หู-ตา-คอ-จมูก… กับอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

FriDecember2011203043_lo

หู-ตา-คอ-จมูก…
กับอันตรายที่เกิดขึ้นบ่อยๆ…
“ภัยใกล้ตัว”ที่มีมาให้แก้ไขรักษากันอยู่เรื่อยๆ หลายๆคนอาจนึกไม่ถึง

เพราะมันคือ…กาวตราช้าง… เปล่าครับ! ไม่ได้กล่าวหาว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่เลวร้าย
เพราะยังเห็นถึงคุณประโยชน์ ซ้ำยังเป็นลูกค้าขาประจำกันอยู่ ด้วยว่ายังชอบใจในการใช้งานง่าย-ติดเร็ว

ติดทน ที่ใครๆก็ติดใจ

“กาวตราช้าง”(super Glue)


ทำมาจากส่วนผสมของยางอีพ็อกซี่ และอาคลิลิคซึ่งทำจากสารปิโตรเลียม
ยามใดที่มันยังอยู่ในหลอดที่ปิดผนึกแน่นมันก็จะคงสภาพเป็นของเหลว
แต่เมื่อใดที่เริ่มเปิดออกมาใช้ นั่นหมายถึงมันเริ่มโดนความชื้นแล้ว
และลักษณะของบรรจุภัณฑ์ที่มักแข็งตัวที่ด้านปากหลอด
ทำให้ผู้ใช้ต้องออกแรงบีบเมื่อจะใช้งานในครั้งต่อไป และนั่นเองที่มักจะทำให้น้ำกาวพลังช้างถูกดันจนพุ่งทะลุปรี๊ดออกมาทางก้นหลอด…

ดังนั้น ข้อเด่นที่ติดเร็วติดทนของมัน ก็ต้อง กลับกลายเป็นภัยกว่ากาวอื่นๆ

หากผู้ใช้ตั้งตนอยู่ในความประมาท…

“ น้องกร”จอมซ่าส์วัย 6ขวบ ต้องร้องไห้โฮลั่น เมื่อไอ้มดแดงไรเดอร์เอ็กซ์
ตุ๊กตาพลาสติกตัวเล็กๆ มีอันต้องขาหลุด (ก็ด้วยฝีมือของน้องกรเอง)
“พี่กานต์”พี่ชายที่แสนดีวัย 9ขวบ จึงรี่เข้ามาถามไถ่ปลอบโยนน้องชายครู่นึง
แล้วจึงเดินไปหยิบกาวตราช้างที่ห้องเก็บของ แล้วจัดแจงบีบหลอดกาวเพื่อช่วยต่อขาไอ้มดแดง

แต่ด้วยกาวที่คงจะเริ่มแห้ง พี่กานต์ของเราจึงออกแรงบีบมากกว่าปกติ
ผลก็คือ…แทนที่น้ำกาวจะพุ่งออกทางหัวหลอด ก็ดันทะลุพรวดออกมาทางก้นหลอด!…

นั่นคงไม่มีปัญหาอะไร ถ้าน้องกรไม่ได้กำลังยืนอยู่ตรงนั้น…และน้ำกาว”พลังช้าง”

กระเซ็นเข้าตาอย่างแม่นยำ! แต่เดชะบุญ…คงด้วยเพราะน้องกระพริบตาอย่างทันท่วงที

น้ำกาวจึงไม่ทันไปโดนลูกนัยน์ตา แต่นั่นก็ทำให้หนุ่มน้อยลืมตามึ้นเพราะหนังตาบน-หนังตาล่าง
และขนตาติดกันไปหมดด้วยฤทธิ์ของกาว

คำแนะนำในกรณีนี้ก็คือ ห้ามดึงหนังตาบนและล่าง(ที่กำลังติดหนึบ)
ให้แยกออกจากกัน เพราะขืนทำอย่างนั้นล่ะก็ ทั้งขนตา-หนังตามีหวังฉีกขาด

แล้วก็เจ็บอย่าบอกใครเชียว…

วิธีแก้ไขก็คือ …ก่อนอื่น ให้ใช้น้ำอุ่นๆเช็ดรอบๆดวงตา –เปลือกตาเบาๆ

แล้วก็รีบไปพบแพทย์ครับ หรือหากจะมีเศษกาวเข้าตา ไม่ว่าจะเป็นกระจกตา

หรือเยื่อบุตาขาว ก็ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดๆ ล้าพาไปให้คุณหมอตรวจ
เพราะมักจะเกิดอาการระคายเคืองภายในดวงตา ตาแดง และปวดตา

สำหรับในรายของน้องกรที่ตกใจจนร้องไห้จ้า คุณแม่ของหนูน้อยกลับตกใจยิ่งกว่า

เพราะเมื่อเห็นสภาพลูกชายแล้วก็ได้แต่ภาวนาในใจว่า…อย่าให้ลูกต้องตาบอดเลย…..

แต่เมื่อคุณหมอเช็คดูอย่างละเอียดแล้ว กระจกตาไม่มีเศษวัสดุใดๆ ไม่มีอาการอักเสบ จึงทำให้เบาใจไปได้มาก

นอกจากตาแล้ว… “หู”ก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่เคยโดนกาวพลังช้างเล่นงานมานักแล้ว
เช่นในรายของเด็กที่เล่นพิเรนแกล้งเพื่อนที่กำลังนั่งหลับ ด้วยการเอากาวตราช้างหยอดใส่หูเพื่อน

“จมูก”ก็เช่นกัน ที่เคยตกเป็นเหยื่อของกาวตราช้างมาแล้ว …รายของเด็กหญิงวัย 7ขวบที่กำลังทำงานศิลปะส่งคุณครู ด้วยการสร้างบ้านด้วยไม้ไอติมโดยใช้กาวตราช้างเชื่อมต่อ

แต่แล้วระหว่างการบีบๆๆๆหลอดอยู่นั้น น้ำกาวก็กลับพุ่งทะลุย้อนเข้าสู่รูจมูกของสาวน้อยอย่างคาดไม่ถึง … เท่านั้นก็แย่แล้ว…แต่มันยิ่งแย่กว่านั้น…เมื่อมันไหลลงไปใน “คอ”!

พวกเราในฐานะผู้บริโภคจึงควรต้องระมัดระวังให้มากในการใช้สินค้าประเภทนี้…

1 ) ควรเก็บเจ้ากาวพลังช้างให้พ้นมือเด็กๆ และต้องถือได้ว่าเจ้าผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่จะเอามาใช้โดยพลการ

2 ) จากการที่มันมักจะแข็งตัวไว จากการใช้เพียงครั้งแรกๆ หลายๆบ้านจึงมักแก้ปัญหาด้วยการเอาเก็บเข้าตู้เย็น ซึ่งนั่นกลับเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาร้ายแรง…เพราะด้วยรูปทรงของมันที่ใกล้เคียงกับหลอดใส่ขนมประเภทเยลลี่ หรือช็อกโกแลต ที่เด็กอาจหยิบฉวยแล้วบีบใส่ปากเพราะเข้าใจผิด หรือกระทั่งผู้ใหญ่ที่เผลอหยิบออกมาใช้เพราะคิดว่า…มันคือ ยาหยอดตา

3 ) นอกจาก ตา –หู –คอ –จมูก ที่มักต้องตกเป็นเหยื่อของกาวอันตรายที่ว่าแล้ว

นิ้วมือที่มักติดกันจนแน่นด้วยพลังของกาว ทำให้หลายๆคนต้องเกิดเป็นแผลอักเสบ

โดยเฉพาะเด็กๆที่ยังขาดการระมัดระวัง หนำซ้ำบางคนยังเผลอใช้นิ้วไปเกลี่ยๆกาวดังเช่นการทากาวธรรมดาทั่วๆไป

จึงควรต้องเตือนเด็กๆ และสอนวิธีการใช้ว่าแตกต่างกับการใช้กาวอื่นๆอย่างไร?

เช่น จะต้องบีบเพียงเบาๆ ให้เป็นเพียงหยดเล็กๆที่จุดที่ต้องการเชื่อมต่อเท่านั้น

และห้ามใช้นิ้วหรือส่วนใดๆในร่างกายไปสัมผัสแตะต้อง แต่หากนิ้วใดไปโดนกาวนี่เข้า

ก็ให้รีบแช่น้ำไว้(จะได้ไปไปติดหนึบเข้ากับนิ้วอื่นๆด้วย กาวจะแข็งตัว และจะร่อนหลุดออกในเวลาต่อมา หรือหากนิ้วติดกันก็ให้จุ่มลงไปในน้ำสบู่

4 ) หลายประเทศได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ที่เดิมเคยเหมือนกับ หลอดยาป้ายตา ยาหยอดแก้คัดจมูก ให้มีขนาดและรูปร่างที่ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด

ตายเพราะของติดคอ !

เด็กๆที่ต้องเสียชีวิตเพราะกลืนคอแล้วเกิดติดคอ อุดหลอดลม ปรากฎเป็นข่าวบ่อยๆ อย่างไม่เคยจางหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์

*ไม่ว่าจะเป็นข่าวทารกน้อย(11 เดือน) ที่กลืนน้อตยาว 1ซ.ม. ที่พ่อเก็บอยู่ในขวดกระทิงแดง แล้วเผลอวางไว้บนพื้น แล้วคุณยายก็เข้าครัวทำกับข้าว

ปล่อยให้หลานนั่งเล่นอยู่คนเดียว ( สระบุรี)

* เด็กน้อยวัย แค่ 1ขวบ กลืนกระดุมแป๊ะ(โลหะ)เข้าไปติดหลอดลม จนขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องหลังของกรณีสลดใจนี้ก็คือ…เด็กอยู่ในบ้านที่ผลิตกระเป๋าใส่สตางค์ โดยมีกระดุมแป๊ะเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่มักจะตกอยู่ตามพื้น

เพราะกวาดเก็บกวาดที่ไม่เกลี้ยงพอ กระทั่งกลายเป็นเหตุแห่งการคร่าชีวิตเด็กน้อยไร้เดียงสา (ปทุมธานี)

* เด็กชายวัย 2ขวบ นั่งหม่ำลูกเชอรี่(ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2 ซ.ม.)..เข้าไปทั้งลูก โดยไม่ได้เคี้ยว ทำให้ลูกเชอรี่หล่นผลุบลงไปอุดหลอดลม แล้วเกิดอาการช็อคจนหมดสติ แม้ว่าเมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์จะพยายามผายปอด และนำสิ่งอุดตันจากหลอดลม แต่ก็ไม่ทันการในที่สุดเด็กก็ต้องเสียชีวิต ( ลำปาง)

* แล้วรายล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้เอง…..ที่มีเด็กหญิงวัย 5 ขวบ ร่างกายไม่สมประกอบนัก

จู่ๆก็กลืน “ลูกแก้ว”ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ซ.ม. ในขณะที่คุณแม่มือซ้ายกำลังอุ้มน้องคนเล็ก

ส่วนมือขวาก็ถูพื้นทำงานบ้านไปด้วย พบเข้าอีกทีก็กำลังนอนชักดิ้นชักงอ ยังดีที่ทีเจ้าลูกชายคนกลาง(4 ขวบ)ใช้ทั้งภาษาพูดและภาษามือ จนแม่รู้ว่าลูกสาวกลืน “ลูกแก้ว “เข้าไป

จนเมื่อพ่อกลับมา จึงได้ “รวมพลัง”กับคุณแม่ ช่วยกันเอาลูกแก้วออกจากหลอดลมของลูก

สาว ด้วยการ…บีบเคล้นที่ลำคอของลูกสาวอย่างเต็มที่ ! กระทั่งลูกแก้วก็หลุดผลั้วออกมาจนได้แต่…แทนที่ลูกสาวจะรู้สึกตัว กลับกลายเป็นแน่นิ่ง…แล้วในที่สุดก็เสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึง …

ข้อแนะนำ……………..

1 )) ธรรมชาติของเด็กๆในวัย ไม่เกิน 3ขวบ มักชอบหยิบฉวยสารพัดสิ่งเข้าปากอยู่เป็นประจำ

ฉะนั้น…นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะต้องเก็บกวาดพื้นบ้านให้เกลี้ยง อย่าให้มีเศษวัสดุใดๆตกอยู่ตามพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นเศษเหรียญ เมล็ดผลไม้ และที่อันตรายสุดก็คือ……เม็ดยา

ดังนั้น หลักของการดูแลเด็กในวัยนี้ก็คือ “อย่าให้คลาดสายตา ”อย่างเด็ดขาด…

2 )) ในยามกินอาหารก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิด อาหารสำหรับเด็กเล็กก็จะต้องหั่นให้เป็น

ชิ้นเล็กๆ เวลาจะป้อนอาหารลูกก็ควรให้เพียงคำเล็กๆ แล้วรอให้เด็กทานจนหมดปากจึงค่อยป้อนอีก (ไม่ยัดเยียดจนเต็มปาก )

3 )) คงเคยได้พบภาพ ที่คนเลี้ยงเด็ก มือขวาถือช้อน มือซ้ายถือจานข้าวแล้วเดินตาม –วิ่งตามเด็กน้อยผู้ไม่อยู่นิ่ง ที่หม่ำข้าวไปด้วย วิ่งหรือกระโดดโลดเต้นนั้น มันเสี่ยงต่อการสำลักอาหารอย่าง

4 )) ก็เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่รีบ …เดี๋ยวรถโรงเรียนจะมา …จะไม่ทันเข้าห้องเรียน…

เดี๋ยวจะไปทำงานสาย……….แต่ผมว่าลองเข้านอนแต่หัวค่ำ และตื่นให้เช้าอีกหน่อยก็น่าจะมีเวลาเหลือ ดีกว่าที่จะเสียอารมณ์กันแต่เช้า ต้องมาเร่งเร้ากันจนเครียดกันไปซะหมด

“ กินเร็วๆๆๆ …รีบๆกินเข้าไป เดี๋ยวไปโรงเรียนสาย…เดี๋ยวรถติดพ่อกับแม่จะไปทำงานสาย….ฯลฯ…. ” เร่งๆกันอย่างนี้นอกจากทำให้ลูกๆเป็นทุกข์ กินอาหารไม่อร่อย ระบบย่อยจะมีปัญหา

แล้วก็ยังเสี่ยงต่อการสำลัก จนอาหารติดคอติดหลอดลมได้ครับ…อันตรายไม่น้อยเลย

5 )) อาหารชิ้นโตๆ ก้อนกลมๆ หรือแข็งๆ ลื่น กลืนยากหรือเคี้ยวลำบาก เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น ข้าวเหนียว ตังเม ถั่วตัด …ฯลฯ… หากจะให้ลูกๆกิน ก็จะต้องตัดแบ่งเป็นคำเล็กๆด้วยนะครับ เพื่อป้องกันการติดคอ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ

6 )) เด็กในวัยไม่เกิน 3ขวบ มักจะชอบสำรวจโลกด้วยการหยิบของใส่ปาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นชิ้นอะไรจิ๋วๆที่ตกอยู่ตามพื้น ก็มักจะพิสูจน์ทราบโดยการหยิบขึ้นมาดูแล้วเอาเข้าปากทันที… ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดผลไม้ทั้งหลาย ( เมล็ดน้อยหน่า –มังคุด-ละมุด-ลำไย ซึ่งมีโอกาสเข้าไปขวางหลอดลม จนเด็กขาดอากาสหายใจ ) หรือที่อันตรายสุดๆ เพราะทำให้เด็กหลายคนต้องเสียชีวิต ก็คือ…เม็ดยารักษาโรคต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเผอเรอทำตกหล่น ให้เด็กเก็บไปหย่อนใส่ปากโดยคิดว่าเป็นขนม

ทั้งเมล็ดผลไม้ เม็ดยา หรือวัสดุต่างๆที่หล่นตามพื้น นอกจากเด็กๆจะเอาเข้าปากแล้ว

หลายๆคนยังจับยัดใส่จมูกตัวเอง จนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตมาแล้วครับ…

“ หู –ตา –คอ –จมูก ”

คืออวัยวะรับสัมผัสที่สำคัญยิ่ง ขอให้คุณพ่อคุณแม่โปรดช่วยกันดูแลและป้องกัน เพื่อให้เด็กๆของเรา มีชีวิตที่รึ่นรมย์ ได้มีโอกาสซึมซับรับรู้

ความไพเราะ…ความงดงาม…ความเอร็ดอร่อย…และความหอมชื่นใจ จากสรรพสิ่งทั้งมวล

ของโลกอันแสนงดงามใบนี้ ….ตลอดไป………..

www.csip.org

 

 

 

มหันตภัยเด็กตกเตียง

ThuJanuary201217439_logo

ข่าวสะเทือนใจเด็กตกเตียงเสียชีวิต พ่อแม่ร่ำไห้แทบขาดใจ ปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะ ทั้งนี้คงเป็นเพราะผู้ปกครองหรือพี่เลี้ยงคาดไม่ถึงว่า “ที่นอน” จะกลายเป็นอันตรายสำหรับเด็กน้อยนั่นเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปกติเด็กทารกจะนอนผลิตภัณฑ์หลายแบบ เช่น นอนเบาะเด็ก นอนเบาะใหญ่รวมกับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเบาะที่วางกับพื้นหรือ นอนเตียงเด็ก เปลไกว โดยเด็กบางคนก็ใช้ผลิตภัณฑ์หลายอย่างในวันเดียวกัน

พูดถึง “เตียงเด็ก” กับ “เปลไกว” ทั้ง 2 อย่างเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับทารกในหลายประเทศมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์กำกับ เพราะในต่างประเทศก็พบว่ามีเด็กเสียชีวิตจากเตียงที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นจำนวน มาก แต่ตัวเลขการเสียชีวิตลดลงอย่างชัดเจนเมื่อออกมาตรฐานควบคุม

ในบ้านเรามีการสำรวจมารดาหลังคลอดในปี 2553-2554 พบว่า มีเด็กทารกใช้เตียงเด็กซึ่งขายอยู่ตามท้องตลาด 10.8 % คือ ใน 100 คน จะใช้ประมาณ 10 คน ในจำนวนนี้  76.9 % เป็นเตียงเด็กที่มีความเสี่ยง ขาดมาตรฐานความปลอดภัย คือ ผนังเตียงด้านศีรษะและเท้ามีช่องห่างมากเกิน 6 เซนติเมตร ราวกันตกล็อกไม่อยู่ ราวกันตกเตี้ยเกินไป จากขอบบนของเบาะที่นอนถึงราวกันตกด้านบนมีความสูงต่ำกว่า 65 เซนติเมตร ซึ่งสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บจากเด็กตกเตียงหรือลอดทะลุช่องแล้วมีการติด ค้างของศีรษะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ มีเด็กบาดเจ็บจากการใช้เตียงเด็กทั้งหมดคิดเป็น 19.2% โดยการบาดเจ็บหลักคือการตกจากเตียงซึ่งคิดเป็น 50%

ผลการสำรวจยังพบว่า เด็กไทยนอนเปลไกวมากกว่านอนเตียงเด็ก โดยมีการใช้ถึง 53.3% ลักษณะเป็นเปลที่ไกวได้ หรือ เป็นเปลญวน โดยเปลไกวที่มีความเสี่ยง คือ เปลไกวที่มีราวกันตกและผนังเตียงด้านศีรษะและเท้ามีช่องห่างมากเกิน 6 เซนติเมตร หรือมีฐานไม่มั่นคงจึงมีการพลิกคว่ำ ซึ่งสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการตกหรือลอดทะลุช่องแล้วมีการติดค้างของ ศีรษะทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้คิดเป็น 42.8% มีเด็กบาดเจ็บจากการใช้เปลไกวทั้งหมด 20% โดยการบาดเจ็บหลักคือการพลิกคว่ำตกจากเปลพบได้มากสุด 45.5% แต่เนื่องจากลักษณะของเปลไกวจะอยู่สูงจากพื้นไม่มาก ดังนั้นการบาดเจ็บจะไม่รุนแรงมาก

การบาดเจ็บจากการตก “เตียงเด็ก” หรือ “เปลไกว” มีตั้งแต่บาดเจ็บเล็กน้อย ฟกช้ำดำเขียว กระดูกหัก มีเลือดออกในสมอง แต่กรณีกระดูกหัก เลือดออกในสมองพบได้น้อยเนื่องจากความสูงที่เด็กตกลงมาจะไม่มากประมาณ 90 เซนติเมตร การบาดเจ็บจึงไม่รุนแรง โอกาสเสียชีวิตก็น้อย แต่ที่เด็กตกเตียงแล้วเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตในลักษณะแขวนคอ ขาดอากาศหายใจ คือ เด็กตกลงมาจากช่องห่างของซี่ราวกันตกที่ห่างเกิน 6 เซนติเมตร หรือ เตียงมีช่องรูต่าง ๆ ใหญ่กว่า 6 เซนติเมตร เด็กสามารถเอาขาลอด ตัวลอดได้ แต่ศีรษะติดออกมาไม่ได้ เมื่อขาไม่ถึงพื้นก็เลยทำให้เสียชีวิตในลักษณะแขวนคอ ประมาณ 4 นาทีก็เสียชีวิตแล้ว

ในกรณีที่เด็กตกเตียงแล้วมีเลือดออกในสมอง น่าจะเป็นการตกจากเตียงที่มีความสูงเกินกว่า 120 เซนติเมตรขึ้นไป เตียงที่ต่ำกว่า 120 เซนติเมตรอาจเกิดขึ้นได้เหมือนกันแต่น้อย ถ้าเลือดออกในสมองจากการตกเตียงในระดับที่ต่ำกว่านี้ควรตรวจหาสาเหตุอื่น ร่วมด้วย เช่น การถูกทำร้ายร่างกาย

ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง คือ

เปลไกวที่มีลักษณะเป็นเปลญวณหรือใช้ผ้าผูกทั้งหลาย ไม่ควรใช้หากเด็กลุกนั่งได้แล้ว เพราะเด็กอาจตกได้ ดังนั้นควรใช้ในเด็กอายุไม่เกิน 5 เดือน ข้อดีของเปลไกวที่มีลักษณะเป็นเปลญวนคือ เด็กจะต้องนอนหงายเท่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้หมอนหนุน ดังนั้นโอกาสจะเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจจากการนอนคว่ำก็น้อย แต่ข้อเสียคือ ใช้ได้ถึง 5 เดือน ส่วนเปลไกวที่มีลักษณะคล้ายเตียงเด็กซี่หรือช่องห่างจะต้องไม่มีขนาดใหญ่ เกินกว่า 6 เซนติเมตร เวลาซื้อให้วัดซี่ราวกันตกเลย ถ้าเกินกว่า 6 เซนติเมตรไม่เอาแล้ว มาตรฐานตรงนี้กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีกำหนดไว้แต่ไม่ได้บังคับ ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ นอกจากนี้ต้องดูตัวล็อกรวมกันตกว่ามีความแข็งแรงทนทานหรือไม่ ถ้าเอามือเกาะ หรือ เขย่าเตียงแล้วหล่นลงมา ก็ไม่ควรใช้

ส่วนเบาะสำหรับเด็กต้องเป็นเบาะที่มีความแข็งกำลังดี เบาะ ฟูก หมอน หรือผ้าห่มนุ่ม ๆ หนา ๆ ขนาดใหญ่ ๆ หน้าเด็กอาจจุ่มลงไปแล้วกดจมูกและปากเป็นเหตุให้ขาดอากาศหายใจ เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจัดเด็กนอนในท่าคว่ำ นอกจากนี้เบาะนอนกับซี่ราวกันตกจะต้องชิดกันพอดี ไม่มีช่องว่างเพราะอาจทำให้เด็กตกลงไปตามซอกและเสียชีวิตได้เช่นกัน ส่วนใหญ่ถ้าทำเตียงถูกวิธีเบาะและราวกันตกจะออกมาพอดี ที่ไม่พอดีคือผู้ปกครองเด็กไปเปลี่ยนเบาะ อีกอย่างที่คนไม่ค่อยรู้คือเสาทั้ง 4 มุมของเตียงเด็กจะต้องไม่มีส่วนยื่นเกินขอบราวมากกว่า 1.5 มิลลิเมตร เอามือลูบดูจะต้องเรียบ บางคนซื้อหัวแหลมดูสวยงามแต่ว่ามีเด็กอายุ 9-10 เดือนที่โหนตัวลุกขึ้นยืนได้ คอเสื้ออาจไปเกี่ยวทำให้เด็กเสียชีวิตในท่าที่เสื้อพันรัดคอได้

อย่าวางผ้าห่ม กองผ้าไว้ใกล้ศีรษะเด็ก ซึ่งอาจกดทับใบหน้า จมูกทำให้ขาดอากาศหายใจได้ ควรเลือกชุดนอนที่หนาอบอุ่น สวมใส่ได้พอดี ทำให้ไม่ต้องใช้ผ้าห่ม หากจะใช้ผ้าห่มต้องเลือกเนื้อผ้าบาง สอดเก็บขอบใต้เบาะให้ดีเพื่อไม่ให้ผ้าห่มหลุดลุ่ยมากดใบหน้าเด็ก ต้องไม่ให้เครื่องนอน ของเล่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อื่น ๆ มีลักษณะเส้นสายที่มีความยาวเกินกว่า 15 เซนติเมตร เพราะอาจเป็นเหตุให้เกิดการรัดคอเด็กได้ นอกจากนั้น ต้องไม่นำของเล่นชิ้นเล็ก ๆ หรือของเล่นประเภทอ่อนนิ่มตัวใหญ่ ๆ เช่นตุ๊กตา ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งอาจตกทับกดการหายใจได้

กรณีที่เป็นสถานเลี้ยงเด็กจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยตรงนี้ด้วย มิใช่เฉพาะเตียงเท่านั้น ยังมีเก้าอี้นั่งโยก เบาะ ที่นอน ที่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และวิธีการใช้ แต่เตียงเด็กในปัจจุบันไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย มีแต่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานทั่วไป ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่ แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้กำหนดเป็นผลิตภัณฑ์หลักที่จะต้องทำการทดสอบความปลอดภัยในปี 2555 นี้ เพื่อเข้าไปควบคุมเตียงเด็ก ขณะเดียวกันสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมก็จะพิจารณาผลิตภัณฑ์สำหรับ เด็กทารกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นเด็ก เตียงเด็ก เปลไกว เปลคอก และมีมาตรฐานบังคับ ดังนั้นสถานรับเลี้ยงเล็กควรให้ความสำคัญตรงนี้ด้วย อย่างไรก็ตามทางราชวิทยากุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้ร่วมกันจัดทำคู่มือมาตรฐานศูนย์เด็กเล็ก ซึ่งมีเรื่องความปลอดภัยด้วย

ฝากเตือนไปยังผู้ปกครองทุกท่านว่า อย่าลืมสำรวจ “ที่นอน” ของลูกน้อยเป็นการด่วนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป !!??

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา http://www.dailynews.co.th/article/1490/6413

www.csip.org