(11 มีนาคม2557) งานประชุมวิชาการ ปัญหาใหญ่ สุขภาพเด็กไทยที่ถูกละเลย

10006072_660491233999087_2036810875_o

“ บุหรี่ กับ เด็กไทย..
ก้าวต่อไปในการคุ้มครองเด็ก โดยแพทย์และพยาบาล”

11 มีนาคม 2557 ณ โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซ่า

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดงานประชุมวิชาการครั้งยิ่งใหญ่ เรื่อง ปัญหาใหญ่สุขภาพเด็กไทยที่ถูกละเลย // ในประเด็น “บุหรี่ กับ เด็กไทย..ก้าวต่อไปในการคุ้มครองเด็ก โดยแพทย์และพยาบาล”

-ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ (เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่) กล่าวถึง ปัญหาบุหรี่กับเด็ก และผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม กับประเด็นการต่อสู้ที่ผ่านมา ว่า ทั่วโลกมีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 1,300 ล้านคน ถ้าแนวโน้มของการสูบบุหรี่ยังคงเดิม คาดหมายว่าจะมีผู้สูบบุหรี่เสียชีวิตสูงถึง 10 ล้านคนต่อปี สำหรับข้อมูลเด็กและเยาวชนพบว่า ทั่วโลกมีกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10 – 24 ปีสูบบุหรี่ประมาณ 1.8 พันล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 85 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ในแต่ละวันมีเยาวชนติดบุหรี่ใหม่ 82,000–99,000 คนทั่วโลก เยาวชนที่ติดบุหรี่ส่วนใหญ่จะเริ่มสูบก่อนอายุ 18 ปี 1ใน4 เริ่มทดลองสูบก่อนอายุ10ปี ยิ่งทดลองสูบเมื่ออายุน้อยก็ยิ่งมีโอกาสติดมากและเลิกยาก”

ในประเทศไทยสถานการณ์ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นน่าเป็นห่วง เด็กและวัยรุ่นกลายเป็นผู้สูบมากขึ้น สาเหตุมาจากค่านิยมของการสูบบุหรี่ในสังคมและกลุ่มเพื่อน การเข้าถึงสินค้าบุหรี่ได้ง่าย การตลาดของบริษัทบุหรี่ และที่สำคัญคือการสูบบุหรี่ของพ่อแม่

หากคนในครอบครัวสูบบุหรี่ในบ้านที่มีเด็ก เด็กจะได้รับควันบุหรี่ (ควันบุหรี่มือสอง) ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ปอดพัฒนาไม่เต็มที่ มีโอกาสเป็นมะเร็งได้หลายชนิดทั้งมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ รศ.นพ.ชลีรัตน์ ดิเรกวัฒฬนชัย (อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี)กล่าวว่า เด็ก ป.3 ก็เริ่มเป็นผู้สูบ และเกือบทั้งหมดไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ การศึกษาวิจัยเรื่องสมรรถภาพของปอดเด็กที่สูบบุหรี่พบว่ามีสมรรถภาพทางปอดต่ำกว่าคนปกติมาก ศ.คลินิก พญ.มุกดา หวังวีรวเพิ่มเติมว่ายังทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินหายใจซ้ำๆ หูชั้นกลางอักเสบง่ายและมีโอกาสติดเชื้อลุกลามถึงเยื่อหุ้มสมอง ที่สำคัญคือพบภาวะทารกไหลตายในบ้านที่ผู้ใหญ่สูบบุหรี่ และรศ นิตยา คชภกดี ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กกล่าวว่ามีงานวิจัยชัดเจนว่ามารดาตั้งครรภ์ที่สูบบุหรี่หรือเป็นควันบุหรี่มือสองมีโอกาสที่ทารกคลอดออกมาแล้วกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น

การที่เด็กได้รับควันบุหรี่ในบ้าน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้สูบเอง แต่ก็จะทำให้เด็กมีโอกาสกลายเป็นผู้สูบเสียเองจนติดบุหรี่เพิ่มขึ้นถึงสองเท่า พฤติกรรมการเป็นผู้สูบบุหรี่ของเด็กก็จะเป็นพฤติกรรมนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน ใช้ความรุนแรง ใช้ยาเสพติดอื่นๆ ฯลฯ

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวว่า มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และเครือข่ายได้ร่วมต่อสู้เรื่องบุหรี่มายาวนาน เกิดการเปลี่ยนแปลง มาตรการห้ามโฆษณาบุหรี่ มีภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ พื้นที่เขตปลอดบุหรี่ หรือแม้กระทั่งการขึ้นภาษีเหล้าและบุหรี่ แต่รายได้ของการจำหน่ายบุหรี่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้ลดลงอย่างที่คาดไว้ (ปี 2556 เก็บภาษีเพิ่มเป็น86% แต่ธุรกิจบุหรี่กลับมีรายได้ถึง 67,863ล้านบาท) ส่วนหนึ่งมาจากบริษัทบุหรี่มีการวางแผนการตลาดด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อดึงดูดเด็กวัยรุ่น เช่น ปรุงแต่งกลิ่นรสให้ไม่ระคายคอเพื่อให้เด็กทดลองสูบง่าย, ออกแบบตัวสินค้าและซองบุหรี่น่าสนใจ,ปรุงแต่งบุหรี่ให้มีรสผลไม้/รสขนมเพื่อให้เด็กๆ เข้าใจว่าเป็นบุหรี่ปลอดภัย ประธานบริษัทที่ผลิตบุหรี่ยี่ห้อดังๆกล่าวว่า “ถ้าบริษัทบุหรี่หยุดทำการตลาดที่พุ่งเป้าไปที่วัยรุ่น บริษัทจะต้องเลิกกิจการในเวลา 25 ถึง 30 ปี เพราะจะไม่มีลูกค้าพอที่บริษัทจะอยู่ได้”
ทั้งนี้ ประเทศไทยตั้งเป้าลดจำนวนผู้สูบลงจาก 21.4% เป็น 15% ให้ได้ในปี 2568 และกำลังผลักดันร่างกำหนดอายุผู้ซื้อบุหรี่จาก 18ปี เพิ่มเป็น 20ปี แต่อุปสรรคสำคัญของการรณรงค์บุหรี่ในไทย คือ อิทธิพลบริษัทบุหรี่และรัฐบาลที่ยังคงไม่เลิกเป็นผู้ผลิตรายใหญ่

1960884_660493143998896_1132966587_o

“สารตะกั่ว กับ เด็ก !!!”

11 มีนาคม 2557 ณ โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซ่า

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดงานประชุมวิชาการครั้งยิ่งใหญ่ เรื่อง ปัญหาใหญ่สุขภาพเด็กไทยที่ถูกละเลย // ในประเด็น “สารตะกั่ว กับ เด็ก !!!”

-รศ.พญ.จุฬธิดา โฉมฉาย ผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาของราขวิทยาลัยกุมารแพทย์กล่าวว่า ตะกั่วสามารถเข้าสู่ร่างกายเด็กได้จากการสัมผัสในรูปแบบต่างๆ เช่น การสูดดมไอของตะกั่วที่เกิดจากการเผาหรือหลอมละลาย การหายใจเอาเศษผงหรือฝุ่นตะกั่วที่มีขนาดเล็ก การรับประทานสิ่งของที่มีตะกั่วปนเปื้อน และหากได้รับปริมาณมากจะก่อให้เกิดผลเสียต่อเด็กรุนแรง ถ้าได้น้อยๆก็จะสะสมเกิดปัญหาสุขภาพแบบเรื้อรัง โดยตะกั่วที่เข้าสู่ร่างกายจะไปสะสมในกระดูกและกระจายเข้าสมองได้ หากมีตะกั่วเข้าไปสะสมปริมาณมากเกินกว่า 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร จะทำให้ไอคิวลดลง พัฒนาการไม่เป็นไปตามวัย ฯลฯ การแก้ไขปลายเหตุ เช่น ให้ยาขับตะกั่ว ไม่สามารถทำให้ไอคิวและสมรรถภาพด้านต่างๆ ที่เสียไปกลับมาเป็นปกติได้ การป้องกันไม่ให้ตะกั่วเข้าร่างกายเด็กเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ดร.นพ.สมเกียรติ ศิริรัตน์พฤกษ์ (กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข) กล่าวถึง สถานการณ์ปัญหาโรคพิษตะกั่วในประเทศไทย เด็กอายุ 0-4 ปีได้รับผลกระทบมากที่สุด พบว่าต้นเหตุสำคัญของสารตะกั่วในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กมาจากสีทาบ้าน โดยเฉพาะสีน้ำมัน ไม่ว่าจะเอามาทาบ้าน เครื่องเล่นสนาม ของเล่น เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ โรงงานหลอมตะกั่ว โรงงานแบตเตอรี โรงงานรีไซเคิล เด็กที่อยู่ในชุมชนใกล้อู่ต่อเรือ ครัวเรือนที่ทำถ้วยชามเบญจรงค์ นอกจากนั้นยังพบในถังน้ำดื่มและหม้อต้มก๋วยเตี๋ยว แทงค์น้ำที่เอาตะกั่วมาอุดรูรั่ว เอามาซ่อมแซม น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง (มูลนิธิบูรณะนิเวศ) ได้ทำการวิจัยสีน้ำมันในตลาดบ้านเรา 128 ตัวอย่างพบว่าสีสดร้อยละ 79 มีค่าสารตะกั่วในสีสูงกว่ามาตรฐานสากลกว่าร้อยเท่าตัว (มากกว่า 10000 ppm) และข้างกระป๋องสีไม่ได้ระบุไว้ว่ามีตะกั่ว รวมทั้งไม่ได้มีคำเตือนว่าห้ามใช้ทาอาคารภายในด้วย

พญ.นัยนา ณีศะนันท์ กล่าวว่าราชวิทยาลัยกุมารแพทย์เสนอให้กระทรวงสาธารณสุขทำการเฝ้าระวังคัดกรองสำรวจกลุ่มเด็กเสี่ยงตามช่วงอายุและปัจจัยเสี่ยง กลุ่มเด็กที่เสี่ยงที่สุดคือ 6 เดือนถึง 2 ปี อยู่ในที่อยู่อาศัยในเขตอุตสาหกรรม อาศัยอยู่ในบ้านที่ผู้ปกครองทำอาชีพเกี่ยวข้องสารตะกั่ว รวมทั้งเด็กที่อาศัยในบ้านเรือนที่ทาด้วยสีน้ำมันและสีมีลักษณะหลุดลอก

อ.ชาญณรงค์ ไวยพจน์ (วสท.-วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์) กล่าวว่า กล่าวว่าขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมประกาศควบคุมมาตรฐานสารตะกั่วในสีน้ำมันให้ต่ำกว่า 100 ppmเท่ากับมาตรฐานสากลแล้ว ฉบับร่างทำเสร็จแล้วกำลังเวียนสมาชิกเครือข่ายระหว่างประเทศให้รับทราบว่าประเทศไทยกำลังจะบังคับมาตรฐานสี แต่หลังประกาศคงต้องมีมาตรการจัดการกับสีที่ยังอยู่ในตลาด รวมทั้งบ้านเรือนที่เด็กอยู่อาศัยแล้วตรวจพบว่ามีสีที่มีสารตะกั่วสูง การลอกสี ทาใหม่ต้องมีเทคนิคที่ถูกต้อง ทำโดยช่างที่ผ่านการอบรมเพื่อไม่ให้สารตะกั่วฟุ้งกระจายในชุมชน รวมทั้งฝุ่นสีไม่สะสมในซอก ใต้ฝ้า หรือที่อื่นๆในบ้านทำให้ทาสีใหม่แล้วฝุ่นผงตะกั่วยังอยู่เต็มบ้าน รวมทั้งไม่ให้ช่างเองต้องได้รับอันตรายจากการขูดลอกสีด้วย การตรวจสิ่งแวดล้อมในบ้านเพื่อหาสารตะกั่วในสีทาบ้านรวมทั้งการอบรมเฉพาะทางให้กับช่างสีเป็นผู้เชี่ยวชาญในการกำจัดสารตะกั่วในสีนี้ทางวิศวกรรมสถานจะได้หารือกันเพื่อรองรับมาตรการการตรวจคัดกรองเลือดเด็กเพื่อหาสารตะกั่วของกระทรวงสาธารณสุขต่อไ

อ.ดร.ดวงฤทัย บัวด้วง (โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี) กล่าวว่า เบื้องต้นครอบครัวที่มีภาวะเสี่ยงต้องดูแลตนเองให้ถูกวิธี สอนลูกให้ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนหยิบของกินใส่ปาก ทำความสะอาดพื้นบ้านด้วยผ้าชุบน้ำเช็ด ไม่ปัดกวาดเพราะจะทำให้ผงสี หรือฝุ่นผงสารตะกั่วกระจาย

Untitlu  album: ปัญหาใหญ่ สุขภาพเด็กไทยที่ถูกละเลย

“ บุหรี่ กับ เด็กไทย..ก้าวต่อไปในการคุ้มครองเด็ก โดยแพทย์และพยาบาล”11 มีนาคม 2557 ณ โรงแรมแม่น้ำ รามาดาพลาซ่าราชวิท…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Tuesday, March 11, 2014