ผลวิจัยชี้สีทาบ้านถึง 79% มีสารตะกั่วสูงเกินมาตรฐาน

ผลวิจัยชี้สีทาบ้านถึง 79% มีสารตะกั่วสูงเกินมาตรฐาน

(21 ต.ค.) ที่ห้องประชุมอาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.วลัยพร มุขสุวรรณ รองผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ แถลงผลการศึกษา “สารตะกั่วในสีทาอาคาร” ว่า มูลนิธิบูรณะนิเวศได้ดำเนินการทดสอบสารตะกั่วในสีน้ำมันทาอาคาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการความร่วมมือเพื่อเพิกถอนสารตะกั่วจากสีในเอเชีย โดยทำการสุ่มตัวอย่างสีน้ำมันทาอาคารที่วางจำหน่ายในท้องตลาดของประเทศไทย จำนวน 120 ตัวอย่าง 68 ยี่ห้อ ผลการตรวจสอบพบว่า ร้อยละ 79 มีปริมาณสารตะกั่วสูงเกินกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ฉบับล่าสุด ซึ่งกำหนดสีมีสารตะกั่วไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และร้อยละ 40 มีปริมาณสารตะกั่วเกิน มอก.กำหนดถึง 100 เท่า คือมีมากกว่า 10,000 ppm ทั้งนี้ ปริมาณสารตะกั่วสูงสุดที่พบคือ 95,000 ppm ส่วนปริมาณที่น้อยที่สุดคือน้อยกว่า 9 ppm

“ ผลจากการตรวจวิเคราะห์พบว่า 8 ใน 29 ตัวอย่างของสีที่ติดฉลากว่า ไม่ผสมสารตะกั่ว มีปริมาณตะกั่วสูงเกิน 10,000 ppm และจากตัวอย่างที่นำมาศึกษาพบ ว่ามีเพียงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ผลิตสี คือ 15 บริษัท จากทั้งหมด 42 บริษัท ที่ผลิตตาม มอก.ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวเป็นไปแบบสมัครใจ คือ ไม่มีผลบังคับและลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งปี 2553 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ปรับมาตรฐานสมัครใจเรื่องปริมาณสารตะกั่วในสีน้ำมันให้เข้มงวดขึ้นจาก 600 ppm เหลือเพียง 100 ppm ดังนั้น หากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ติดสัญลักษณ์ มอก.การผลิตสีน้ำมันที่มีสารตะกั่วเกินมาตรฐาน จึงยังไม่ถือว่าผิดกฎหมาย” น.ส.วลัยพร กล่าว

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี แถลงผลการศึกษา “สารตะกั่วในเลือดของเด็กไทย” ว่า สารตะกั่วเป็นอันตรายอย่างแน่นอน เพราะมีผลกระทบทั้งแบบเฉียบพลัน คือ สมองบวม ซีด ถึงขั้นหยุดหายใจและตายได้ และแบบเรื้อรัง เช่น ปวดท้อง ปัญหาพฤติกรรม ทำลายสมอง ไตอักเสบ ที่สำคัญจากการศึกษาของ Canfield และคณะพบว่า สารตะกั่วทำให้สติปัญญาของเด็กลดลงด้วย โดนสารตะกั่วที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร (มคก./ดล.) จะทำให้ไอคิวลดลง 4.6 จุด โดยเฉพาะเด็กที่มีความเสี่ยงได้รับสารตะกั่วเข้าร่างกายได้มากกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยฯ ได้ทำการสำรวจระดับสารตะกั่วในเลือดของเด็กที่อาศัยอยู่ใน จังหวัดเขตอุตสาหกรรม 4 จังหวัด ได้แก่ ระยอง สมุทรปราการ สมุทราสาคร และฉะเชิงเทรา จำนวน 1,526 คน พบว่า มีเด็กจำนวน 197 คน หรือร้อยละ 12.9 มีระดับสารตะกั่วในเลือดสูงกว่า 10 มคล./ดล. ซึ่งเป็นค่าที่เกือบทุกประเทศกำหนดให้เป็นค่าความปลอดภัย

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ศูนย์ฯได้สำรวจบ้านเด็กเหล่านี้จำนวน 49 ราย พบว่า ร้อยละ 92 หรือ 45 ราย มีการใช้สีน้ำมันทาบางตำแหน่งภายในบ้าน และพบว่าสีน้ำมันเหล่านั้นร้อยละ 55.6 หรือ 25 ราย มีสารตะกั่วสูงเกินกว่า 100 ppm ส่วนการสำรวจฝุ่นผงภายในบ้านพบว่า ร้อยละ 22.4 หรือ 11 ราย มีสารตะกั่วในฝุ่นผงภายในบ้านสูงกว่า 400 ppm

“ในต่างประเทศมีการควบคุมระดับสารตะกั่วในสีแล้ว ดังนั้น สีที่จะนำมาทาภายในบ้าน ของเด็กเล่น เฟอร์นิเจอร์ จะต้องมีการควบคุม นอกจากกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องออกกฎหมายแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องแสดงฉลากให้ชัดเจน โดยเฉพาะสีน้ำมันที่ผู้ประกอบการกล่าวอ้างว่า ไม่ใช่สีทาภายในบ้านแต่ประชาชนนำไปทาเองนั้นต้องมีฉลากชัดเจนว่ามีสารตะกั่วเท่าไร และต้องระบุด้วยว่าห้ามใช้ทาอาคารภายในที่อยู่อาศัย เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องเล่นของเด็ก หรืออาจะระบุว่ามีสารตะกั่วสูงทำให้เด็กโง่ เป็นต้น หากมีการควบคุมจะสามารถช่วยลดระดับสารตะกั่วในเลือดของเด็กได้ ซึ่งในสหรัฐฯเห็นได้ชัดเจนว่า 20 ปีที่ผ่านมาซึ่งมีการควบคุม ระดับสารตะกั่วมีการลดลงต่อเนื่องทุกปี” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

856832_594536487261229_1044750998_o

นางเบญจมาพร เอกฉัตร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารมาตรฐาน 3 (เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค) กล่าวในเวทีสัมมนาเรื่อง “สีปลอดสารตะกั่ว นโยบายที่เป็นจริงได้” ว่า สีปลอดสารตะกั่วสามารถเป็นจริงได้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายร่วมมือกัน ซึ่งทาง สมอ.เองที่ผ่านมาได้กำหนดมาตรฐานสีแต่เป็นลักษณะแบบสมัครใจ คือ ถ้ามีความประสงค์ก็มาขอรับมาตรฐาน เมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้วหากผ่านมาตรฐานก็จะให้เครื่องหมายรับรอง แต่หากภายหลังตรวจสอบพบว่า ผลิตแล้วไม่ได้มาตรฐานจะมีโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรืออาจเพิกถอนใบอนุญาต อย่างไรก็ตาม สมอ.ถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายถึงเรื่องมาตรฐานสารตะกั่วในสีว่าเหตุใดจึงไม่มีการบังคับเสียที ล่าสุด ได้เสนอบอร์ด สมอ.ให้บังคับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทั้งหมดคือโลหะหนัก ของสีน้ำมันทั้ง 3 ตัว คือ แบบด้าน กึ่งเงา และเงา ซึ่งขณะนี้ยกร่างเสร็จแล้ว เหลือเพียงส่งให้กฤษฎีกาตีความ และประกาศใช้ต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งการบังคับนี้จะรวมไปถึงการนำเข้าด้วย เพราะเท่าที่ทราบคือผลตรวจสารตะกั่วที่พบว่าเกินเป็น 10,000 ppm นั้น เป็นสีนำเข้าจากประเทศที่ระบุว่ามีการเลิกใช้สารตะกั่วแล้ว นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการทาสีใหม่ในอาคารที่มีอายุ 5-10 ปีด้วย ทั้งนี้ สีปลอดสารตะกั่วอาจไม่ได้หมายความว่าไม่มีตะกั่วเลย แต่จะต้องมีสารตะกั่วที่ไม่เกินค่ามาตรฐานกำหนด

Untitlu

 

(21 ต.ค.) ที่ห้องประชุมอาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.วลัยพร มุขสุวรรณ รองผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ แถลงผล…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Monday, October 21, 2013

 

 

เก็บข้อมูลสารตะกั่ว ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร

1277641_584621768252701_1104542956_o

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2556 ทีมงานศูนย์วิจัย
ลงพื้นที่เก็บสารตะกั่วในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร

Untitlu

เมื่อวันที่ 15 ก.ย.56 ทีมงานศูนย์วิจัยลงพื้นที่เก็บสารตะกั่วในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Tuesday, October 1, 2013

 

สารตะกั่วเป็นพิษในเด็กเขตอุตสาหกรรมปัญหาที่ไม่อาจหมกเม็ดอีกต่อไป

สารตะกั่วเป็นพิษในเด็กเขตอุตสาหกรรมปัญหาที่ไม่อาจหมกเม็ดอีกต่อไป

913737_522904907757721_516023723_o

วันที่ 2 พฤษภาคม 2556 เวลา13.00-16.00 น.

โดย : พญ.ฉันทนา ผดุงทศ
สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค
พญ.นัยนา ณีศะนันท์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
คุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสร้างสุขภาพและกิจกรรมพิเศษ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

การประชุมวิชาการประจำปี 2556
เรื่อง “44 ปี รามาธิบดี : วิถีแห่งการป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพ”
วันที่ 2 – 3 พฤษภาคม 2556
ณ ห้องประชุม 611 ชั้น 6 อาคารเรียนและปฏิบัติการรวมด้านการแพทย์และโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

Untitlu

 

สารตะกั่วเป็นพิษในเด็กเขตอุตสาหกรรมปัญหาที่ไม่อาจหมกเม็ดอีกต่อไป วันที่ 2 พฤษภาคม 2556 เวลา13.00-16.00 น.โดย : พ…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Thursday, May 2, 2013

 

ตรวจแหล่งน้ำใน จ.ระยอง

620696_427550800626466_684626085_o

สอนเด็กให้ระวังภัย… “ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์”

WedNovember2012232833_lo

สอนเด็กให้ระวังภัย… “ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์” 
บทความโดย ประจวบ ผลิตผลการพิมพ์

จะมีใครทราบมั้ยครับว่า ถ่านไฟฉายแค่ก้อนเล็กๆ แต่มันได้ ยังนำ “มรณะภัย”มาสู่เด็กอย่างที่คาดไม่ถึง!
ครับ ถ้าไม่เกิดเป็นข่าวขึ้น ก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่า ถ่านไฟฉายก้อนแค่นี้ มันจะมีอานุภาพจนสามาถทำให้ถึงกับระเบิดเปรี้ยง กระทั่งเด็กจอมซนต้นเหตุต้องไส้ทะลักและดับอนาถ !
หนูน้อยวัย 9 ขวบชาวเมืองนครพนม

จู่ๆก็ไปหยิบเอาถ่านไฟฉายก้อนเล็กๆ ขนาด 2 เอ 1.5 โวลต์ 2 ก้อน (ที่ผู้ใหญ่ซื้อมาจากฝั่งประเทศลาว) มาต่อกับสายไฟ โดยใช้สายไฟสีขาว-แดง 1 คู่ ฉีกปลายสายไฟออก นำไปต่อเข้ากับขั้วบวกขั้วลบ แต่แล้วก็เกิดระเบิดดังตูม เจ้าหนูถึงกับไส้ทะลัก มีแผลเป็นสะเก็ดเต็มท้อง ผู้ใหญ็ในบ้านต้องรีบส่งไปที่ร.พ.นครพนม แต่ไม่ทันกาลเพราะเด็กน้อยต้องสิ้นใจตายหลังถึงมือหมอไม่นาน เหตุเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
(นสพ.ข่าวสด 13 เมษายน พ.ศ. 2552)

แม้เหตุร้ายแรงข้างต้นอาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อยแต่ก็ไม่ควรประมาทครับ รวมทั้งสิ่งที่พบได้บ่อยๆก็ไม่ควรละเลยเป็นอันขาด นั่นก็คือ …
การปล่อยให้เจ้าตัวเล็กที่เห็นอะไรๆก็หยิบเข้าปาก หยิบๆจับๆเจ้าถ่านไฟฉายหมดอายุเน่าๆมีน้ำย้อยเยิ้มออกมา เผลอๆก็จับเข้าปากหมับแล้วดูดเล่นเคี้ยวเล่นอย่างเพลิดเพลิน !!!
ถ่านไฟฉายและแบตเตอรี่เมื่อตกอยู่ในสภาพเก่าเก็บก็มักจะเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ไหลเยิ้มย้อยออกมาซึ่งมีกลิ่นคล้ายสนิมเหล็กนั้น มันก็คือสารเคมีสารพัด ที่ล้วนแล้วมีพิษภัย ไม่ว่าจะเป็นสารแคดเมียมปรอท ตะกั่ว นิกเกิล ลิเธียม และแมงกานีสไดออกไซด์…เป็นต้น สารเคมีที่เสื่อมสภาพเหล่านี้ เพียงแค่ผิวได้สัมผัสก็ถือได้ว่าอันตรายแล้ว
ยิ่งดูดกลืนเข้าไปยิ่งไม่ต้องพูดถึง รับเข้าไปน้อยก็จะสะสม และส่งผลร้ายต่อแทบทุกระบบในร่างกายทั้งระบบประสาท-ทางเดินอาหาร-ระบบหายใจ-เนื้อเยื่อ- เม็ดเลือดแดง 
หากรับเข้าไปมากก็เสี่ยงต่อการถูกกัดกร่อนอวัยวะภายใน แต่ไม่ว่าพิษที่ได้รับจะเป็นแบบเฉียบพลัน หรือ เรื้อรังผลร้ายก็ยังคงเสี่ยงต่อความเจ็บป่วย อย่างน้อยเด็กๆก็เสี่ยงกับการพัฒนาการสมองได้ช้าลง สติปัญญาด้อยลงฯลฯพิการ หรือกระทั่งเสียชีวิต โลกยุคไอทีในบรรดาอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ชนิดพกพาแม้จะมีมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น มือถือ ไอพอต ไอแพต แทบเล๊ต กล้องดิจิตอล Mp 3 แต่ทั้งหลายนี้โดยมากจะต้องใช้แบตเตอรี่ หรือถ่านไฟฉาย
(ถ่านนิกเกิลแคดเมียม ถ่านนิกเกิลเมทัลไฮไดรด์ ถ่านลิเทียม ถ่านAA และถ่านอัลคาไลน์ซึ่งมีทั้งแบบที่สามารถนำมาประจุไฟใหม่ได้ (Rechargeable) หรือแบบใช้ได้ครั้งเดียวทิ้ง)
แต่ทั้งหมดนี้ในยามที่มันหมดอายุ หรือเสียจนเกินที่จะซ่อม มันก็ล้วนกลายเป็น“ซากขยะอิเล็กทรอนิกส์” หรือ ขยะประเภทที่มีสารเคมีตกค้าง ซึ่งอันตรายทั้งต่อสุขภาพของสิ่งที่มีชีวิตและ ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
แต่ที่น่าแปลกใจและน่ากังวลก็คือ ในบ้านเรานั้นขาดความชัดเจนและจริงจังในการกำจัดซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งน่าจะมีเข้ามาทุกวันๆ ถังขยะของกทม.ที่หน้าถังระบุไว้ว่าสำหรับทิ้งขยะดังกล่าวโดยเฉพาะ บัดนี้กลับกลายเป็นของหายากมากไปแล้ว ก็เหมือนกับหน่วยงานหรือบริษัท ที่เคยรณรงค์ในเรื่องนี้อย่างคึกคักก็กลับแผ่วปลายและเงียบหาย
ยังเหลืออีกหนทางที่เคยมีผู้แนะนำ นั่นก็คือ

ให้รวบรวมขยะประเภทนี้ใส่ลงถุงดำ แล้วเอาสตริกเกอร์ที่เขียนไว้ว่าขยะพิษ แปะติดที่หน้าถุง เพื่อพนักงานเก็บขยะจะได้ นำถุงขยะพิษไปแยกทิ้งลงช่องรับขยะพิษ(อยู่ที่ท้ายรถเก็บขยะ) เมื่อไปถึงโรงกำจัดขยะ เหล่าขยะพิษก็จะผ่านขั้นตอนบำบัดทางเคมีก่อนก่อนฝังกลบต่อไป
เพื่อปกป้องลูกจากแบตเตอรี่ หรือ ถ่านไฟฉาย คุณพ่อคุณแม่จึงต้องให้การเอาใจใส่ 
และแนะนำเด็กๆ ดังนี้ครับ
1…พวกถ่านไฟฉายและแบตเตอรี่ที่เตรียมทิ้งนั้น นอกจากรวบรวมใส่ถุงดำแล้วก็ควรมัดปากถุงให้แน่น
และเก็บไว้ในที่เด็กนำไปเล่นไม่
ได้
2… ไม่นำไปทิ้งลงแม่น้ำ ลำคลอง ท่อระบายน้ำ หรือในแหล่งน้ำต่างๆ เพราะหากทำเช่นนั้น (ฝังดิน หรือโยนลงแหล่งน้ำ)สารพิษดังกล่าวปนเปื้อนทั้งแหล่งดิน แหล่งน้ำ แล้วก็จะซึมผ่านชั้นดินและแหล่งน้ำส่งผ่านต่อมายังพืช และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ต่อไป

3.. ไม่ทำลายโดยนำไปเผาไฟ เพราะนอกจากทำให้เกิดมลพิษที่คลุ้งไปทั่ว การกระทำเช่นนั้น ละอองไอของสารเคมีจะฟุ้งไปทั่ว ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เกิดพิษภัยแก่ผู้ที่อยู่รอบๆบริเวณดังกล่าว แถมยังอาจเกิดระเบิดตูมตามขึ้นมาได้

เมื่อพูดกันถึงเรื่องของถ่านไฟฉาย หรือ แบตเตอรี่ที่ใช้กับอุปกรณ์อิเลคโทรนิก ก็คงมองข้ามเรื่องของ “แบตระเบิด”มิได้

เพราะเหตุว่ามันปรากฏเป็นข่าว หลายต่อหลายครั้ง และหากทั้งคนขาย คนซื้อและผู้ใหญ่ที่มีอำนาจหน้าที่ ยังไม่มีการป้องกันแก้ไข เหตุร้ายดังกล่าว ก้อาจเกิดขึ้นอีกอย่างไม่สิ้นสุด อยู่ที่ว่าใครจะเป็น “เหยื่อ”ในรายต่อไป 

** หนุ่มเมืองกาญจน์ชาร์จแบตมือถือระเบิดโดนใบหน้าสะเก็ดเข้าตาหวิดตาบอด (นสพ.คมชัดลึก)
** โทรศัพท์มือถือ หล่น เอื้อมไปหยิบ …ระเบิดตูม!นิ้วฉีกต้องเย็บ 4 เข็ม (นสพ.คมชัดลึก)
**หนุ่มจีน มือถือระเบิดขณะเชื่อมเหล็กในโร
งงาน แรงระเบิดทำให้ซี่โครงหัก และเสียชีวิต(ข่าวออนไลน์)
** หนุ่มเกาหลีชะตาขาด มือถือตูมคาอกเสื้อ ตาคาที่ทำงาน (ข่าวออนไลน์)

จริงอยู่แบตเตอรี่มือถือทุกวันนี้ แทบทุกยี่ห้อได้เปลี่ยนจากนิกเกิล ไฮดราย มาเป็น“ลิเธียม – ไอออน”

 

ทั้ง นี้แบตเตอรี่ลิเธียม – ไออนถูกประดิษฐ์ขึ้นมาแทนที่นิกเกิล ไฮดราย นั้นมีคุณสมบัติพิเศษ คือ

ซึ่งมีน้ำหนักเบา แถมสะสมพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่น ๆ
แต่การที่แบตเตอรี่ลิเธียม – ไออนมีส่วนผสมของ“โคบอลต์ออกไซด์”

ทำให้เมื่อโดนความร้อนสูงขึ้นถึงระดับหนึ่งจะเกิดปฏิกิริยาเร่งความ ร้อนสูงยิ่งขึ้นไปอีก และมีโอกาสเสี่ยงที่แบตเตอรี่จะบวมไหม้ หรือ อาจระเบิดได้
แต่ นั่นก็ยังขึ้นกับระบบต่างๆ หรืออุปกรณ์ ชิ้นส่วนภายใน ระบบชาร์จไฟของทั้งแบตเตอรี่ และของมือถือนั้นๆด้วยว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยอย่างไร หรือไม่ รวมทั้งขั้นตอนการผลิตที่บกพร่องโดยอาจเริ่มมาตั้งแต่ในโรงงานผลิตกันเลยทีเดียว 
ส่วนการชาร์จไฟก็ควรต้องระวังเช่นกันครับ แม้โทรศัพท์ หรือแบตจะมีตัวสั่งให้หยุดชาร์จอัตโนมัติ แต่เพื่อความปลอดภัยจึงไม่ควรชาร์จนานเกิน 24 ชั่วโมง (อย่าลืมอ่าน ข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ระบุไว้ในตามคู่มือนั้นๆด้วยนะครับ)

เลือกแบตเตอรี่ และถ่านไฟฉายอย่างไรให้ปลอดภัย ?

 
พบว่า แบตเตอรี่มือถือ(รวมทั้งถ่านไฟฉาย)ที่เกิดระเบิดขึ้นมานั้น มักไม่มีเครื่องหมาย มอก.
นั่นหมายถึงมันเป็น แบตเตอรี่เถื่อน หรือแบตเตอรี่ปลอม

แบตเตอรี่ที่ได้มาซึ่งเครืองหมาย มอก.( มอก 2217-2548) ถือว่ามั่นใจได้ เพราะมอก.บ้านเรายุคนี้มีมาตรฐานเทียบเท่ามาตรฐาน IEC ของยุโรป
ดังนั้นทุกครั้งที่หาซื้อถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่ ถ่านชาร์จ ให้เลือกที่มีเครื่องหมาย มอก. 2217-2548 เอาไว้ ที่มักเป็นฉลากสตริกเกอร์แปะติดไว้บนกล่อง หรือตัวสินค้านั้นๆ
เวลาซื้อสินค้า อย่าเลือกร้านที่ดูไม่น่าไว้ใจ เช่น ตามแผงลอย หรือแม้แต่ร้านค้าที่ขายใน ราคาถูกว่าปกติมาก นั่นย่อมเสี่ยงที่จะเจอ “ของปลอม” และหากหลงไปซื้อของปลอมมาใช้เข้า ก็มักสังเกตได้ว่า แม้ชาร์จแบตจนเต็มปรี่แล้ว แต่เวลาในการใช้งานกลับสั้นกว่าปกติมาก

www.csip.org

 

 

…..