว คือ แบบด้าน กึ่งเงา และเงา ซึ่งขณะนี้ยกร่างเสร็จแล้ว เหลือเพียงส่งให้กฤษฎีกาตีความ และประกาศใช้ต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งการบังคับนี้จะรวมไปถึงการนำเข้าด้วย เพราะเท่าที่ทราบคือผลตรวจสารตะกั่วที่พบว่าเกินเป็น 10,000 ppm นั้น เป็นสีนำเข้าจากประเทศที่ระบุว่ามีการเลิกใช้สารตะกั่วแล้ว นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการทาสีใหม่ในอาคารที่มีอายุ 5-10 ปีด้วย ทั้งนี้ สีปลอดสารตะกั่วอาจไม่ได้หมายความว่าไม่มีตะกั่วเลย แต่จะต้องมีสารตะกั่วที่ไม่เกินค่ามาตรฐานกำหนด

Untitlu

 

(21 ต.ค.) ที่ห้องประชุมอาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.วลัยพร มุขสุวรรณ รองผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ แถลงผล…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Monday, October 21, 2013

 

 

อุปกรณ์ศิลปะอันตราย

FriDecember201116943_lo

 

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้วว่า กิจกรรมทางด้านศิลปะ
คือสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ ทุกวัย เพื่อการพัฒนาในทุกด้าน (ร่างกาย-อารมณ์-สังคม-สติปัญญา-จินตนาการ…)

กุมารแพทย์ทั่วไปจึงเห็นด้วย และสนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้ลูกๆ ทำกิจกรรมศิลปะ
แต่ก็แน่นอนครับ… สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ สโลแกนประจำใจของพวกเราทุกคนในทุกกิจกรรมก็คือ “ปลอดภัยไว้ก่อน”

น้องบาส (4 ขวบ) จัดว่าเป็นเด็กโชคดีที่มี คุณพ่อคุณแม่เห็นถึงความสำคัญของศิลปะ
จึงพาลูกไปเข้าคอร์สศิลปะในวันหยุด หนุ่มน้อยก็เลยแฮปปี้เป็นอันมากซ้ำยังนำงานศิลปะกลับมาทำต่อที่บ้านอีก้ดวย

และแล้ววันนั้นที่เจ้าบาสจอมขยันพอย่างเท้าเข้าบ้าน ก็เรียกหา “กรรไกร” จากคุณแม่ทันที
โดยบอกว่าจะเอาไปตัดกระดาษตัวการ์ตูนติดแปะที่คุณครูให้มาทำต่อที่บ้าน
คุณแม่ก็สู้อุตส่าห์ควานหากรรไกรด้ามจิ่วจนเจอแล้วยื่นให้ลูกชายตามคำขอ
ทั้งๆ ที่คิดอยู่เหมือนกันว่ากรรไกรปากแหลมๆ อย่างนี้จะเหมาะกับลูกหรือ

แต่อีกใจก็เห็นว่าไม่เป็นไรลูกคงใช้คล่องแล้ว เพราะที่โรงเรียนศิลปะก็คงให้ใช้ทุกอาทิตย์อยู่แล้ว
แล้วคุณแม่ก็รีบหอบเอากองเสื้อผ้าไปเข้าเครื่องซักผ้า แต่แล้ว…แค่ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที
เจ้าบาสก็ร้องไห้เสียงจ้า คุณแม่ทิ้งกองผ้า แล้วรีบวิ่งไปที่ต้นเสียง แล้วก็ต้องตกใจ…

ลูกโดนกรรไกรบาดนิ้วเข้าให้แล้ว…..คุณแม่นึกโกรธตัวเองว่า
ไม่น่าเอากรรไกรให้ลูกเลย แถมยังจำขึ้นมาได้อีกว่า
กรรไกรที่ทางโรงเรียนศิลปะให้เด็กๆ ใช้ก็คือ กรรไกรพลาสติก และกรรไกรปลายมน!
แล้วเด็กๆ ยังอยู่ในการดูแลของคุณครูตลอดเวลา

จากเหตุการณ์ “ภัยอันเกิดอุปกรณ์ศิลปะ” ครั้งนี้
ทำให้นึกถึงข่าวอันน่าสลดใจที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อหลายปีที่แล้ว ก็คือ…

ข่าว… เด็กมัธยม 14-15 ปี เอาน้ำยากัดกระจกที่ใช้กับงานศิลปะที่โรงเรียน
กลับมาทำต่อที่บ้าน เมื่อใช้ไม่หมดจึงนำมากรอกใส่ขวดน้ำดื่ม (พลาสติก)
แล้วตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะ น้องชายวัย 4 ขวบ ตื่นเช้ามา… กระหายน้ำ
เลยซดน้ำในขวดเข้าไปเต็มอึกใหญ่

ผลก็คือล้มลงไปนอนดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวดและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
จากหลอดอาหารทะลุเนื่องจากน้ำยากัดกระจกเป็นกรดอย่างแรง!

กรณีอันน่าสลดใจนี้ คงจะเป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใส่ใจในกิจกรรมศิลปะของลูกๆ
ว่าได้ใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับวัยหรือไม่? เช่น น้ำยากัดกระจก …แลคเกอร์…ทินเนอร์…
มีดแกะสลัก…คัตเตอร์…หรือสีประเภทต่างๆ …ให้ดูว่าเหมาะสมกับวัยของลูกหรือไม่?

หรือหากต้องใช้ ก็ต้องรู้วิธีใช้และวิธีเก็บรักษาที่ถูกต้อง อย่างเช่น
น้ำยากัดกระจกก็ไม่น่าจะเป็นอุปกรณ์ศิลปะที่เด็กนำกลับบ้านได้
เด็กอาจจะขาดความระมัดระวังในการเก็บ ทำให้เกิดการเจ็บทั้งต่อตนเองและผู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงได้

และที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ สเปรย์แลคเกอร์
ที่เด็กโตจะได้ใช้กันบ่อยในงานศิลปะ

โดยมากก็เพื่อพ่นเคลือบเงาให้งานชิ้นนั้นแวววาวสดใส ในขณะที่พิษภัยของแลคเกอร์ ทินเนอร์
หรือสารระเหยทั้งหลาย ก็เป็นที่รู้กันว่าอันตรายของมันรุนแรงเพียงใด เช่น
หากสูดดมเข้าไปมาก หรือบ่อยๆ มันจะซึมแทรกเข้าไปกระแสเลือด ทำอันตรายต่อถุงลม
ปอด เนื้อเยื่อ ตับ ไต อวัยวะภายในต่างๆ รวมถึงระบบประสาทส่วนกลาง

โดยอาจเกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง… หรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
คือการเกิดระคายเคืองในคอ หายใจขัด มึนหัว แน่นหน้าอก อาเจียน
และทุกครั้งก็จะต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันชุดเดียวกับการป้องกันน้ำยากัดกระจก นั่นคือ…แว่น ผ้าปิดปากปิดจมูกและถุงมือ

ย้อนกลับมาที่เด็กเล็ก…ลูกในวัย 2-4 ขวบ
สมควรส่งเสริมให้มีการบริหารกล้ามเนื้อเล็ก (นิ้ว ข้อมือ)
การปั้นดินและการละเลงสีด้วยนิ้ว จึงเป็นกิจกรรมที่ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก
ทั้งยังได้ฝึกการใช้สมาธิ ฝึกจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ

โดยดินที่จะนำมาใช้ก็ควรเป็นดินใช้ปั้นที่เรียกกันว่า แป้งโดว์ (Play Dough)


ซึ่งน่าจะเหมาะ และปลอดภัยสำหรับหนูน้อยมากกว่าดินน้ำมัน หรือดินเหนียว
โดยแป้งโดว์เป็นแป้งปั้นที่ทำจากแป้งทำอาหาร น้ำมันพืช และสีผสมอาหาร

การละเลงสีด้วยนิ้วมือ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดโปรดของเด็กเล็ก เราจะใช้สีที่ทำจากสีผสมอาหาร
ผสมเข้ากับแป้งข้าวโพด และน้ำอุ่น แล้วคนให้เข้ากัน ให้มีความข้นกำลังดี

ส่วนอุปกรณ์เพื่อการวาด (ละเลง) ก็คือ กระดาษอาร์ตมัน แผ่นโตๆ หรือจะปูรองพื้นอีกชั้น
ด้วยถุงพลาสติก หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ แล้วก็อย่าลืมสวมเสื้อกันเปื้อนให้ลูกด้วย
(จะสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นก็ได้ครับ) และเมื่อเลิกเล่นแล้ว ก็จะต้องล้างมือด้วยน้ำสบู่ หรือจะให้ดีก็จับอาบน้ำซะเลยครับ

บรรดาสีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีไม้ สีเทียน สีน้ำ หรือสีชอร์ค อันเป็นอุปกรณ์สำคัญในงานศิลปะของเด็ก
คุณพ่อคุณแม่จะต้อพิถีพิถันในการเลือกซื้อให้ลูกๆ โดยเลือกที่มีการันตีหน้าบรรจุภัณฑ์ว่า non tomix
หมายถึง มีกระบวนการผลิตที่ไร้สารพิษไร้สารตะกั่วและมีเครื่องหมาย CE
พิมพ์การีนตีความปลอดภัยด้วย เพราะนั่นหมายถึงเป็นสินค้าที่ได้รับรองเรื่องของความปลอดภัยด้วย
เพราะนั่นหมายถึงเป็นสินค้าที่ได้รับรองเรื่องของความปลอดภัย ทั้งต่อผู้ใช้

โดยเฉพาะสีเทียนบ้านเรามีกฎหมายควบคุมมาตราฐานโดยกระทรวงอุตสาหกรรม
เวลาเลือกซื้อเลือกที่มีสัญลักษณ์มอก. ตามมาตรฐานจะตรวจสอบความแข็งแรงของสี
และส่งตรวจหาโลหะหนักปนเปื้อนในสีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีโทษต่อร่างกายแตกต่างกันไป
เช่น ตะกั่ว ทำให้ปัญญาอ่อน ปรอทจะทำลายสมองมีผลต่อการเคลื่อนไหว พูด การมองหรือการได้ยิน
แคดเมียมก่อโรคอิไตอิไต เป็นต้น สารโลหะหนักที่มีการตรวจหาเป็นไปตามตารางดังนี้

ข้อกำหนดค่าสูงสุดของปริมาณโลหะหนักในสีเทียน

พลวง 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
สารหนู 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
แบเรียม 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
แคดเมียม 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
โครเมียม 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ตะกั่ว 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ปรอท 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม
ซิลิเนียม  500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม, ppm

ขณะนี้มีการรับรองมาตราฐานเฉพาะสีเทียนครับ สีผง (ขายเป็นซองๆ)
และสีน้ำอื่นๆ ยังไม่มีการรับรองเลย ขายกันเกลื่อนโดยไม่มีเกราะความปลอดภัย

ถ้าไม่แน่ใจว่าสีนั้นจะมีพิษหรือไม่ ประกอบกับไม่มีเครื่องหมายรับประกันใดเลยไม่ต้องรีรอครับ พาลูกเดินห่าง อย่าซื้อสารพิษเข้ามือลูกเลยครับ

ศิลปะนั้นย่อมเป็นเรื่องดีงามอย่างไม่ต้องสงสัย….

ศิลปะฝึกฝนให้เด็กมีจิตใจอ่อนโยน ใจเย็น รู้จักรอคอย มีสมาธิ เพราะจดจ่อกับกิจกรรมอันสนุกและเพลิดเพลิน

แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องเอาใจใส่ก็คือ…วิธีการทำงานศิลปะที่ปลอดภัย

และรวมทั้งอุปกรณ์ศิลปะที่ต้องเหมาะสมกับวัย
และที่สำคัญคือจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยด้วยครับ

www.csip.org

 

 

หู-ตา-คอ-จมูก… กับอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

FriDecember2011203043_lo

หู-ตา-คอ-จมูก…
กับอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ…
“ภัยใกล้ตัว”ที่มีมาให้แก้ไขรักษากันอยู่เรื่อยๆ หลายๆคนอาจนึกไม่ถึง

เพราะมันคือ…กาวตราช้าง… เปล่าครับ! ไม่ได้กล่าวหาว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่เลวร้าย
เพราะยังเห็นถึงคุณประโยชน์ ซ้ำยังเป็นลูกค้าขาประจำกันอยู่ ด้วยว่ายังชอบใจในการใช้งานง่าย-ติดเร็ว

ติดทน ที่ใครๆก็ติดใจ

“กาวตราช้าง”(super Glue)


ทำมาจากส่วนผสมของยางอีพ็อกซี่ และอาคลิลิคซึ่งทำจากสารปิโตรเลียม
ยามใดที่มันยังอยู่ในหลอดที่ปิดผนึกแน่นมันก็จะคงสภาพเป็นของเหลว
แต่เมื่อใดที่เริ่มเปิดออกมาใช้ นั่นหมายถึงมันเริ่มโดนความชื้นแล้ว
และลักษณะของบรรจุภัณฑ์ที่มักแข็งตัวที่ด้านปากหลอด
ทำให้ผู้ใช้ต้องออกแรงบีบเมื่อจะใช้งานในครั้งต่อไป และนั่นเองที่มักจะทำให้น้ำกาวพลังช้างถูกดันจนพุ่งทะลุปรี๊ดออกมาทางก้นหลอด…

ดังนั้น ข้อเด่นที่ติดเร็วติดทนของมัน ก็ต้อง กลับกลายเป็นภัยกว่ากาวอื่นๆ

หากผู้ใช้ตั้งตนอยู่ในความประมาท…

“ น้องกร”จอมซ่าส์วัย 6ขวบ ต้องร้องไห้โฮลั่น เมื่อไอ้มดแดงไรเดอร์เอ็กซ์
ตุ๊กตาพลาสติกตัวเล็กๆ มีอันต้องขาหลุด (ก็ด้วยฝีมือของน้องกรเอง)
“พี่กานต์”พี่ชายที่แสนดีวัย 9ขวบ จึงรี่เข้ามาถามไถ่ปลอบโยนน้องชายครู่นึง
แล้วจึงเดินไปหยิบกาวตราช้างที่ห้องเก็บของ แล้วจัดแจงบีบหลอดกาวเพื่อช่วยต่อขาไอ้มดแดง

แต่ด้วยกาวที่คงจะเริ่มแห้ง พี่กานต์ของเราจึงออกแรงบีบมากกว่าปกติ
ผลก็คือ…แทนที่น้ำกาวจะพุ่งออกทางหัวหลอด ก็ดันทะลุพรวดออกมาทางก้นหลอด!…

นั่นคงไม่มีปัญหาอะไร ถ้าน้องกรไม่ได้กำลังยืนอยู่ตรงนั้น…และน้ำกาว”พลังช้าง”

กระเซ็นเข้าตาอย่างแม่นยำ! แต่เดชะบุญ…คงด้วยเพราะน้องกระพริบตาอย่างทันท่วงที

น้ำกาวจึงไม่ทันไปโดนลูกนัยน์ตา แต่นั่นก็ทำให้หนุ่มน้อยลืมตามึ้นเพราะหนังตาบน-หนังตาล่าง
และขนตาติดกันไปหมดด้วยฤทธิ์ของกาว

คำแนะนำในกรณีนี้ก็คือ ห้ามดึงหนังตาบนและล่าง(ที่กำลังติดหนึบ)
ให้แยกออกจากกัน เพราะขืนทำอย่างนั้นล่ะก็ ทั้งขนตา-หนังตามีหวังฉีกขาด

แล้วก็เจ็บอย่าบอกใครเชียว…

วิธีแก้ไขก็คือ …ก่อนอื่น ให้ใช้น้ำอุ่นๆเช็ดรอบๆดวงตา –เปลือกตาเบาๆ

แล้วก็รีบไปพบแพทย์ครับ หรือหากจะมีเศษกาวเข้าตา ไม่ว่าจะเป็นกระจกตา

หรือเยื่อบุตาขาว ก็ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดๆ ล้าพาไปให้คุณหมอตรวจ
เพราะมักจะเกิดอาการระคายเคืองภายในดวงตา ตาแดง และปวดตา

สำหรับในรายของน้องกรที่ตกใจจนร้องไห้จ้า คุณแม่ของหนูน้อยกลับตกใจยิ่งกว่า

เพราะเมื่อเห็นสภาพลูกชายแล้วก็ได้แต่ภาวนาในใจว่า…อย่าให้ลูกต้องตาบอดเลย…..

แต่เมื่อคุณหมอเช็คดูอย่างละเอียดแล้ว กระจกตาไม่มีเศษวัสดุใดๆ ไม่มีอาการอักเสบ จึงทำให้เบาใจไปได้มาก

นอกจากตาแล้ว… “หู”ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่เคยโดนกาวพลังช้างเล่นงานมานักแล้ว
เช่นในรายของเด็กที่เล่นพิเรนแกล้งเพื่อนที่กำลังนั่งหลับ ด้วยการเอากาวตราช้างหยอดใส่หูเพื่อน

“จมูก”ก็เช่นกัน ที่เคยตกเป็นเหยื่อของกาวตราช้างมาแล้ว …รายของเด็กหญิงวัย 7ขวบที่กำลังทำงานศิลปะส่งคุณครู ด้วยการสร้างบ้านด้วยไม้ไอติมโดยใช้กาวตราช้างเชื่อมต่อ

แต่แล้วระหว่างการบีบๆๆๆหลอดอยู่นั้น น้ำกาวก็กลับพุ่งทะลุย้อนเข้าสู่รูจมูกของสาวน้อยอย่างคาดไม่ถึง … เท่านั้นก็แย่แล้ว…แต่มันยิ่งแย่กว่านั้น…เมื่อมันไหลลงไปใน “คอ”!

พวกเราในฐานะผู้บริโภคจึงควรต้องระมัดระวังให้มากในการใช้สินค้าประเภทนี้…

1 ) ควรเก็บเจ้ากาวพลังช้างให้พ้นมือเด็กๆ และต้องถือได้ว่าเจ้าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่จะเอามาใช้โดยพลการ

2 ) จากการที่มันมักจะแข็งตัวไว จากการใช้เพียงครั้งแรกๆ หลายๆบ้านจึงมักแก้ปัญหาด้วยการเอาเก็บเข้าตู้เย็น ซึ่งนั่นกลับเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาร้ายแรง…เพราะด้วยรูปทรงของมันที่ใกล้เคียงกับหลอดใส่ขนมประเภทเยลลี่ หรือช็อกโกแลต ที่เด็กอาจหยิบฉวยแล้วบีบใส่ปากเพราะเข้าใจผิด หรือกระทั่งผู้ใหญ่ที่เผลอหยิบออกมาใช้เพราะคิดว่า…มันคือ ยาหยอดตา

3 ) นอกจาก ตา –หู –คอ –จมูก ที่มักต้องตกเป็นเหยื่อของกาวอันตรายที่ว่าแล้ว

นิ้วมือที่มักติดกันจนแน่นด้วยพลังของกาว ทำให้หลายๆคนต้องเกิดเป็นแผลอักเสบ

โดยเฉพาะเด็กๆที่ยังขาดการระมัดระวัง หนำซ้ำบางคนยังเผลอใช้นิ้วไปเกลี่ยๆกาวดังเช่นการทากาวธรรมดาทั่วๆไป

จึงควรต้องเตือนเด็กๆ และสอนวิธีการใช้ว่าแตกต่างกับการใช้กาวอื่นๆอย่างไร?

เช่น จะต้องบีบเพียงเบาๆ ให้เป็นเพียงหยดเล็กๆที่จุดที่ต้องการเชื่อมต่อเท่านั้น

และห้ามใช้นิ้วหรือส่วนใดๆในร่างกายไปสัมผัสแตะต้อง แต่หากนิ้วใดไปโดนกาวนี่เข้า

ก็ให้รีบแช่น้ำไว้(จะได้ไปไปติดหนึบเข้ากับนิ้วอื่นๆด้วย กาวจะแข็งตัว และจะร่อนหลุดออกในเวลาต่อมา หรือหากนิ้วติดกันก็ให้จุ่มลงไปในน้ำสบู่

4 ) หลายประเทศได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่เดิมเคยเหมือนกับ หลอดยาป้ายตา ยาหยอดแก้คัดจมูก ให้มีขนาดและรูปร่างที่ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด

ตายเพราะของติดคอ !

เด็กๆที่ต้องเสียชีวิตเพราะกลืนคอแล้วเกิดติดคอ อุดหลอดลม ปรากฎเป็นข่าวบ่อยๆ อย่างไม่เคยจางหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์

*ไม่ว่าจะเป็นข่าวทารกน้อย(11 เดือน) ที่กลืนน้อตยาว 1ซ.ม. ที่พ่อเก็บอยู่ในขวดกระทิงแดง แล้วเผลอวางไว้บนพื้น แล้วคุณยายก็เข้าครัวทำกับข้าว

ปล่อยให้หลานนั่งเล่นอยู่คนเดียว ( สระบุรี)

* เด็กน้อยวัย แค่ 1ขวบ กลืนกระดุมแป๊ะ(โลหะ)เข้าไปติดหลอดลม จนขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องหลังของกรณีสลดใจนี้ก็คือ…เด็กอยู่ในบ้านที่ผลิตกระเป๋าใส่สตางค์ โดยมีกระดุมแป๊ะเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่มักจะตกอยู่ตามพื้น

เพราะกวาดเก็บกวาดที่ไม่เกลี้ยงพอ กระทั่งกลายเป็นเหตุแห่งการคร่าชีวิตเด็กน้อยไร้เดียงสา (ปทุมธานี)

* เด็กชายวัย 2ขวบ นั่งหม่ำลูกเชอรี่(ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2 ซ.ม.)..เข้าไปทั้งลูก โดยไม่ได้เคี้ยว ทำให้ลูกเชอรี่หล่นผลุบลงไปอุดหลอดลม แล้วเกิดอาการช็อคจนหมดสติ แม้ว่าเมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์จะพยายามผายปอด และนำสิ่งอุดตันจากหลอดลม แต่ก็ไม่ทันการในที่สุดเด็กก็ต้องเสียชีวิต ( ลำปาง)

* แล้วรายล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้เอง…..ที่มีเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ร่างกายไม่สมประกอบนัก

จู่ๆก็กลืน “ลูกแก้ว”ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซ.ม. ในขณะที่คุณแม่มือซ้ายกำลังอุ้มน้องคนเล็ก

ส่วนมือขวาก็ถูพื้นทำงานบ้านไปด้วย พบเข้าอีกทีก็กำลังนอนชักดิ้นชักงอ ยังดีที่ทีเจ้าลูกชายคนกลาง(4 ขวบ)ใช้ทั้งภาษาพูดและภาษามือ จนแม่รู้ว่าลูกสาวกลืน “ลูกแก้ว “เข้าไป

จนเมื่อพ่อกลับมา จึงได้ “รวมพลัง”กับคุณแม่ ช่วยกันเอาลูกแก้วออกจากหลอดลมของลูก

สาว ด้วยการ…บีบเคล้นที่ลำคอของลูกสาวอย่างเต็มที่ ! กระทั่งลูกแก้วก็หลุดผลั้วออกมาจนได้แต่…แทนที่ลูกสาวจะรู้สึกตัว กลับกลายเป็นแน่นิ่ง…แล้วในที่สุดก็เสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึง …

ข้อแนะนำ……………..

1 )) ธรรมชาติของเด็กๆในวัย ไม่เกิน 3ขวบ มักชอบหยิบฉวยสารพัดสิ่งเข้าปากอยู่เป็นประจำ

ฉะนั้น…นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องเก็บกวาดพื้นบ้านให้เกลี้ยง อย่าให้มีเศษวัสดุใดๆตกอยู่ตามพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นเศษเหรียญ เมล็ดผลไม้ และที่อันตรายสุดก็คือ……เม็ดยา

ดังนั้น หลักของการดูแลเด็กในวัยนี้ก็คือ “อย่าให้คลาดสายตา ”อย่างเด็ดขาด…

2 )) ในยามกินอาหารก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิด อาหารสำหรับเด็กเล็กก็จะต้องหั่นให้เป็น

ชิ้นเล็กๆ เวลาจะป้อนอาหารลูกก็ควรให้เพียงคำเล็กๆ แล้วรอให้เด็กทานจนหมดปากจึงค่อยป้อนอีก (ไม่ยัดเยียดจนเต็มปาก )

3 )) คงเคยได้พบภาพ ที่คนเลี้ยงเด็ก มือขวาถือช้อน มือซ้ายถือจานข้าวแล้วเดินตาม –วิ่งตามเด็กน้อยผู้ไม่อยู่นิ่ง ที่หม่ำข้าวไปด้วย วิ่งหรือกระโดดโลดเต้นนั้น มันเสี่ยงต่อการสำลักอาหารอย่าง

4 )) ก็เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่รีบ …เดี๋ยวรถโรงเรียนจะมา …จะไม่ทันเข้าห้องเรียน…

เดี๋ยวจะไปทำงานสาย……….แต่ผมว่าลองเข้านอนแต่หัวค่ำ และตื่นให้เช้าอีกหน่อยก็น่าจะมีเวลาเหลือ ดีกว่าที่จะเสียอารมณ์กันแต่เช้า ต้องมาเร่งเร้ากันจนเครียดกันไปซะหมด

“ กินเร็วๆๆๆ …รีบๆกินเข้าไป เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย…เดี๋ยวรถติดพ่อกับแม่จะไปทำงานสาย….ฯลฯ…. ” เร่งๆกันอย่างนี้นอกจากทำให้ลูกๆเป็นทุกข์ กินอาหารไม่อร่อย ระบบย่อยจะมีปัญหา

แล้วก็ยังเสี่ยงต่อการสำลัก จนอาหารติดคอติดหลอดลมได้ครับ…อันตรายไม่น้อยเลย

5 )) อาหารชิ้นโตๆ ก้อนกลมๆ หรือแข็งๆ ลื่น กลืนยากหรือเคี้ยวลำบาก เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น ข้าวเหนียว ตังเม ถั่วตัด …ฯลฯ… หากจะให้ลูกๆกิน ก็จะต้องตัดแบ่งเป็นคำเล็กๆด้วยนะครับ เพื่อป้องกันการติดคอ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ

6 )) เด็กในวัยไม่เกิน 3ขวบ มักจะชอบสำรวจโลกด้วยการหยิบของใส่ปาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นชิ้นอะไรจิ๋วๆที่ตกอยู่ตามพื้น ก็มักจะพิสูจน์ทราบโดยการหยิบขึ้นมาดูแล้วเอาเข้าปากทันที… ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดผลไม้ทั้งหลาย ( เมล็ดน้อยหน่า –มังคุด-ละมุด-ลำไย ซึ่งมีโอกาสเข้าไปขวางหลอดลม จนเด็กขาดอากาสหายใจ ) หรือที่อันตรายสุดๆ เพราะทำให้เด็กหลายคนต้องเสียชีวิต ก็คือ…เม็ดยารักษาโรคต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเผอเรอทำตกหล่น ให้เด็กเก็บไปหย่อนใส่ปากโดยคิดว่าเป็นขนม

ทั้งเมล็ดผลไม้ เม็ดยา หรือวัสดุต่างๆที่หล่นตามพื้น นอกจากเด็กๆจะเอาเข้าปากแล้ว

หลายๆคนยังจับยัดใส่จมูกตัวเอง จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมาแล้วครับ…

“ หู –ตา –คอ –จมูก ”

คืออวัยวะรับสัมผัสที่สำคัญยิ่ง ขอให้คุณพ่อคุณแม่โปรดช่วยกันดูแลและป้องกัน เพื่อให้เด็กๆของเรา มีชีวิตที่รึ่นรมย์ ได้มีโอกาสซึมซับรับรู้

ความไพเราะ…ความงดงาม…ความเอร็ดอร่อย…และความหอมชื่นใจ จากสรรพสิ่งทั้งมวล

ของโลกอันแสนงดงามใบนี้ ….ตลอดไป………..

www.csip.org