18 ธันวาคม 2557 ที่นั่งนิรภัย( car seat) สำหรับเด็ก ช่อง3

10863878_792201174161425_1329422453445036380_o

ทีมข่าวช่อง3 ขอสัมภาษณ์เรื่องที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 57

17 ธันวาคม 2557 ที่นั่งนิรภัย( car seat) สำหรับเด็ก ช่องPPTV HD

10863878_792201174161425_1329422453445036380_o

ทีมสกู๊ปข่าวจาก ppTV HD ช่อง 36
สัมภาษณ์คุณหมอ (รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ รพ.รามาธิบดี)

หัวข้อ ที่นั่งนิรภัย( car seat) สำหรับเด็กลดการตาย-เพิ่มความปลอดภัยอย่างไร ?

Untitlu

ทีมสกู๊ปข่าวจาก ppTV HD ช่อง 36 สัมภาษณ์คุณหมอ (รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ รพ.รามาธิบดี) หัวข้อ …

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Thursday, December 18, 2014

 

 

 

01 ธันวาคม 2557 ไทยจับมืออาเซียน ร่วมเตือนภัยเด็ก จากอุบัติเหตุรถยนต์

1900227_783899154991627_6163103607233255465_o

แถลงข่าว

ไทยจับมืออาเซียน ร่วมเตือนภัยเด็ก จากอุบัติเหตุรถยนต์!!
Thai –German Graduate School of Engineering (TGGS) และ ASEAN -NCAP ร่วมกับ ศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

โดย รศ ดร จุฬาลักษณ์ ค้าไม้
รศ ดร สายประสิทธิ์ เกิดนิยม
และ รศ นพ อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์

“ไทยจับมืออาเซียน ร่วมเตือนภัยเด็ก จากอุบัติเหตุรถยนต์!!”

อุบัติเหตุจราจรเป็นเหตุนำการตายลำดับสองของเด็กไทย เช่นเดียวกับประเทศในอาเซีย
จากการศึกษาการตายในเด็กโดยศูนย์วิจัยความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
พบว่าใน 12 ปีหลังนี้ เด็กไทยอายุน้อยกว่า 15 ปีตายจากอุบัติเหตุจราจรจำนวน 12941 คน
เฉลี่ยปีละ 1078 คน หรือวันละ3 คน โดยเป็นเด็กกลุ่มอายุ 10-14ปี 570 คน และเป็นเด็กปฐมวัย และวัย 5-9 ปี อย่างละ 250คนต่อปี

แม้พบว่าแนวโน้มการตายของเด็กจากอุบัติเหตุรถยนต์ลดลงจากปีละ 1100 คน
เหลือ 960 คนในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา แต่พบว่าการตายจากสาเหตุรถยนต์มีสัดส่วนสูงขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลวันหยุดยาว ในประเทศอาเซียนพบเช่นเดียวกันว่า

ในประเทศที่เศรษฐกิจดีขึ้นสัดส่วนการตายจากรถยนต์จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นตามการใช้งาน และถนนหนทางที่เพิ่มมากขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วพบว่ามาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ ระบบการดูแลความปลอดภัยเด็กในรถยนต์ของประเทศเรา
และประเทศในอาเซียนยังมีความไม่เท่าทันทางเทคโนโลยีความปลอดภัยอยู่มาก
เด็กในแถบบ้านเราไม่มีโอกาสที่ดีที่จะได้รับเทคโนโลยีความปลอดภัยเมื่อเทียบกับเด็กทางตะวันตก
อันเป็นที่มาของการจัดตั้ง ASEAN NCAP (NEW CAR ASSSESMENT PROGRAM)
โปรแกรมการประเมินรถยนต์ใหม่ของประเทศในอาเซียน

ผลการศึกษาพบข้อเตือนใจประชาชน ผู้ปกครองชาวไทย ชาวอาเซียน ว่า
รถยนต์เหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน การดูแลความปลอดภัยเด็กต้องเลือกรถยนต์ด้วยความรู้ไม่ให้บริษัทผู้ค้าปิดบังข้อมูลสำคัญได้
ต้องเลือกรถยนต์ที่มีผลการประเมินความปลอดภัยเด็ก (COP: child occupant protection)
ระดับห้าดาว ต้องรู้เรื่องการใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย และต้องมีรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์เหล่านั้นทั้งการใช้ระบบภาษี
หรือการสนับสนุนการผลิตการจัดจำหน่ายในราคาถูก
การแถลงข่าวเปิดเผยผล COP สำหรับการพิจารณาเลือกใช้รถยนต์แบบครอบครัว
และคำแนะนำการใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยสำหรับเด็กในรถยนต์ รวมทั้งข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ปีใหม่ทุกปี 10 วันอันตรายจะมีเด็กตายเฉลี่ย 37 คน แล้วปีนี้เราจะลดการตายได้หรือไม่
จะมีการใช้ที่นั่งนิรภัยเพิ่มเติมหรือไม่ จะมีรถยนต์ที่ไม่ผ่าน COP เป็นเหตุให้เด็กตายอีกหรือไม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2557 เวลา 11.40-12.30 ห้อง Phoenix room1 ชั้น1 IMPACT Exhibition Center เมืองทองธานี

Untitlu

แถลงข่าว ไทยจับมืออาเซียน ร่วมเตือนภัยเด็ก จากอุบัติเหตุรถยนต์!! Thai –German Graduate School of Engineering (TGGS) แ…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Monday, December 1, 2014

 

 

16 พฤษภาคม 2557 ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวแตกประเด็นทางช่อง3 เกี่ยวกับเบาะนิรภัยสำหรับเด็กในรถยนต์

10379892_691009494280594_7508115206230223243_o

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.57 เวลา 12.10 น.
รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยฯ
ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวแตกประเด็นทางช่อง3
เกี่ยวกับเบาะนิรภัยสำหรับเด็กในรถยนต์

Untitlu

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.57 เวลา 12.10 น.รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยฯ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวแตกประเด็นทางช่อง3เกี่ยวกับเบาะนิรภัยสำหรับเด็กในรถยนต์………

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Thursday, May 15, 2014

> 10 เมษายน 2557 สงกรานต์นี้ใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก

1966336_674438842604326_9076537408490888068_o

สงกรานต์นี้ใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.57 เวลา 13.30 น.

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก
จัดแถลงข่าว
“เดินทางท่องเที่ยวสงกรานต์ปลอดภัย ด้วยที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก”

ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ร่วมกับ ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในแต่ละปีจะมีเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ประสบอุบัติเหตุจากการโดยสารรถยนต์ทุกประเภท (ไม่รวมรถจักรยานยนต์) กว่า 5500 รายต่อปีหรือ 15 คนต่อวัน เป็นการบาดเจ็บรุนแรงที่ต้องการการนอนพักรักษาตัวหรือสังเกตุอาการในโรงพยาบาลประมาณ 1400 คนต่อปี และเสียชีวิต รวมประมาณ 101 คนต่อปี

ในช่วง 7 วันของเทศกาลสงกรานต์ จะมีเด็กบาดเจ็บจากอุบติเหตุทางถนนประมาณ 1100 ราย เป็นการบาดเจ็บรุนแรงที่เกิดจากการโดยสารรถยนต์ ทุกประเภท (ไม่รวมรถจักรยานยนต์) ประมาณ 132 ราย ในจำนวนนี้มีการเสียชีวิตจำนวน 14 ราย

เมื่อรถยนต์ มีการเบรกอย่างกะทันหัน หักเลี้ยวอย่างฉับพลัน หรือ ชนอย่างรุนแรง สิ่งที่เกิดขึ้นในทันทีก็คือ …ร่างของเด็กๆจะหลุดลอยจากที่นั่ง ไปอัดกับแผงคอนโซลหน้ารถ ปะทะกับกระจกหน้ารถ แล้วทะลุลอยละลิ่วออกนอกรถ หรือ ประตูรถเปิดออก แล้วเด็กกระเด็นออกไปนอกรถ ด้วยรูปร่างเล็กบอบบางของเด็กๆ จึงทำให้…กระโหลกศีรษะ กระดูกซี่โครง แขนขา แตกหัก ปอด หัวใจ รวมทั้งอวัยวะภายในช่องท้องต้องชอกช้ำ หรือ ฉีกขาดโดยเฉพาะศีรษะของเด็กๆ ที่กระแทกอย่างรุนแรง ทำให้มีเลือดออกในสมอง เป็นเหตุแห่งความพิการ หรือ เสียชีวิต…

กอดลูก..ให้นั่งตัก = รักลูกผิดทาง..เมื่อรถท่านมีถุงลมนิรภัย

ภาพที่เราเห็นตามท้องถนน ส่วนใหญ่ก็คือ ผู้ใหญ่อุ้มเด็กบนตัก แล้วนั่งด้านหน้าข้างคนขับ พ่อแม่คงอยากให้ลูกอยู่ใกล้ชิดเผื่อเกิดอุบัติเหตุลูกก็คงปลอดภัยในอ้อมกอดของพ่อแม่ แต่ความจริงก็คือ…แรงมหาศาลของการปะทะของจากการชน หรือแรงจากการเบรกกระทันหันนั้นมันเกินกำลังที่พ่อแม่จะยึดลูกอยู่ หนำซ้ำการนั่งห่างจากถุงลมนิรภัยใกล้กว่า 25 ซม เมื่อมันระเบิดออกมา แรงกระแทกจากถุงลมนิรภัยก็สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงต่อเด็กได้

ถุงลมนิรภัยจะระเบิดกางออกโดยปฏิกิริยาเคมีก่อให้เกิดก๊าซไนโตรเจน (30-100 ลิตรแล้วแต่รุ่น) อย่างรวดเร็วในเวลา 1/20 วินาที ผู้โดยสารจะได้รับความปลอดภัยเสริมจากถุงลมต่อเมื่อนั่งห่างถุงลมอย่างน้อย 25 ซม เท่านั้น หากนั่งใกล้กว่านี้ จะเกิดอันตรายจากการกระแทกของถุงลมเอง โดยเฉพาะในเด็กที่นั่งตักแม่ทำให้เด็กอยู่ห่างจากระยะระเบิดของถุงลมน้อยเกินไป มีรายงานการเสียชีวิตจากถุงลมในอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงกว่าสองร้อยราย ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นเด็กน้อยกว่าสิบสองปี และการบาดเจ็บของสมองเป็นสาเหตุหลัก

มีรายงานโดยศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐ (Center for Disease Control) ถึงการตายของเด็กอายุ 3 สัปดาห์ – 12 ปีที่เกิดจากถุงลมนิรภัย และการศึกษาที่ประเทศกรีกในเด็ก 129 รายอายุ 0-11 ปีที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถยนต์โดยนั่งด้านหน้าและไม่ได้ใช้ที่นั่งนิรภัย พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บมากกว่ากลุ่มที่นั่งด้านหลังและไม่ได้ใช้ที่นั่งนิรภัยเช่นกันถึง 5 เท่าตัว เบาะหลังจึงเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี

สำหรับเด็กนั้นจะใช้เข็มขัดนิรภัยที่ติดมากับรถยนต์ได้เหมาะสมปลอดภัยก็ต่อเมื่อ …มีอายุ 9 ปีขึ้นไป หรือ มีน้ำหนัก

มากกว่า 30 กก หรือความสูงตั้งแต่ 140 ซ.ม. ขึ้นไป…เท่านั้น มิฉะนั้นเข็มขัดนิรภัย อาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กๆอย่างรุนแรง แต่ใน พรบ. จราจรของบ้านเรากำหนดไว้ในมาตรา 123 ว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัย ไว้กับที่นั่งในขณะขับขี่ รถยนต์ และต้องจัดให้คนโดยสารรถยนต์ ซึ่งนั่งที่นั่งตอนหน้าแถวเดียวกับ ที่นั่งผู้ขับขี่รถยนต์รัดร่างกายไว้กับที่นั่งด้วยเข็มขัดนิรภัย

หากเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี หรือ สูงน้อยกว่า 140 ซม. แทนที่เข็มขัดนิรภัยสายล่างจะพาดบนหน้าตัก และ แนบบริเวณเชิงกราน แต่กลับมารัดตรงท้องน้อย สายบนแทนที่จะพาดที่หน้าอก และ ไหล่ ก็กลับมารัดที่ลำคอของเด็ก ดังนั้น หากรถเบรกหรือชนอย่างกะทันหัน เข็มขัดจะทำอันตรายแก่ อวัยวะภายในช่องท้องและลำคอของเด็กได้

รักลูกอย่ากอด…ใช้ที่นั่งนิรภัย

1. หากลูกของเรามีอายุไม่เกิน 9 ปี “ที่นั่งหรือเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก” จะช่วยปกป้องความชีวิตของเด็กๆ National Highway Traffic Safety Administration ของสหรัฐได้ทำการศึกษาและพบว่า ที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กนี้จะลดความเสี่ยงต่อการตายในเด็กทารกถึงร้อยละ 69 และเด็ก1-4 ปี ร้อยละ 47 ขณะเดียวกันจะลดความเสี่ยงต่อการตายในเด็กอายุมากกว่า 5 ปีได้ร้อยละ 45 และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงร้อยละ 50

2. สำหรับทารกที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับทารก และต้องจัดวางที่นั่งนิรภัย ที่เบาะหลัง โดยหันหน้าไปทางด้านหลังรถเท่านั้น เพื่อลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกต้นคอหักจากการสะบัดของศีรษะเมื่อเกิดการชนหรือเบรครุนแรง

3. เด็กอายุ 2-3 ปี ให้พยายามใช้ที่นั่งนิรภัยที่เบาะหลัง โดยหันหน้าไปทางด้านหลังรถตราบเท่าที่ตัวเด็กไม่สูงเกินที่นั่งนิรภัย หรือน้ำหนักไม่เกินตามที่บริษัทกำหนดไว้ หากเด็กตัวโตเกินกว่าข้อกำหนดที่นั่งนิรภัยแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กซึ่งจะหันหน้าไปทางด้านหน้ารถตามปรกติ แต่ยังคงใช้ที่เบาะหลังเท่านั้น

4. เด็กอายุ 4-7 ปี ให้ใช้ที่นั่งสำหรับเด็กเล็กต่อไปจนตัวสูงหรือน้ำหนักเกินกว่าข้อกำหนดของที่นั่งนิรภัยที่ใช้ จึงเปลี้ยนมาเป็นที่นั่งเสริม (booster seat) ซึ่งจะราคาประหยัด ไม่มีเข็มขัดนิรภัยในตัว ใช้เข็มขัดนิรภัยรถยนต์เป็นอุปกรณ์ยึดเหนี่ยว เด็กวัยนี้ยังคงต้องนั่งเบาะหลังเท่านั้น

5. เด็กอายุ 8-12 ปี ควรใช้ที่นั่งเสริม (booster seat) จนกว่าสามารถใช้เข็มขัดนิรภัยได้พอดี โดยทั่วไปควรจะต้องมีอายุมากกว่า 9 ปี ขึ้นไป

6. เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด เด็กที่อายุน้อยกว่า 12 ปีต้องนั่งเบาะหลังเท่านั้น

7. ในกรณีรถปิกอัพ ห้ามมิให้เมีผู้โดยสารในกะบะหลัง โดยเพาะอย่างยิ่งเด็กโดยเด็ดขาด ผู้โดยสารในกะบะหลังมีความเสี่ยงมากกว่าผู้นั่งในรถ 3 เท่าตัว เด็กที่นั่งในรถปิกอัพต้องใช้ที่นั่งนิรภัยเหมือนกัน แต่ให้ใช้กับที่นั่งตอนหน้าโดยหันหน้าตามปรกติและต้องไม่มีถุงลมข้างคนขับ (หรือมีแต่สามารถปิดการทำงานได้)

ผู้ร่วมแถลงข่าว

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ตำแหน่ง หน.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

นางนัยนา ขนอนเวช ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ โรงเรียนอนุบาลทานตะวัน

ครอบครัวกรณีศึกษา ที่ตระหนักถึงความสำคัญในการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กบนรถยนต์

ณ ห้องประชุมศูนย์วิจัยฯ อ.บำบัดน้ำเสีย ชั้น 3 รพ.รามาธิบดี

10258317_674439209270956_482506993791146856_o

Untitlu

เมื่อวันที่ 10 เม.ย.57 เวลา 13.30 น.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็กจัดแถลงข่าว“เดินท…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Thursday, April 10, 2014

 

 

09 เมษายน 2557 ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว 365 POST NEWS

1973246_673890902659120_2490445874724027597_o
Untitlu 

วันที่ 9 เม.ย.57 เวลา 12.20 น.รศ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยฯให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว 365 POST NEWS โดย Post…

Posted by ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาธิบดี on Wednesday, April 9, 2014

เบาะนิรภัย..เพื่อความพ้นภัยของลูกๆ

TueJune20122065_001

 

 

วันพุธที่ 2 พ.ค. 2555
ทางศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก รพ.รามาธิบดี (ศพร.)
ได้จัดเสวนาใหญ่ ที่ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ในหัวข้อ

“การตายของเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี จากการโดยสารรถยนต์ในเทศกาลสงกรานต์ ปี 2555 และ ตลอดปี 2554 และแนวทางป้องกัน”

ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปีนี้( 2555 )
ผู้คนที่ต้องตายจากอุบัติเหตุจราจรไม่ได้ลดลงเลย  แถมผู้ที่เสียชีวิตยังเป็นเด็กถึง 10 %
( ตายกว่า 320 ราย เป็นเด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี จำนวน 32 คน)

แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ในปีนี้


** เด็กที่ตายส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 60! )กระเด็นออกมาตายนอกรถ

** เด็กที่ตายทั้งหมดไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย และ ไม่ได้ใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก

โดยในที่ประชุมได้มีการเล่าcase study โดยนักวิจัยที่ไปลงพื้นที่ด้วยตนเอง

Case ที่ 1   ด.ญ. นก  ( 7 ขวบ )   คุณแม่ และลุกสาวนั่งหน้ารถ คุณแม่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย…

ในขณะที่คุณเอ  ขับรถกะบะ 4 ประตู  มุ่งตรงเข้าเมืองระยอง เพื่อพาภรรยาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลระยอง
ในขณะนั้นมี ภรรยานั่งอยู่ที่นั่งด้านหน้าซ้าย(เธอไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย)
มีน้องเนกลูกสาวคนเล็กวัย 7ขวบ นอนหนุนตัก และมีลูกสาวคนโตวัย 12 ขวบนั่งอยู่เบาะนั่งหลังรถ

เมื่อรถของคุณเอ วิ่งมาถึงบริเวณสี่แยกตะพง ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง
อันเป็นเวลาเดียวกับคุณแหม่ม ที่ขับรถเก๋ง วิ่งสวนมาจากตัวเมืองระยองเพื่อจะเลี้ยวขวาไปหาดแม่รำพึง

รถทั้งสองต่างวิ่งผ่านไฟเขียว รถกะบะของคุณเอวิ่งพุ่งเข้ามาชนทางด้านซ้ายรถเก๋งของคุณแหม่ม
จากนั้นรถกะบะนั้นก็หมุนคว้าง แล้วก็ไถลไปข้างหน้าราว 5 เมตร และคว่ำลง  ส่วนรถเก๋งตัวถังด้านซ้ายยุบ

คุณเอหมดสติไปชั่วครู่ เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าภรรยาของตน
ร่างทะลุกระจกหน้ารถไปนอนอยู่บนพื้นถนน ลูกสาวคนโตนอนหลับตาอยู่เบาะหลัง
ส่วน ด.ญ.นก(ลูกสาวคนเล็ก)ศีรษะทะลุกระจกข้างซ้ายของรถ และอยู่ในท่าแนบพื้นถนน(รถคว่ำ)
สักครู่เดียวภรรยาคุณเอลุกขึ้นมาได้แล้วตรงเข้ามาอุ้มลูกสาวที่อยู่ในสภาพหมดสติ และยังหายใจเฮือกๆ
ในขณะที่คุณเอขยับเขยื้อนออกจากรถ แล้วเปิดประตูค่อยๆดึงตัวลูกสาวคนโตออกมาจากรถอย่างทุลักทุเล
จากนั้นมีหน่วยกู้ภัยมาช่วยนำคุณเอ๋และครอบครัวไปที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลระยอง
คุณเอ๋ ภรรยาและลูกสาวคนโตบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ทั้งหมดนั่งรออากรของฟ้าใสอยู่ราว 30 นาที
จากนั้นแพทย์ผู้รักษาก็ออกมาแจ้งว่า “นก” ลูกสาวคนเล็ก…เสียชีวิตแล้ว

————————————————————————–

Case ที่ 2  คุณแม่(คาดเข็มขัดนิรภัย) อุ้มลูกน้อย เด็กวัย 8 เดือน นั่งหน้ารถ และกำลังให้นมลูก…

ในขณะที่คุณพ่อ ขับรถเก๋ง โดยมีคุณแม่ นั่งอยู่ด้านหน้ารถ ขณะที่กำลังให้นม(นมแม่)แก่ลูกชายวัย 8 เดือน
เมื่อขับรถมาถึงบริเวณถนนสายหนึ่ง ที่ สี่คิ้ว ปากช่อง จ.นครราชสีมา

บังเอิญพบหลุมใหญ่หลุมหนึ่งอย่างไม่ทันระวังจึงหักพวงมาลัยหลบทันทีรถจึงเสียหลักพลิกข้าง
เป็นเหตุให้ ร่าง และศีรษะของลูกน้อยหลุดลอยจากอ้อมกอดแม่ที่กำลังให้นมอยู่แท้ๆ
ไปกระแทกกับประตูและคอนโซนหน้าภายในรถคันดังกล่าว และเสียชีวิตทันที !
(ในแต่ละปี  * มีเด็กอายุน้อยกว่า 14 ปี ประสบอุบัติเหตุรถโดยสาร รถยนต์ ปิกอัพ
หรือรถตู้ 5,500 รายต่อปี หรือ15 คนต่อวัน

**บาดเจ็บรุนแรงต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,400 คนต่อปี

และ   *** เสียชีวิตรวม 70 คนต่อปี ในจำนวนนี้เป็นปิกอัพ 1,190 ราย รถยนต์ 170 ราย)

เมื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ทำให้คิดถึงเหตุร้ายเมื่อราว 2 ปีก่อน
กรณี อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับพิธีกรขวัญใจแฟนๆ
คุณอี้-แทนคุณ จิตต์อิสระ และลูกชายตัวน้อยวัย 1 ขวบเศษ

ที่ถนนสายเลี่ยงเมืองสุพรรณบุรี-อู่ทอง เมื่อต้องหักหลบรถมอเตอร์ไซด์ที่กลับรถ
แล้วตัดหน้าอย่างกะทันหัน แถมไม่ให้สัญญาณ และไม่เปิดไฟหน้าอีกด้วย
ทำให้คุณอี้ต้องหักหลบแล้วไปชนท้ายรถ 18ล้อที่อยู่ข้างหน้าโครมใหญ่ ผลก็คือ
คนในรถต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า แต่ผู้ที่เจ็บหนักที่สุดก็คือ
…ลูกชายอันเป็นแก้วตาดวงใจของคุณอี้ นั่นเอง
คุณอี้ได้ฝากเตือนประชาชนทุกคนไม่ให้ประมาทว่า…
”ผมขอฝากเตือนคนที่มีลูกเล็กๆเวลาพาลูกนั่งรถไปไหน
ควรให้ลูกนั่งด้านหลังที่มีเบบี้ชีท (ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก)
เพราะมันช่วยลดอันตรายเวลาเกิดอุบัติเหตุได้ นี่คือประสบการณ์ที่ประมาท
เพราะอยากให้ลูกมานั่งใกล้ๆจึงให้ภรรยาอุ้มไว้”
(นสพ.ข่าวสด 4 ส.ค. 2551)

จะเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อยของคุณ ?
หากว่า….รถยนต์  มีการเบรกอย่างกะทันหัน- มีการหักเลี้ยวอย่างฉับพลัน
หรือ-  มีการชนอย่างรุนแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในทันทีก็คือ …ร่างของเด็กๆจะหลุดลอยจากที่นั่ง

* ไปอัดกับแผงคอนโซนหน้ารถ 

* ไปปะทะกับประตูรถ แล้วลอยละลิ่วออกนอกรถ หรือ   

* พุ่งทะลุกระจกหน้ารถ  แล้วกระเด็นออกไปนอกรถ
ด้วยสรีระอันบอบบางของเด็กๆ จึงอาจทำให้…กระดูกซี่โครง,แขน,ขา แตกหัก
เยื่อหุ้มปอด,เยื่อหุ้มหัวใจ  รวมทั้งอวัยวะภายในต้องชอกช้ำ หรือ ฉีกขาด

โดยเฉพาะศีรษะของเด็กๆ ที่ต้องกระแทกของแข็งอย่างรุนแรง ทำให้ และ
ชั้นมีเลือดคั่งในสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุแห่งความพิการ หรือ เสียชีวิต…

1…   เข็มขัดนิรภัย  และ  ถุงลมนิรภัย  คือนวัตกรรมที่ช่วยปกป้องชีวิตของคนในห้องโดยสาร
แต่มีข้อแม้คือ …ต้องเป็นผู้โดยสารที่มีอายุเกิน 9 ปีขึ้นไป  หรือ  มีความสูงตั้งแต่  140 ซ.ม. ขึ้นไป…เท่านั้น
มิฉะนั้นมันก็อาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กๆอย่างรุนแรงและ  คาดไม่ถึง

2… อย่าให้เด็กเล็กนั่งหน้ารถ แม้คุณจะอุ้มเด็กบนตักหรือกอดเด็กแน่นๆ
แถมคาดเข็มขัดนิรภัยแน่นหนก็ตาม ก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กปลอดภัยเลย เพราะความเป็นจริงก็คือ…
แรงมหาศาลของการปะทะของจากการชน หรือแรงฉุดของการเบรกกระทันหันนั้นมันเกินกำลังที่พ่อแม่จะยึดลูกอยู่
หนำซ้ำน้ำหนักของพ่อแม่ก็มักจะไปอัดทับลูก เพิ่มความเสี่ยงให้แก่ลูกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
แรงปะทะแรงเหวี่ยงมันมหาศาลเกินกว่าที่จะช่วยอะไรได้ โอกาสที่ลูกจะหลุดจากมือแล้วพุ่งทะลุกระจกออกไปนอกรถจึงมีสูง

3… เด็กวัยไม่เกิน  9  ขวบ  หรือ  สูงน้อยกว่า  140 ซ.ม.
การให้เด็กคาดเข็มขัดนิรภัยในรถ นอกจากจะไม่ได้ช่วยเรื่องความปลอดภัย มันจะกลายเป็นจุดเสี่ยง

เนื่องจากเด็กยังตัวเล็ก ทำให้สายเข็มขัดแทนที่จะพาดบนหน้าตัก  และ แนบบริเวณเชิงกราน แต่กลับมารัดตรงท้องน้อย
ส่วนเส้นที่ควรพาดที่หน้าอก  และ  ไหล่  ก็กลับมารัดที่ลำคอของเด็ก ดังนั้น  หากรถเบรกอย่างกะทันหัน
หรือ มีการชน เข็มขัดจะทำอันตรายแก่  ไขสันหลัง , อวัยวะภายในช่องท้องของเด็ก
สายเข็มขัดเส้นที่พาดผ่านบริเวณลำคอ ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ท่ออากาศหายใจที่บริเวณคอได้

4……เนื่องจากการพองตัวของถุงลมนิรภัยนั้น มันมีความเร็วถึง 320 กม. / ชั่วโมง
ความรุนแรงมากมายขนาดนี้จึงเป็นอันตรายต่อเด็กๆอย่างยิ่ง เด็กๆ(ไม่เกิน 9 ขวบ)
จึงไม่ควรนั่งหน้ารถ โดยเฉพาะรถที่มีถุงลมนิรภัย

(แล้วอย่าลืมนะครับว่า ถุงลมนิรภัยนั้น เป็นเพียงส่วนเสริมความปลอดภัยเมื่อใช้เข็มขัดนิรภัยเท่านั้น( supplemental restraint system ) มันจึงจะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อคุณ(ผู้ใหญ่ หรือ เด็กโต)ใช้ควบคู่กับการรัดเข็มขัดนิรภัยด้วย  รวมทั้งอาจเกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่งหากไม่ได้รัดเข็มขัด เพราะใบหน้า ศีรษะ และหน้าอกจะปะทะเข้ากับถุงลมนิรภัยอย่างรุนแรงนั่นเอง)

“เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก” ทางเลือกที่ปลอดภัย สำหรับลูกน้อยวัยไม่เกิน  9  ปี  …..
สถิติจาก US Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
ของ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า

เบาะนิรภัยสำหรับ  วัยทารก ..  .ลดอัตราเสี่ยงตายได้  69  %
เบาะนิรภัยสำหรับ   วัย  1 –  4   ปี   ..ลดอัตราเสี่ยงตายได้  47 %.
เบาะนิรภัยสำหรับวัยที่มากกว่า  5 ปี  ลดอัตราเสี่ยงตายได้   45  %
และ   ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงได้ถึง  50 %

หากลูกของเรามีอายุไม่เกิน  9  ปี  สิ่งที่จะช่วยปกป้องความชีวิตของพวกเขาก็คือ
เบาะนิรภัยสำหรับเด็กในวัยต่างๆ  ซึ่งจะต้องใช้ให้ถูกวัยถูกขนาดด้วยนะครับ…
เท่าที่มีจำหน่ายในท้องตลาด แบ่งเป็น 3 แบบ ซึ่งคุณประโยชน์ของมันก็คือ …

เด็กๆในวัย อนุบาล หรือ วัยเรียน ( 5- 10 ปี )
เบาะนิรภัยที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ เรียกว่าBooster seat  

ซึ่งจะช่วยยกตัวเขาให้สูงขึ้น เพื่อทำให้ใช้เข็มขัดนิรภัยในรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระทั่งวันใดที่เขาโตประมาณ 140 ซม แล้วแล้ว   Booster seat
ก็อาจหมดความจำเป็น เพราะนั่นหมายถึง ลูกสามารถใช้เข็มขัดนิรภัยป้องกันภัยได้เช่นเดียวกับคุณพ่อคุณแม่

ขณะเดียวกัน  เบาะนิรภัยก็อาจกลับกลายเป็นภัยแก่ลูก
จึงต้องป้องกันไว้ก่อนดังนี้ครับ….

1  )  จัดวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง   นั่นคือ วางที่เบาะหลังของรถ
(ขอย้ำอีกครั้งเถอะนะครับว่า เด็กวัยไม่เกิน12 ปี จะต้องนั่งที่เบาะหลังของรถเท่านั้น…)

2 )  สายคาดจะต้องไม่หลวม  หรือ แน่นจนเกินไป
( ทดสอบโดยใช้นิ้วสอดเข้าไประหว่างตัวลูก และ สายคาด  หากเลื่อนนิ้วขึ้นลงได้ แสดงว่ากระชับพอดีแล้ว

3 )  ติดตั้งให้แน่นหนา    เข็มขัดนิรภัยในรถต้องสอดกับที่ล็อก หรือมีตัวล็อกกับเบาะเพื่อเสริมให้มั่นคงมากขึ้น
เพื่อความมั่นใจ ให้ลองขยับเบาะนิรภัยดู ถ้าเลื่อนไปมาได้มากกว่า 1 นิ้ว แสดงว่ายังติดตั้งเบาะนิรภัยหลวมเกินไป
เบาะอาจหลุดได้ ทำให้พลิกคว่ำลงมาเมื่อหยุดรถกะทันหัน

การเหยียบเบรกอย่างแรง
ทำให้เข็มขัดนิรภัยที่คาดตัวทำหน้าที่อย่างเต็มที่
นั่นคือกระตุกรั้งอย่างแรงทันที โดยเฉพาะสายที่คาดตรงท้องน้อย …
ซึ่งหากเป็นเด็กๆนั่นจึงทำจะถึงกับจุกแน่นอยู่พักใหญ่ และปวดท้องในเวลาต่อมา…..

มักเกิดรอยพกช้ำที่บริวณหน้าท้องระดับสะดือ และที่บริเวณข้างคอ
เมื่อกดๆหน้าท้องพบว่าเด็กไม่เกร็งท้อง ทั่วๆไปท้องยังนิ่มอยู่ กดลึกๆ
ไม่มีอาการเจ็บนอกจากกดบนรอยพกช้ำ
กดแล้วปล่อยให้หน้าท้องกระเด้งขึ้นมาก็ไม่มีอาการปวดเช่นกัน
การตรวจดังกล่าวช่วยบอกเราว่ามีอะไรรบกวนเยื่อบุช่องท้องภายในหรือไม่เช่นเลือดตกในช่องท้องเป็นต้น

**  ให้ประคบรอยพกช้ำด้วยผ้าเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็ง สัก 24 ชั่วโมง
จึงเปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นแทน วันแรกต้องสังเกตุอาการหน้าท้องแข็งเกร็ง อาเจียน
หรือจุกแน่น ไว้ด้วย หากมีอาการดังกล่าวต้องพามาพบแพทย์เพราะการบาดเจ็บอวัยวะภายในอาจแสดงอาการออกมาในภายหลังได้

ในหลายต่อหลายประเทศในขณะนี้

ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กในการโดยสารรถยนต์
โดยการใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก เพื่อช่วยสร้างเสริมความปลอดภัยในการเดินทางของเด็กๆ 

 

www.csip.org